RSS

Tag Archives: คุณน้ำอบ

ข้างหลังภาพ

วันนี้นึกถึงภาพตอนไปถ่ายสัมภาษณ์นิตรสารเล่มนี้ เหตุเพราะนักฟุตบอล Fabrice Muamba ฟุบล้มลงคาสนามเมื่อคืนนี้

ช่วงนั้นทีม บก.นิตยสารติดต่อขอสัมภาษณ์มาหลายครั้ง แต่..เราขอเลื่อนไปหลายรอบ ไม่ใช่หยิ่ง เพราะไม่ใช่คนดังคิวทองแต่อย่างไร

แต่เหตุที่ต้องเลื่อนนัดหลายครั้ง เป็นเพราะ..ติดภารกิจต่อเนื่องอยู่ภาคสนาม”ภารกิจของผู้หญิงข้างถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์” เราเลื่อนนัดจนเกรงใจ จนสุดท้ายทีม บก.บอกว่าจะต้องปิดเล่มให้ทัน ถ้าเราไม่สามารถไปทำตัวแต่งสวยให้เขาถ่ายรูปที่ สำนักพิมพ์ เขาจะยกกองมาสัมภาษณ์ที่มัฆวานฯแทน

ทำให้เราต้องบอกว่า “ฟังนะ พี่ให้สัญญาว่าจะไม่มีการเลื่อนนัดใดๆเกิดขึ้นอีก ถ้าจบจากการพยายามสลายการชุมนุมในสมัยสมัคร สุนทรเวช..เป็นนายกฯในวันนั้น ถึงพี่จะอยู่ในสภาพไหน ก็ยินดีให้มาถ่ายทำสัมภาษณ์ได้ เพียงแต่ช่วงนี้พี่ไปไหนไม่ได้เลย และการที่จะให้พวกคุณมาในที่ชุมนุมตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน พี่ไม่กล้า พี่รับผิดชอบชีวิตพวกคุณไม่ได้”

ช่วงเวลานั้น แทบลืมคำว่า”พักผ่อน นอนหลับ” หลีงไม่เคยสัมผัสที่นอนแสนสบายที่บ้าน ไม่เคยนอนบ้านเลย อย่างมากคือกลับมาอาบน้ำ เจอหน้าลูกสาวบ้างและก็ต้องออกไป

เกินกว่า 48 ชั่วโมงได้นอนสักงีบ คือสิ่งที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ชีวิตที่เป็นคนป่วยโรคหัวใจเคยผ่านช่วงเวลาวิกฤตินาทีชีวิตมาแล้ว ลืมพับทิ้งไว้ได้เลย แต่แอบกินยา ทั้งยาหัวใจ ยาแก้แพ้อากาศ เพราะเราแพ้”ฝุ่น”ขั้นรุนแรง แต่สู้ ดังนั้นยาเพียบ และใจสู้ด้วยกระมัง ลืมความทุกข์ร้อนของร่างกายตัวเองไปหมด

ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุมช่วงเช้า แต่ทั้งคืนจะเป็นสงครามจิตวิทยา ข่มขวัญให้กลัว ถ้าเกิดความกลัวเมื่อไหร่คือการพ่ายถอย แต่..ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ไม่มีให้ปรากฏในใจของทุกคน

ตอนเช้าจรดบ่ายของวันรุ่งขึ้น เราร่วมกับ”การ์ดส่วนหน้า” ประชิดกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่บนพื้นที่คนละครึ่งของสะพานมัฆวานรังสรรค์ ท่ามกลางแดดจ้า ที่ไม่มีใครคิดจะถอยแม้แต่ก้าวเดียว

เหตุการณ์”วัดใจ”ผ่านไปด้วยดี ทั้งที่คำสั่งยิงแก๊สน้ำตา กาบรรจุกระสุนเตรียมยิง เรามองเห็นตลอดอยู่เบื้องหน้า แต่ต้องยอมรับนะว่า ถึงจะผ่านแต่ละช่วงเวลาเหล่านี้มาได้ เหนื่อยล้าพอควร

ค่ำนั้นไปทานข้าวกับ”นิตยา พันธมิตรตาก และน้องโรจน์”ที่สโมสรสนามม้านางเลิ้ง เริ่มอาการไม่ดี. ออกปากกับนิตยาว่า มีไทนินอลมั้ย เหมือนจะเป็นไข้ ทานข้าวเสร็จเดินกลับมาที่รถ จอดอยู่ข้างถนนไม่ไกลจากสะพานมัฆวานฯ เดินมากับน้องโรจน์

ปรากฏว่า..จู่ๆเรารู้สึกเหมือนหมดแรง แต่ไม่มีอาการเป็นลมมาก่อนแต่อย่างไร แค่รู้สึกตัวร้อน และไข้ขึ้นเร็วมาก จากที่รู้สึกร้อน อยู่กับแสงแดดที่แผดเผามาตลอดวัน ทำไมคืนนี้รู้สึกหนาวมาก ทั้งที่เหงื่อท่วมตัว อากาศคงอบอ้าวเกินไป เหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมานั้นแหละ อยู่กับสภาพแบบนี้จนร่างกายชินแล้ว จะป่วยแค่ไหนก็เหมือนไม่ป่วย

