RSS

Tag Archives: ประเทศไทย

ไทย+สหรัฐ และ ไทย+จีน

1.เล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุค 2500 ดีกว่า เพราะมันเกี่ยวพันกับ “อินทรี” และ “มังกร” โดยมี “ขุนศึกไทย” 2 ขั้วเป็นตัวเดินเรื่อง

2.ตั้งแต่ปี 2485 สหรัฐฯ หวังให้ไทยเป็น “ป้อมปราการ” ต้านคอมมิวนิสต์ จึงหนุนขุนศึกไทย ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 2490

3.ก่อน 2500 จอมพล ป.เรืองอำนาจ เล่นบทการทูต 2 หน้า ด้านหนึ่งคบสหรัฐฯ อีกด้านหนึ่งส่งทูตลับเชื่อมไมตรี “ปักกิ่ง” หวังดึงปรีดีกลับไทย

4.ก่อน 2500 เกมชิงอำนาจระหว่างจอมพล ป.กับจอมพลสฤษดิ์ เข้มข้น โดยจอมพล ส.ส่งตัวแทนไปพบทูตสหรัฐฯ หยั่งเสียงเรื่องการทำรัฐประหาร

5.เหตุที่เกิดรัฐประหาร 16 ก.ย.2500 มาจากจอมพล ส.แตกหักจอมพลเผ่า ศรียานนท์ เจ้าพ่อตำรวจ และสหรัฐฯ ไม่พอใจจอมพล ป.จะผูกมิตรกับปักกิ่ง

6.จอมพล ส.ทำรัฐประหารซ้ำ 20 ต.ค.01 ด้วยเหตุผลเดียวคือ รับใช้นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ โดยมีทีมงานซีไอเอเป็นที่ปรึกษา

7.หลังจากยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ จอมพล ส.ก็เปิดฉากทำ “สงครามลับในลาว” หนุนช่วยนายพลพูมีและท้าวกระต่าย สู้กับคอมมิวนิสต์ลาวและเวียดนาม

8.หลังจอมพล ส.เสียชีวิต จอมพลถนอมก็รับไม้ต่อทำสงครามลับในลาว โดยซีไอเอ จัดตั้ง”ทหารเสือพราน” ส่งไปรบในลาว ด้านหนึ่งก็แทรกแซงกัมพูชา

9.สมัยจอมพลถนอม ร่วมมือซีไอเอ หนุนนายพลลอนนอล ยึดอำนาจสมเด็จสีหนุ สถาปนาสาธารณรัฐเขมร มีประธานาธิบดี แทนราชอาณาจักรกัมพูชา

10.ความวุ่นวายทางการเมืองในไทย เขมร ลาว และเวียดนาม เมื่อ 40-50 ปีก่อน ก็มาจากสหรัฐฯ กลัวคอมมิวนิสต์ กลัวปักกิ่งยึดแหลมทอง

11.มาถึงวันนี้ ไม่มีสงครามเย็น มีแต่ “สงครามทุน” สหรัฐก็ยังระแวงปักกิ่ง เพราะปักกิ่งกำลังเป็นมหาอำนาจทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์

Via @can_nw

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

Hello Ms. PM ;-)

 

นี่คือ นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของราชอาณาจักรไทย ผู้ไม่มีอะไรจะเสีย ฤ เกรงต่อสิ่งใด

คือคนที่ไม่มีห่วงใย กระทั่งชีวิตของตนเอง

คือคนที่รักจะตายมากกว่ามีชีวิตอยู่ คือคนที่ไม่ต้องการแม้นกระทั่ง“ชัยชนะ”

คือคนที่พร้อมทั้งชีวิต เพื่อ ประชาชนชาวไทย

คือนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองแห่งราชอาณาจักรไทยแห่งนี้

คือผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งในระบบรัฐสภาอย่างถูกต้องด้วยคะแนนเสียงอันท่วมท้น

“ข้าพเจ้าอาจจะต้องสูญเสียมาแล้วทั้งหมด แต่สิ่งเดียวที่ข้าพเจ้าจะไม่ยอมเสียคือ

….แผ่นดินไทย ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า…”

ที่กล่าวมาทั้งหมดจากบรรทัดแรกจนบรรทัดสุดท้ายของบันทึกนี้ ..จะมีพร้อมในตัวของนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย ที่ชื่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หรือไม่!?!

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

คำไม่กี่คำ

 

“I have learned not to worry about love; but to honor its coming with all my heart”- Alice Walker

แรกที่รู้จักคุณ ฉันไม่เคยคิดและไม่เห็นวี่แววใดๆว่า หลังจากนั้นอีกครึ่งปี ฉันจะต้องมาพูดหรือเขียนบันทึกในลักษณะนี้ เพราะฉันไม่เคยรู้สึกว่าคุณจะมีใจให้เป็นพิเศษ รู้แต่ว่าเราคุยเรื่องงาน เรื่องเดียวกันเข้าใจ เรียกง่ายๆว่า”ไม่ต่อก็ติด” เพราะคุณคือคนที่ทำให้ฉันไม่ได้หลับไม่ไม่ได้นอน และต้องเคร่งเครียดกับข้อมูลระหว่างประเทศจีน กัมพูชา ไทย สหรัฐฯ

คุณไม่มีคำว่า”ยั้งมือ”  ฉันเข้าใจว่าคุณต้องการสื่อสารมายังรัฐบาลไทยโดยตรง

แต่ฉันเครียดจัดจน ..ร้องไห้ออกมาเพราะความเหนื่อยมาก ฉันไม่อึด ไม่ใช่มนุษย์หุ่ยยนต์เหมือนคุณ  ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ยอมรับประทานอาหาร (คุณลืมเสมอ) คุณทำงานหนัก และตลอดเวลา เราคุยกันแต่เรื่องงานเพียงเท่านั้นจริงๆ

จะมีไต่ถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง ที่ฉันก็รู้สึกเพียงแต่ว่า ..”คือมารยาทขั้นพื้นฐานทั่วไป” จนแม้นกระทั่งคุณจะให้ฉันไปทำอะไรต่อมิอะไร …ฉันต้องปรับตัวให้แกร่งและทำงานหนักทั้งร่างกายและสมองให้”ตามทัน” เวลาคุณจะสั่งหรือบอกให้ทำอะไร

ฉันก็ไม่อยากให้คุณมองว่า ผู้หญิ๊ง ผู้หญิงนี้ เป็นเหมือนกันหมดเลยนะ … ฉันรู้สึกตัวมาตลอดเวลาเสมอว่า ตัวเองมีค่าแค่เพียง“เพื่อนร่วมงาน”เท่านั้น

แม้นแต่วันที่กลับจากไปพบ “ลุงจำลอง” กลับมา ฉันก็ยังรู้สึกเพียง“ต้องขอบคุณ”

เหตุผลอีกประการสำคัญคือ ฉันไม่คิดว่าจะมีใคร”เล็ดลอด”เข้ามาในหัวใจได้อีก เพราะฉันเป็น AnnForever ไปแล้ว เหมือนกับเป้นการ”แขวน”ตัวเองไว้ตลอดไป  ต้องให้เกียรติที่มาของคำๆนี้

คุณไม่เคยจีบฉัน ฉันไม่เคยจีบคุณ ไม่มีคำพูดเกี้ยวพาราสี ทำนองชู้สาวใดๆเลยตลอดเวลาครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา  มีแต่งาน งาน งาน เท่านั้น

แล้ว”คุณ”มาอยู่ในหัวใจตอนไหน !!!

มาแบบนี้ เรียกภาษาชาวบ้านคือ “มาไม่ทันรู้สึกตัว”  แต่ความห่วงใย ฉันมีให้คุณแน่นอน ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ฉันก็เป็นห่วงคุณ  คุณก็มีบ้างที่เป็นห่วงความเจ็บป่วยของฉัน 

แต่หลังจากที่ “พันธมิตร” ทะเลาะกับประชาธิปัตย์เท่านั้นยังไม่พอ “พันธมิตร” และ”พรรคการเมืองใหม่” หันมาสาดโคลนกันเอง  และฉันต้องรับรู้ทุกอย่างด้วยใจที่” นิ่งเงียบ” มันมีความเจ็บปวดสาหัสแฝงอยู่ตลอดเวลาที่มีการปะทะคารม โต้ตอบกันไปมา ฟ้องร้อง แจ้งความดำเนินคดีต่อกัน

ฉันมั่นใจว่า”คุณ” เห็นฉันตลอดเวลา  และต้องเห็นว่า ฉันไม่เคยเลือกที่จะอยู่ข้างใคร เพราะฉันรักทุกคน และหวังว่า เมื่อความเข้าใจผิดครั้งรุนแรงนี้จบลง ทุกคนจะกลับมารักกันได้เหมือนดั่งเดิม