นาทีนั้น เรากำลังเดินอยู่ข้างถนน แต่..จังหวะที่กำลังก้าวเดิน เกิดหมดแรงและเข่าสองข้างล้มลงกระแทกพื้นถนนเต็มที่ แต่ไม่หมดสติ รู้สึกเหนื่อย เพลีย หมดแรง อาการแค่คนเป็นไข้ทั่วไป ตัวร้อน

แค่การที่วูบลงไปแบบนั้น เข่าสองข้างกระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กระดูกเข่า แผลภายนอกที่เลือดซิบๆดูจะไม่ทำให้ตกใจใดๆ เท่าปวดเข่าอย่างรุนแรงจนเดินต่อไปไม่ได้

คืนนั้นได้กลับบ้านอย่างทุลักทุเล และจะมีโอกาสได้หลังแตะผิวที่นอนอันแสนนุ่มสบายที่บ้าน คือ ภาวะยามที่ร่างกายเกิดวิกฤติแบบนี้เท่านั้น

จะทำยังไงอีกสองวันต้ิงไปสัมภาษณ์ จะไม่ผิดคำพูด!!

เราไปจริงๆ ท่ามกลางความว้าวุ่นใจของบรรดาทีมงาน ไปถึงสำนักพิมพ์ น้องๆมาต้อนรับอย่างดี มาประคอง เพราะต้องรีบพาไปแต่งหน้า ทำผม และต้องเปลี่ยรเสื้อผ้าหลายชุด ..นั้นคือแพลนงานของทีมงาน

แต่เราบอกว่าไม่ต้องทำผม แต่งหน้า ที่พี่แต่งหน้ามานี้ พอรับไหวมั้ย คือสภาพร่างกายแย่มาก จะให้เดินไปถ่ายรูปมุมไหนของสวน ต้องประคองกันไป ..ปวดทรมานมากอ่ะค่ะ แต่สงสารทีมงานมาก ที่เราทำภาพที่ควรจะต้องปรากฏต่อสายตาสาธารณะผิดรูปแบบของ ค่ายหนังสือยักษ์ใหญ่ ที่ต้องเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้วกับผลงาน

จากภาพนี้…ฉันตัวบวม จากแสงแดด และกินยาแก้ปวดกระดูก พิงอยู่มุมเสานี้ กัดฟันเชียวนะคุณ เพราะสวนเขาใหญ่มาก กว่าจะเดินมาถึง ปวดค่ะปวด แต่ต้องถ่ายรูปเยอะ เพราะหนังาือลงรายปักษ์ต่อเนื่องสองเล่ม เสื้อผ้า หน้าผม ต้องเปลี่ยนอย่าน้อยสองชุด

แต่เราไม่มีมาดของคนสวยที่พร้อมจะเตรียมตัวให้ถูกบันทึกภาพเอาเสียเลย

รู้สึกสงสารทุกคนที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับชีวิต ที่ฉันไม่ด้อย่างใจเอาซะเลย เพราะความเป็นจริงเบื้องหลังภาพนี้ ทรมานกว่าจะอธิบาย ไม่ใช่แค่ปวดเข่า เดินลำบาก แต่หัวใจยังเต้นเร็วมากผิดปรกติ ความดันโลหิตสูง

หลังจากนั้น เราไม่รับงานที่เข้ามาขอถ่ายหรือสัมภาษณ์อะไรอีกเลย เกรงใจอย่างที่สุด อยากนะ อยากแต่งตัวสวยๆ แต่งหน้าเนี๊ยบๆมีรูปอยู่บนพื้นที่ต้องนิตยสารต่างๆเหมือนสมัยวัยรุ่นที่เคยเกือบได้เป็นนางแบบเป็นงานประจำ แต่พ่อไม่ปลื้ม

แต่เวลาชีวิตของเรา ไม่ค่อยได้เป็นระเบียบเหมือนชีวิตคนปรกติทั่วไป นัดกันไว้คิดว่าว่าง ก็มีเหตุให้ต้องไปทำอย่างอื่นที่คับขัน พอเมื่อคืนดูภาพที่นักฟุตบอลล้มฟุบไปกลางสนามแข่งขัน ฉันภาวนาให้เขารู้สึกตัว และหายเป็นปรกติในวันหนึ่ง ขอให้”ปาฎิหารณ์” เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน

ทุกชีวิตมีค่ามากจริงๆค่ะ ในฐานะที่ฉันมีโอกาสเป็นแม่คน กว่าฉันจะเลี้ยงลูกให้ผ่านไปได้แต่ละวันอย่างที่เขาควรจะต้องมีความสุขและปลอดภัย จะต้องใส่ใจดูแลอย่างใกล้ขิด และเสียสละอย่างมาก

ขอให้คุณได้ตื่นขึ้นมา Fabrice Muamba ครอบครัวอันเป็นที่รัก พวกเขารอการกลับมาของคุณอยู่ค่ะ

My Live in ruins w/Ispotin’s party

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

ดื้อเงียบ

เมื่อวานขับรถกลับถึงบ้านยังไม่ทันจะก้าวลงจากรถ แม่..เดินอย่างรีบร้อนมาหาถึงที่รถ พร้อมบอกว่า “พันธมิตรจะชุมนุมกันวันที่ 10 นี้ แล้วจะไปหรือเปล่า?”

ไม่ได้ตอบแม่ในทันที เพราะในสมองมีเรื่องให้ไตร่ตรองหลายอย่าง ความจริงแม่ก็รู้ว่าวันที่ 5 ฉันเดินทาง…ไม่อยู่ และไม่อยู่นานกว่าที่เคยจากไปไหนไกลๆทุกครั้ง

แต่ฉันยังไม่ได้บอกกับแม่ว่า “หม่อน”เรียนจบ และวันที่รับหมวกเป็นพยาบาล ฉันรับปากหม่อนไปแล้วว่า จะอยู่ร่วมแสดงความยินดี นั้นแปลว่า ฉันจะไม่ได้เดินทางตามกำหนดเดิมคือ..วันที่ 5 ที่จะถึงนี้

และพอมีเรื่องของการกำหนดท่าทีของพันธมิตร…ในเรื่องของส่วนรวมนั้น ฉันรู้วดีว่ามีอะไรจะตามมา ต้องทำอะไรบ้าง.

แต่ในเรื้องของความรับผิดชอบต่อ”เรื่องส่วนตัว” คล้ายๆว่า ฉันน่าจะมีปัญหาต้องเคลียร์กับหลายฝ่ายเยอะมาก. คนแรกคือ แม่..แม่แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่อยากให้ฉันไปชุมนุม ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รักชาติหรือแม่ไม่เข้าใจปัญหาในชาติ แม่ร้อนใจทุกวัน และที่ผ่านมาหลายปี แม่ไม่ห้าม ทั้งที่รู้ว่าลูกตกอยู่ในอันตรายหลายครั้ง แต่แม่บอกว่า ไปทำหน้าที่เผื่อแม่ด้วย

แต่คราวนี้ที่แม่ไม่อยากให้ไป เพราะแม่รู้ตัวว่าแม่สุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เรี่ยวแรงแม่ถดถอยไปมากด้วยวัยที่มากขึ้น แม่หวั่นว่าฉันจะประสบเหตุทำให้ต้องพักรักษาตัวนานๆอีก และจะมีปัญหาในเรื่องความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อครอบครัว เพราะต้องดูแล”ฮายา”ในช่วงที่กำลังจะก้าวผ่านช่วงรอยต่อของความเป็นเด็กสู่วัยรุ่นตอนตัน เพราะฮายากำลังติดแม่มาก เขาต้องมีแม่คอยชี้นำและให้ความอบอุ่นอย่างที่เป็นอยู่

แม่เห็นฉันเงียบ นิ่ง ไม่ตอบอะไร แม่พูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “อย่าไปเลยนะ!!”

จนถึงวันนี้ ฉันก็ยังไม่ได้ตอบอะไรกับแม่เลย

ฉันจะขออยู่เงียบๆเพื่อคิดทบทวนว่า จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดได้อย่างไร

….

ภาพนี้ที่”หนองประจักษ์” ข้ามวันใหม่โดยที่ยังไม่มีใครได้พักผ่อนหรือเอนหลัว. และกลางดึกนั้น มีข่าวว่า ขวัญชัยจะพากลุ่มคนเสื้อแดงมาถล่มพวกเราอีกด้วย

แต่มีบางอย่างที่เป็นความจริงอยู่ในภาพนี้…ในอีกมิติหนึ่งคือ วันนั้นแอนน์ยังเดินไม่ได้ วันที่แอนน์ไปวันนั้น คือวันแรกที่ขับรถออกจากบ้านด้วยตนเองหลังเดินไม่ได้มานานมาก ((ในรูป))ถึงต้องพิงพี่ดอน ตอนเข้ามาหนองประจักษ์ พี่สมชายต้องจับมือให้เดินเกาะแทนไม้เท้า

วันก่ินที่จะไป”หนองประจักษ์”กันในครั้งนั้นแม้นแต่พี่สมชายก็ประเมินว่า ไม่น่าจะเดินได้ทันที่จะไปไหว

แอนน์ไม่ได้เจอเพื่อนๆเลยตลอดเวลาที่ต้องพักรักษาตัว เพราะนอนอยู่บ้าน หรือแม้แต่วันที่หายเป็นปรกติ แอนน์มักจะพูดกับเพื่อนๆเสมอว่า …อย่าโกรธกันนะ ถ้าบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่นัดกิน เที่ยว แต่แอนน์ไม่ได้ไป อย่าโกรธกัน เพราะแอนน์ต้องดูแลครอบครัว

แต่ถ้าตอนไหนที่มีปัญหาอะไร จะเจอแอนน์

ไอ้เจ้าน้องฮิมในรูป. ตัวสูงๆผิวเข้มที่สุดน่ะ เขาเคยอยู่บ้านเดียวกับแอนน์มาหลายเดือน เขาบอกว่าหลายครั้ง. หลายวัน..ที่อยู่ในเวลาการชุมนุม มีคนมาตามหาพี่แอนน์ ว่าพี่แอนน์ไม่มาหรือ

ฮิมจะบอกว่า..ถ้าวีนไหนที่เจอหน้าพี่แอนน์ แปลว่าวันนั้นมีปัญหา วันไนที่มีปัญหาพี่แอนน์จะอยู่ทุกครั้ง

ในชีวิตนี้ แอนน์มีเพื่อนไม่มาก สังเกตจากใน FB แจอนน์ไม่เคยกดรับแอดใครมานานมาก. เพราะที่แอดมานั้น แอนน์ไม่รู้จะจัก แอนน์จะคุยอยู่กับเพื่อนแค่ไม่กี่คน เหมือนกันกับเวลาอยู่ในที่ชุมนุม แอนน์จะอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆการ์ด ที่คบกันมานานมาก. อยู่ไม่กี่คน