ฉันรอวันนั้นอยู่เงียบๆ รออยู่นานแต่ฉันก็ไม่ถอดใจ ..ในความเงียบ ความเจ็บปวดนี้ เกิดความรู้สึก”โทษตัวเอง” ว่า”วันนั้น” ที่คุณให้ฉันเริ่มต้นทำในสิ่งดีๆ ฉันทำไม่สำเร็จ แต่ความรู้สึกนี้ฉันไม่เคยบอกกับคุณ ฉันสื่อสารถึงคุณเพียงว่า

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับประเทสไทย ฉันขอร้อง คุณอย่าทิ้งประเทศไทย “

เหตุที่ฉันขอร้องคุณไว้แบบนี้ เพราะ แม้นแต่ ความเป็นพันธมิตร คุณยังอยากสมานไว้ให้เกิดความเข้มแข็ง จะได้มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะเป็นกลไกพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งดีๆต่อไปดั่งที่เคยสร้างสมกันเอาไว้  และนับประสาอะไรกับประเทศไทย …ฉันมั่นใจว่าคุณไม่มีวันปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป

คุณอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งหมด แต่ถ้าคุณทำ..ฉันเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญอันเป็นตัวแปรให้สถานการณ์พลิกผันภายในประเทศ อันเป็นแรงขับเคลื่อนมาจาก ภายนอกประเทศได้

ย้อนกลับมาที่ความเป็นพันธมิตรฯ  ฉันรักพันธมิตรฯของฉัน และดีใจและขอบคุณที่คุณพยายามช่วยเหลือพวกเรา แต่ความรู้สึกขอบคุณและเสียใจอย่างหนัก ณ เวลานี้ มีความรู้สึกผูกพันเกาะเกี่ยวมาด้วย – ฉันคิดว่าช่วงเวลานี้คือสิ่งที่พาคุณมาอยู่ในใจของฉันตลอดเวลา เพราะความทุกข์จาก การพังพินาศคามือไปตามๆกัน ทั้งที่ร่วมสร้างร่วมก่อกันมาด้วยชีวิตและความเสียสละเป็นเวลาหลายปี

จะมีอยู่เพียงไม่กี่คนที่รู้ว่า …มีอีกหนึ่งความพยายามจากปักกิ่ง ส่งเสริมมาเต็มที่ ที่จะช่วยประคอง รักษาสถานการณ์ ช่วยคิด ช่วยวางแผน …สิ่งหนึ่งที่คุณมักเตือนสติฉันเสมอคือ..คุณไม่เคยสอนให้ฉันมองใครในแง่ร้าย ไม่เคยมีเลย  ทุกคนมีข้อดี ข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น  เราต้องเลือกที่จะมองข้ามข้อเสียของบุคคลนั้นๆ และนำข้อดีมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนให้”ทุกคน”ก้าวข้ามไปพร้อมๆกัน

นี่คือ”หลักการ” ข้อดีของการทำงานองค์กรร่วมกันกับคนหมู่มาก 

ในวันนั้น ฉันขอบคุณ..คุณด้วยความตื้นตันใจ  แต่ในวันนี้ แม้นฉันรู้ตัวว่า ยังไม่ใช่เงื่อนเวลาที่เหมาะสมนักที่จะเอ่ยว่า“รักคุณ” แต่ฉันขออนุญาตบอกให้คุณทราบไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอนาคตประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะหน้าสิ่งหน้าขวาน  ฉันเกรงว่า ฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกคุรอีกเลยเสียด้วยซ้ำ  

ฉันเลือกที่จะไม่เดินทางออกนอกประเทศในห้วงเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติเช่นนี้ แปลว่าฉันพร้อมจะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องทางนี้  จึงต้องชิงบอกไว้ล่วงหน้าก่อนนะคะ 

ฉันดีใจมากๆที่ฉันมีคุณในหัวใจ ขอบคุณที่เราได้มาเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ได้เคยเกิดขึ้น  ขอบคุณทุกความห่วงใยที่เคยมีให้ และฉันขอย้ำอย่างเดียว ..อย่าทิ้งประเทศไทย

ฉันรักคุณค่ะ คุณจากปักกิ่ง

 

 

ปล.รูปภาพข้างต้น เป็นของ”คุณจากปักกิ่ง”นะคะ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

การบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

ประเทศไทย กำลังเกิดวิกฤตการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเกิดการแตกแยกของคนในชาติอย่างกว้างขวาง เพราะรัฐไม่ใช้หลักธรรมในการปกครองบ้านเมืองและประชาชนไม่เข้าหลักธรรมที่จะใช้ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

พื้นฐานอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย คือการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีส่วนร่วมนั้นต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้หมายถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำที่ไม่ดี แต่หมายถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำดี มีส่วนร่วมในการสอดส่องเพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่ดี และอยู่บนพื้นฐานความบริสุทธิ์ใจต่อสังคมส่วนรวม

หลักธรรมของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้รวมเข้ามาอยู่ในหัวใจของพระพุทธศาสนา

หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ การกระทำดี การละเว้นการกระทำที่ไม่ดี และความจริงใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

การกระทำดี มีทั้งแนวดิ่ง และแนวระดับ

 
การกระทำดี ในแนวดิ่ง มี ๓ ระดับ คือ การกระทำดีระดับธรรมดา การกระทำดีขั้นสูงและการกระทำดีระดับปรมัตถ์ 

การกระทำดีระดับธรรมดา คือ การกระทำดีธรรมดาทั่วไป

การกระทำดีขั้นสูง คือ การกระทำดีที่ต้องมีการเสียสละบางอย่างของตนออกไป 
การกระทำดีระดับปรมัตถ์ คือ การเสียสละชีวิตเพื่อการกระทำดี

การกระทำดีแนวระดับ มี ๒ ระดับ ระดับแรก คือ ตนเองกระทำดี ระดับที่สอง คือ นอกจากตนเองกระทำดีแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้คนอื่นกระทำดีด้วย หรือการส่งเสริมให้คนอื่น ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำดี และนี่คือการมีส่วนร่วมที่สำคัญประการแรกในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อันเป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
การละเว้นการกระทำที่ไม่ดีนั้น ในพุทธศาสนาได้กำหนดเป็นข้อห้ามไว้ เรียกว่าศีล

ซึ่งมีทั้งแนวดิ่งและแนวระดับ

การละเว้นการกระทำที่ไม่ดีในแนวดิ่ง แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล และ มหาศีล
จุลศีล เป็นข้อห้ามสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป

มัชฌิมศีล เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ที่ปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

มหาศีล สำหรับพระภิกษุสงฆ์ เป็นข้อห้ามระดับปรมัตถ์เพื่อเข้าสู่การเป็นอริยบุคคล
การละเว้นการกระทำที่ไม่ดีในแนวระดับ มี ๒ ระดับ ระดับแรก คือ ตนเองละเว้นการกระทำที่ไม่ดี ระดับที่สอง คือ นอกจากตนเองละเว้นการกระทำที่ไม่ดีแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้คนอื่นละเว้นการกระทำที่ไม่ดีด้วย หรือส่งเสริมให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกรป้องกันการกระทำที่ไม่ดี

ซึ่งสอดคล้องกับระบบเกียรติศักดิ์ของโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า “เราจะไม่พูดปด คดโกง หรือขโมย และจะไม่ยอมให้ผู้ใดกระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด” และนี่คือการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอีกประการหนึ่ง

ความจริงใจที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หมายถึง ในการกระทำดี และการละเว้นการกระทำที่ไม่ดีต้องเป็นไปโดยจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ซึ่งมีอยู่ ๒ ระดับเช่นกัน ระดับแรกคือ ตนเองมีความปรารถนาดี ซื่อสัตย์ และจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วต่อผู้อื่น ระดับที่สอง คือนอกจากตนเองมีความปรารถนาดี ซื่อสัตย์และจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วต่อผู้อื่นแล้วยังต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อื่นได้มีความปรารถนาดี ซื่อสัตย์ และจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วต่อกันและกัน

และนี่คือหัวใจ หรือจิตวิญญาณ หรืออุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นหัวใจของการสร้างความสมานฉันท์ ทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน


สรุปคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา ถือเป็นหัวใจของการมีส่วนร่วมที่สมบูรณ์แบบที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของชาติ ที่จะทำให้ปัญหาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สามารถแก้ไขโดยหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ความแตกแยกของผู้คน ก็จะได้รับการสมานฉันท์โดยหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ ความสมานฉันท์ และเป็นหัวใจของสันติภาพ

การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมา ได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธมามะกะ ก็เพื่อกำหนดให้พระมหากษัตริย์ได้ทรงใช้หลักทศพิศราชธรรมในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งหลักทศพิศราชธรรม คือหลักทศบารมีของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา นี่คือตัวอย่างของการใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นหลักการปกครองบ้านเมืองผ่านพระมหากษัตริย์ เป็นการทำให้พระพุทธศาสนาอยู่เหนือกว่าองค์พระมหากษัตริย์ คือให้ใช้ในการปกครองบ้านเมือง มิใช่อยู่ใต้องค์พระมหากษัตริย์


 การกำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และระบุให้หัวใจพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะเป็นการทำให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอยู่เหนือระบอบประชาธิปไตย จะเป็นการทำให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ การกล่าวเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจถึงหลักการดังที่กล่าวมาข้างต้น

 การที่กล่าวกันว่า การไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเพราะพระพุทธศาสนาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ การกล่าวเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจถึงหลักการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

 การไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถือว่าเป็นการละทิ้งพระพุทธศาสนาส่วนการบรรจุคำว่า รัฐต้องอุปถัมภ์พุทธศาสนา แสดงให้เข้าใจได้ว่า หากรัฐไม่ให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนาแล้ว จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ไม่ได้ พระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งที่รัฐต้องแบกรับ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว พุทธศาสนาต่างหากที่ต้องช่วยอุปถัมภ์รัฐในการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักธรรม อันจะทำให้ประเทศชาติเกิดความสมานฉันท์ เกิดสันติภาพและสันติสุข

วัตถุประสงค์หลักของการบรรจุให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มิใช่เพื่อนำพุทธศาสนาไว้สักการบูชา หรือมิใช่เพื่อให้รัฐจำเป็นต้องดูแลพระภิกษุสงฆ์ หรือมิใช่เพื่อให้พระพุทธศาสนามีความเจริญกว่าศาสนาอื่น    แต่เป็นไปเพื่อให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ ได้ถูกนำมาเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง โดยรัฐต้องน้อมนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาเป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

นอกจากนั้นแล้ว รัฐควรส่งเสริมให้ทุกชนชาติมีศาสนาประจำชาติ เพื่อให้ชนชาตินั้น ๆ นำหลักธรรมของศาสนาในการปกครองบ้านเมือง ควรมีศาสนทูตเพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนหลักศาสนธรรมของกันและกัน เป็นการสร้างปัญญาธรรมแก่โลกอันจะทำให้โลกเกิดสันติสุขและสันติภาพ ความขัดแย้งระหว่างศาสนาจะถูกแก้ไข

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะรัฐไม่เข้าใจหลักธรรมของศาสนา ทั้งยังกลัวว่าจะมีการนำหลักธรรมของศาสนามาเกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมือง การแก้ปัญหาจึงไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่หลักธรรมของศาสนาอิสลามหลายประการถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เช่น เมื่อมุสลิมเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม จะต้องบอกกล่าวออกมา เพราะถ้าหากไม่บอก เมื่อตายไป จะถูกพระผู้เป็นเจ้าถามว่า เมื่อเห็นสิ่งไม่ถูกต้องชอบธรรมแล้วทำไมไม่บอกกล่าวออกไป หากตอบไม่ได้ มุสลิมผู้นั้นจะถูกพระเจ้าลงโทษทันที

ดังนั้น มุสลิมจึงต้องโต้แย้งสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเสมอ จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นคนหัวรุนแรง  รัฐจึงมีอคติกับมุสลิม ทั้ง ๆ ที่นี่คือรากฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน และนี่ก็ตรงกับหัวใจของพระพุทธศาสนาในเรื่อง การมีส่วนร่วมในการป้องกันการกระทำที่ไม่ดี หลักการของทั้งสองศาสนานี้ เป็นไปในทำนองเดียวกันและถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐควรน้อมนำมาใช้ในการปกครองชาติบ้านเมือง

เมื่อพระพุทธศาสนาถูกบรรจุให้เป็นศาสนาประจำชาติแล้ว พระพุทธศาสนาจะถูกนำไปสู่แนวทางที่ถูกต้องเป็นไปตามหลักเหตุผล หลักวิทยาศาสตร์ หลักสากล ความหลงเชื่องมงายจะถูกแก้ไข จะไม่ถูกปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรมอีกต่อไป

พระพุทธพจน์ “ บุคคล ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง”

ประเทศชาติ คือ ที่รวมของบุคคลทั้งหลาย ประเทศชาติที่กำลังมีปัญหาและเป็นทุกข์เพราะหันไปพึ่งแนวคิดของฝรั่งต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้คิดพึ่งตนเอง และไม่มีธรรมเป็นที่พึ่ง

การพึ่งตนเอง คือ การปฎิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นเอง

การพึ่งธรรม คือ  การบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และระบุให้ใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ทั้งหมดนี้ คือรากฐานสำคัญ ที่จะทำให้รัฐและประชาชนสามารถร่วมกันพัฒนาประเทศชาติร่วมไปกับโลกาภิวัตน์ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และแข็งแกร่งที่สุด

เจ้าของบทความ 

 

ป้ายกำกับ: ,