แอนน์รู้…ว่าสถานการณ์ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ในระดับไหน รู้ว่าครั้งนี้..ไม่มีคำปรานี ต้องจับตาแกนนำว่าจะมีใครไปแอบฮั้วอะไรมั้ย…แต่สุดท้าย. การดดันเพื่อเจรจา นี่คือวิถีการรบชนิดหนึ่ง

หลีกเลี่ยงความรุนแรงยาก. และความุรนแรงครั้งนี้. ถ้าควบคุมไม่ดี..เกมส์และชะตาชีวิตจะพลิกไปเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยกับมันอีกเลย

แอนน์เชื่อว่า น่าจะมีการต่อรองเพื่อการเจรจาในรูปแบบอื่นๆที่ต้องกระทำคู่ขนานกับการชุมนุมพร้อมกัน

แต่ไม่ทราบว่าจะจบลงด้วยดีได้จริง ..ไม่ค่อยเชื่อ เพราะยังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นตัวแปรสูวาุด แต่เอ่ยถึงไม่เหมาะ

ตอบยากว่าจะแรงแค่ไหน… ทหารก็ต้องออกมาประทะกัน. ประชาขรที่สนับสนุนทักษิณกับคนรักในหลวงก็ฆ่ากันไป

กว่าฝุ่นจะจาง…กระบี่ยังอยู่ในมือใคร!!!

……
 
แอนน์เคยคุยโทรศัพท์กับคุณแหม่มแล้วร้องไห้ไปด้วย คือวันที่พี่แดนทวิตด่าด้วยความเข้าใจผิดแอนน์บอกคุณแหม่มว่า แต่สิ่งหนึ่งที่พี่แดนเขาพูดถูก คือ..แอนน์ต้องดูแลครอบครัว เพราะนั้นคือสิ่งที่เป็นของแอนน์จริงๆ และเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดี ให้สมกับที่เป็นทั้งแม่และลูก

เพราะตลอดเวลาที่บาดเจ็บใหญ่ 2 ครั้ง เดินไม่ได้กับ สมองแทบน๊อค แม่ต้องคอยมาหาข้าวให้แอนน์กิน ต่อให้มีแม่บ้านคอยทำให้ก็ตาม แต่แม่ไม่เคยทิ้งให้แม่บ้่นดูแลแอนน์ตามลำพัง แม่จะดูว่าเอาอะไรให้กิน และเรากินอะไรได้บ้าง ชอบอะไรบ้าง มื้อนี้กินอะไรเหลือ อาการแต่ละชั่วโมงดีขึ้นหรือทรุดลง. สีหน้าสดใสขึ้นหรือหน้าซีด

แม่จะสังเกต เพราะแอนน์ไม่ค่อยบ่นว่าปวด แม่ต้องอ่านเอาเองจากกริยาอาการของลูก

ส่วนน้องฮายา..จะไม่ยอมไปไหนกับใครทั้งนั้น ทั้งที่อยากไปใจแทบขาด เขาเลือกที่จะมาอยู่ไม่ห่างแม่ แต่จะไม่นอนเตียงเดียวกับแม่ เพราะกลัวเผลอมาโดนขาทำให้แม่ปวด

แอนน์เล่าให้คุณแหม่มฟังว่า ช่วงนั้นฮายากลายเป็นเด็กกลัวคน และไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นบันไดเลื่อน คือสภาพจิตใจเขาแย่ไปเลย หลายครั้งที่แอนน์เป็นคนที่ทำให้ลูกต้องตกอยู่ในสภาวะที่”กลัวสุดขีด” เพราะเขาเห็นข่าวจากหน้ารัฐสภาฯรุนแรงเกินว่าเด็กน้อยจะทนไหว. แม่ตัวเองอยู่ในนั้นอ้าว..ทำไมแม่กลับมาแล้วต้องเข้าเฝือก ทำไมแม่เดินไม่ได้ ทำไมบางวันแม่มีเลือดเหมือนโดนขุดตามตัว ทำไมวันนั้น..กลับมาหน้าบวมและแม่หมดสติไป

แอนน์สร้างความหวาดวิตกให้กับฮายา. รู้ตัวดีว่า …เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฮายาตกอยู่ในสภาพที่เลสร้ายมานาน

ถึงเวลาที่สุขภาพดีขึ้น แอนน์ต้องชดเชยให้ฮายา

ทุกวันนี้..เราแม่ลูกกลับมานอนห้องเดียวกัน เตียงเดียวกัน เวลานอนต้องจับมือกันไว้ จะทุ่มเทเวลาที่มีอยู่ให้ฮายากับแม่

นี่คือสาเหตุที่แอนน์ยังไม่มีเวลาให้ตัวเอง ที่จะมีความสุขกับคนที่รักได้เลย จนกว่าแอนน์จะรู้สึกว่า ตัวเองชดเชยให้ฮายากับแม่เต็มที่แล้วจริงๆ

แต่..จนถึงวันนั้ แอนน์ก็ยังไม่รู้สึกว่า แอนน์ทำหน้าที่แม่และลูกได้สมบูรณ์เต็มที่มากพอที่จะทิ้งให้..ต้องกลับมาอยู่กับความหวดผวาอีกครั้ง

ฮายากลายเป็นเด็กนอนน้อย เพราะกลางคืนจะรอแม่แอนน์กลับบ้าน ทำให้ฮายามีปัญหาเรื่อง “ฮอร์โมนการเจริญเติบโต”ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ทุกวันนี้แอนน์ทำให้ฮายากลับมานอนได้ตอนสี่ทุ่ม

เขากล้าหลับก่อนที่แม่จะกลับบ้านในบางวัน. เพราะรู้ว่าเดี๋ยวแม่มา แม่ไม่ได้ไปไหรน

ถึงแม้นว่าอีกไม่กี่วันแอนน์จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แต่เดี๋ยวเขาก็จะตามไปสมทบ แม่แอนน์ไม่ได้ทิ้งเขา

ช่วงเวลาจะผ่านเราไป และไม่เคยหวนกลับมาให้เราได้ย้อนทำในสิ่งที่อยากจะทำ ถ้าเราไม่เร่งทำเสียแต่ตอนนี้ …แอนน์รู้กฎข้อนี้ดีค่ะ

 

ป้ายกำกับ: , ,

Getting back on track,come and play with me babe

อาจเป็นความฝันหรือโชคชะตา
บางสิ่งที่พาและทำให้ฉันมีเธอ
ไม่ว่าสิ่งไหนทำให้เรามาเจอ
ที่ฉันรู้ เธอคือลมหายใจ

เธอเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของฉัน
เป็นความฝันส่วนหนึ่งของฉัน
มีกันและกันไม่ว่าจะนานเท่าไร
เป็นชีวิตส่วนหนึ่งของฉัน
ไม่มีวัน(ทาง)ที่ฉันทอดทิ้งเธอไป
ไม่มีวันไหนจะ(ที่)พรากจากกัน

ไม่ว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไร
จะดีหรือร้ายฉันนั้นก้อคงไม่หวั่น
ก้อเมื่อเรานั้นเป็นของกันและกัน
ต่อให้ฉันจะหมดลมหายใจ

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 29, 2012 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

ร้องทุกข์

26 พฤษภาคม 2551

เรียน ผบก.ศตท

 ด้วยเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2551 น.ส.วารวิณ มัชฌิมา อายุ 38 ปี ผู้กล่าวหา ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.ชนะสงคราม ให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ใข้นามแฝงว่า “Monique”,เจ้าของเวบไซด์บล็อคแก๊งส์ดอทคอม ( http://www.bloggang.com) และเจ้าของเวบไซด์พันธ์ทิพย์ดอทคอม (www.pantip.com) ในความผิดฐานร่วมกันหมิ่นประมาทผู้อื่นฯ

พฤติกรรมอันเป็นมูลเหตุในคดีคือ เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 เวลา 07.24 น ต่อเนื้องจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ใช้นามว่า “Monique”ได้ลงข้อความในเวบไซด์บล็อคแก๊งส์ดอทคอม (www.bloggang.com) ซึ่งเป็นเวบไซด์ที่อยู่ภายในเวบไซด์พันธทิพย์ดอทคอม (www.pantip.com) จำนวนหลายข้อความ โดยมีข้อความที่หมิ่นประมาทผู้กล่าวหาทำให้ได้รับความเสียหาย

 สน.ชนะสงคราม จึงขอตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่เป็นเจ้าของนามว่า “Monique”,เจ้าของหรือผู้ดูแลเวบไซด์บล็อคแก๊วส์ดอทคอม (www.bloggang.com) และ เวบไซด์พันธทิพย์ดอทคอม (www.pantip.com) เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการสอบสวนคดีต่อไป พร้อมนี้ ได้แนบสำเนาเอกสารที่เกี่ยวข้องรวม 10 แผ่น มาด้วยเพื่อให้ประกอบการตรวจสอบ

 ขอแสดงความนับถือ

 พ.ต.ท. สุเมธ จิตต์พานิชย์

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

โอ้..กลิ่นของเจ้าอบอวลรัญจวนทุกวัน หอมยวนยั่วสั่นหฤทัย

“โอ้…กลิ่นของเจ้าอบอวลรัญจวนทุกวัน หอมยวนยั่วสั่นหฤทัย กลิ่นกุหลาบยังหอมซึ้ง หอมยังตรึงใจให้ รู้อยู่แก่ใจทุกคน…”

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิด “กลิ่นกุหลาบ” ดอกหนึ่ง เป็นกุหลาบดอกที่ผูกพันกันมา 20 กว่าปี ณ แรกพบ คือวันที่เขาได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องเพลงขับกล่อมอยู่บนเวที ในงานที่สิงห์ดำผู้ซึ่งเป็นใหญ่สูงสุดในกระทรวงหัวสิงห์ขณะนั้น มาเป็นประธาน และสาวเจ้านางนั้น มากับผู้ใหญ่ทางฝ่ายสิงห์ดำ

บทเพลงที่ขับกล่อมมาด้วยน้ำเสียงกังวานใสนั้น ทำให้กุหลาบดอกนี้ขอหลบไปอยู่หลังๆท้ายงาน เดินมาจากท้ายห้องจัดเลี้ยง เพื่อมายืนอยู่ขอบเวที ยืนมองหน้าผู้หญิงคนนั้นที่กำลังร้องเพลงอยู่ ยืนฟังอย่างสงบจนเธอร้องจนจบเพลง กุหลาบดอกนี้ปรบมือให้พร้อมเดินเข้ามามอบดอกกุหลาบให้หนึ่งดอก ซึ่งเป็นกุหลาบที่”เก็บตก”จากในงานนั้นแหละค่ะ

สาวเจ้านางนั้น มีโอกาสได้พบและมองกุกลาบดอกนี้เป็นครั้งแรก ต้องยอมรับว่า นี่คือ “รักแรกพบ”ของเธอผู้นี้ โดยที่สาวเจ้า ก็ไม่เคยทราบมาก่อนว่า กุหลาบดอกนี้เป็นลูกใครหลานใคร แต่เห็นหน้าครั้งแรก …แอบชอบในใจทันที แต่ไม่กล้าแสดงออก

กุหลาบดอกนี้มอบดอกไม้ให้สาวเจ้า ก็ไม่ได้ถอยกลับไปนั่งด้านหลังที่เดิมจากที่นั่งเดิม ยังคงนั่งจิบไวน์ ที่โต๊ะด้านหน้าเวที ติดกับโต๊ะประธานในงาน เธอกับเขาแอบสบสายตากันบ้าง สาวเจ้าเหลือบสายตามาทีไร เห็นเขาจ้องตาไม่กระพริบมองเธออยู่อย่างนั้น

ได่เวลางานเลิก สาวเจ้ารอส่ง”ประธาน”ในงานขึ้นรถกลับออกจากงาน และเธอรอรถของเธอมาจอดเทียบเป็นคีนถัดๆไป เพื่อกลับออกจากงานด้วยเช่นกัน

หลังจากรถของเธอมาจอดเทียบ กุหลาบดอกนี้ เดินมาที่รถทันที หยิบเครื่องมือสื่อสารประจำตัวชนืดหนึ่ง (เพจเจอร์ในสมัยนั้น ) ส่งยัดใส่มือสาวเจ้านางนั้น พร้อมบอกว่า “แล้วพี่จะโทร.เข้าเครื่องนี้นะ”

สาวเจ้าขอส่งคืนเพจเจอร์ให้กุหลาบดอกนั้น ด้วยไม่กล้ารับไว้ แต่กุหลาบยังคงยัดเหยียดให้เธอรับไว้ สรุปว่าสาวเจ้าต้องรับไว้โดยที่ตนเองก็ยังไม่ทราบว่า “เขาเป็นใคร”

มารู้ตอนเช้า จากการที่หน้าห้องของ”ประธาน”ในงาน มองเห็นทุกอิริยาบทของกุหลาบดอกงามในงานเมื่อกลางดึกวานที่ผ่านมาทั้งหมด จึงบอกเล่าคงามแก่สาวเจ้าว่า กุหลาบดอกนี้เป็นลูกเต้าเหล่าใคร

สาวเจ้าค่อนข้างหนักใจกับ”บางสิ่ง”อันเป็นความขัดแย้งสืบเนื่องมาจากผู้ใหญ่ๆกับผู้ใหญ่

บ่ายวันนั้นกุหลสบดอกงามโทร.เข้าเพจเจอร์ตัวเอง สาวเจ้าเห็นเบอร์จึงโทร.กลับให้กุหลาบดอกงามใรรับเพจเจอร์ของตนเองกลับคืนไป เจอกันหลังจากงานคืนที่เพิ่งผ่านพ้นมาที่หน้าบ้านของสาวเจ้า

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของ”คนคู่นี้”งอกเงยและเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน ทั้งคู่คบหากันในบ้าน ไปมาหาสู่กันอย่างเปิดเผย บางวันที่กุหลาบดอกงามอยากให้ส่วเจ้ามาทานข้าวที่บ้าน พี่สาวของสาวเจ้าจะขับรถไปส่งที่บ้านของกุหลาบดอกงาม และเขาจะเป็นฝ่ายขับรถมาส่งสาวเจ้ากลับบ้านหลีงทานข้าวเสร็จ หรือจะไปงานพร้อมกันแต่เช้ามืด กุหลาบดอกงามจะขับรถมารับสาวเจ้าที่บ้าน แม้จะแต่งตัวโทนสีเดียวกัน จนผู้คนชอบแซวว่า “อย่างกับออกมาจากตู้เสื้อผ้าเดียวกันเลย” เขาจะออกตัวว่า ไปรับน้องมาแต่เช้า

เขาเคยเล่าให้สาวเจ้าฟังต่อหน้าคุณแม่ของเขาว่า ก่อนที่พี่จะมาคบกับเรา พี่มีแฟนมาก่อนคนหนึ่งคิดมาก พามาทานข้าวกับคุณแม่เหมือนที่พาเรามาแบบนี้ รักมากและไว้ใจมาก ไม่เคยกล้าคิดว่าจะกล้าทำเรื่องให้เสียใจได้ เป็นแอร์โอสเตส ดันไปสลับร่างสร้างรักกับ”นักบิน”

เราเป็นผู้หญิงคนที่สองที่พี่รักมากนะ

เมื่อก่อนเวลาที่เขาจะเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง จะเล่าด้วยอารมณ์และน่ำเสียง แววตาที่ยังคงมีไฟของความโกรธแค้นเจืออยู่ให้สาวเจ้าสัมผัสและรู้สึกได้อยู่เสมอ

และแน่นอนว่า เมื่อความสัมพันธ์ของคนคู่นี้เบ่งบาน ความผูกพันอันมีมายาวนานกว่าของ กลุ่มสิงห์ดำกับสาวเจ้า จำเป็นต้องเว้นระยะห่างกันไปโดยปริยาย โดยที่คนมองจากภายนอกอย่างผิวเผิน จะประเมินแค่ว่า เพราะมารักกับกุหลาบดอกงาม เป็นธรรมดาที่ต้องห่างกับสายสิงห์ดำ แต่อันที่จริงแล้ว น่าจะมีเรื่องลึกและซับซ้อนกว่านั้น ทั้งี่จริงๆแล้ว ความรักและเคารพและความสัมพันธ์ของสาวเจ้าและก๊กสิงห์ดำนั้น ลึกซึ้งและหยั่งรากลึกกว่า

ไม่ได้หมายถึงประเด็นชู้สาว แต่เป็นเพราะสิงห์ดำกับสาวเจ้ารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยพ่อของสาวเจ้ายังมีชีวิตอยู่ และพวกเขากับสาวเจ้า….รู้จักและพบเจอกันที่ไหน แน่นอนไม่ใช่ที่รโหฐานที่ใครจะเข้านอกออกในได้ เป็นบ้านของบุคคลสำคัญของไทยเรานี่แหละ

มีหลายประเด็นที่สาวเจ้าไม่เคยเล่าถึงความสัมพันธ์ที่หยั่งรากลึกเหล่นนี้ให้กุหลสบดอกงามได้รับรู้เลย ไม่ใช่เพราะอยากปกปิด แต่เพราะ…บางอย่างจะต้องไปเอ่ยถึงบุคคลที่สาม และสาวเจ้าไม่อยากพาดพิงไปถึง เธออาจจะอยากลืมก็เป็นไปได้

และ”สิ่งนี้”น่าจะเป็นเหมือนโซ่ข้อกลางที่ยังเกี่ยวร้อยดวงใจของก๊กสิงห์ดำกับสาวเจ้าไว้ด้วยกันเสมอ แม่เวลาที่ผ่านมาจากต้องห่างกันไปไกลสักเพียงใด

สาวเจ้าอยากรู้นักว่า ถ้ากุหลาบดอกงามได้รับรู้ข้อเท็จจริงในส่วนนี้ จะทำให้หายคลางแคลงใจตัดประเด็นชู้สาวออกไปได้มั้ย สาวเจ้าคิดอยู่ร่วมปี ว่าจะตัดสินใจอธิลายเรื่องราวในอดีต”บางอย่าง”ให้กุหลาบดอกงามฟังมั้ย

จนวันนี้ …เธอก็ยังคงตัดสินใจเหมือนเดิมคือ ไม่อธิบายดีกว่า คนเรา ถ้าหมดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ต่อให้พูดความจริง มีผู้ใหญ่น่าเชื่อถือมาเป็นตรายางให้ แต่ถ้าไม่ถูกหู ยิ่งสะเทือนใจ จะกลายเป็นบานปลายไปเอ่ยถึวบุุคคลที่สามให้มัวหมองมาเกี่ยวพันด้วยไปเสีย

เพราะประเด็นการกลับไปคบหากันระหว่างสาวเจ้ากับก๊กสิงห์ดำไม่มีมูลเหตุที่มาใดๆทั้งสิ้น หมายความว่า ไม่เป็นความจริงตามที่กล่าวหา แต่น่าจะเป็นการ”หาเหตุ”เสียมากกว่า หลังจากมีเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นจริงว่าคบกันของสาวเจ้ากับ”นักบิน”ต่างหากหล่ะ

และสุดท้าย…สาวเจ้ากับก๊กสิงห์ดำควงกันอย่างเปิดเผยจริงๆอีกเื่อกลางปีที่ผ่านมา

ดังนั้นความสัมพันธ์ ณ วันนี้ ไม่มีทางออกใดไปมากกว่า การนิ่งเฉยอันเป็นสัญญาณคอยห่างกันไป. จากทุกปีอันเป็นวันครยรอบวันเกิดต้องมีกันและกัน ปีนี้ไม่มีเงาของสาวเจ้าเช่นทุกปี ไม่มีแม้กระทั่งการ์ดอวยพร หรือของขวัญ หรือเค็กวันเกิดฝีมือของสาวเจ้า เหมือนเธอลืมวันเกิดของเขาไปดื้อๆเสียอย่างนั้น

เค็กวันเกดของกุหลาบดอกงามในแต่ละปี มีหลายอันมาก นับวันยิ่งมีมาก ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงขึ้น บารมีมากขึ้น ผู้คนมาห้อมล้อมอวยพรมากมาย แต่ทุกปี กุหลาบช่องามจะตัดเค็กอันเป็นเค็กประธานของงาน แต่ไม่เคยรับประทาน เพราะกุหลาบดอกงามดื่มเหล้าจะไม่แตะของหวาน

แต่กุหลาบดอกงาม จะทานเค็กก้อนเล็กๆที่สาวเจ้าตั้งใจทำมาอวยพรวันเกิดทุกปี

เขาเคยบอกกับเธอว่า ทำไมไม่ทำเค็กปอนด์ใหญ่มาให้พี่หล่ะ พี่อยากตัดเค็กของเรา สาวเจ้าบอกว่า..แบบนี้ดีใจมากว่า พี่เป่าเค็กอันใหญ่แต่พี่ไม่กิน มากินเค็กอันเล็กที่ปาดหน้าเรียบๆ ไม่มีอะไรสะดุดตาเอาเสียเลย แต่อร่อยมั้ยคะ พี่พอใจและไม่ต้องเหนื่อยทำเค็กก้อนใหญ่เพื่อเลี้ยงแขกทั้งงาน พอใจแบบนี้มากกว่าค่ะ

(( ความจรืงนั่นแค่ข้ออ้าง สาวเจ้าขี้เกียจอ่ะค่ะ ))

มีความทรงจำที่ดีเกิดขึ้นมากมาย สาวเจ้าเป็นผู้หญิงที่กุหลาบดอกงามจีบยากที่สุด แม้จะมีใจให้แต่แรกเห็นก็ตามที เขาออกปากแบบนี้บ่อยมาก และเชื่อว่านี่จะเป็นสิ่งที่อยุ่ในใจของเชา หรือไม่อยู่ในใจอีกเลย ถึงคิดว่าสาวเจ้าจะกลับไปคบหากับใครใหมีได้ง่ายๆ

กุหลาบดอกงาม นอกจากจะชอบให้สาวเจ้าร้องเพลงให้ฟัง ทุกงาน เขาจะต้องให้สาวเจ้าขึ้นเวทีเพื่อร้องเพลงขับกล่อม เขาชอบเสียงของเธอมาก นอกจากเสียงร้องเพลงที่ชอบ เขามีความสุขมากที่ได้เต้นรำใต้แสงเทียนกับสาวเจ้า “พี่ไม่เคยคิดเลยว่า เราจะเต้นรำเก่งขนาดนี้ เราทำให้พี่มีความสุขและตื่นเต้นมาก ” งานที่ต้องเต้นรำมีหลายงานที่ผ่าน แต่ท่ามกลางแสงเทียรมีไม่มาก และผลงานออกมาดี น่าประทับใจ

แต่ถ้ากุหลาบดอกงามมาอ่านทวิตเตอร์ คงจินตนาการภาพปาดตาปาดใจระหว่างสาวเจ้ากับนักบิน สอนกันเต้นรำกันอย่างมีความสุข

มีหลายเหตุผลที่สาวเจ้าจำเป็นต้องยอมรับว่า คงจะไม่มีทางที่อะไรๆจะกลับมาเหมือนเดิมได้อีก!!

“ปล่อยตัวทิ้งไป
เหลือเพียงใจที่เราเคยรัก
ทนสิ่งแสนหนัก
ด้วยความรักทับถมหัวใจ
เพียงความทรงจำ
ขอแค่นั้น นะเธอ
คิดว่าใจเราเพ้อ
ยอมท่วมเอ่อด้วยความรัก”

11 กุมภาพันธ์ 2555 22:40 น. ณ หอคอยสีงาช้าง อันแสนเหน็บหนาวและว่างเปล่า

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , ,

Ann at the Flight deck

อยากเขียนเก็บไว้ในบล็อค

แต่ยังเขียนอะไรไม่ออก คำพูดตีบตัน

มีแต่น้ำตา ช่วงนี้ อ่อนไหวหนักหนาสาหัส

แต่เข้มแข็งค่ะ

แอนน์รับปากและให้คำสัญญากับพี่ล่าสุดในวันนี้ 13 มิถุนายน 2554 ว่า หลังจากจบการเลือกตั้ง และบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบ ไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงทางการเมืองใดๆ แอนน์จะ-หัดรักและเป็นห่วงตัวเอง ไม่ให้พี่ต้องเป็นห่วงอยู่เสมอในทุกภรกิจที่ต้องไปทำ

และทุกวันนี้สุขภาพดีมากนะคะ ตอบคำถามนี้กับพี่น้องและพ้องเพื่อนด้วยพร้อมๆกันเลย เพียงแต่มาทรุดลงทันที หลังจากที่ฟัง ไอ้ตู่ ปราศรัย บนเวทีเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2554 ที่เพิ่งผ่านมา

เจ็บปวดมากที่หัวใจ แต่อดทน เพราะเชื่อว่าคนไทยอีกนับไม่ถ้วนที่รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่..พอดีว่าตนเองมีปัญหาเรื่อง จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปรกติ อยู่เป็นทุนเดิม และรักษาตัวเองจนดีขึ้น และแทบไม่เคยต้องแตะต้องยารักษาประจำใดๆอีกเลย

แต่จากเหตุการณ์วันนั้น …ทรุดทั้งจังหวะการเต้นของชีพจร และความดันโลหิตสูงจนต้องรักษาตัวในโรงพยาบาล ตอนแรกคิดว่าจะได้อยู่สบายๆ ห้องคนไข้ธรรมดาทั่วไป แต่ต้องไปอยู่ CCU.

ออกจากห้องผู้ป่วยวิกฤติทางโรคหัวใจ ก็ยังคงทานอะไรไม่ได้ ต้องฉีดยาก่อนจะเริ่มมื้ออาหารแบบนี้ ปวดมาก ใครจะอยากเจ็บตัวแบบนี้ ไม่ได้อ้อนใครได้ อยู่คนเดียว ไม่อยากให้ใครมาเยี่ยมเลย อยากนอน และอยากรีบหาย มีงานต้องทำเยอะมาก

คุณหมอโรคหัวใจ ท่านถามว่า มีเรื่องเครียดด้วยใช่มั้ย ที่ทำให้ทรุดลงขนาดนี้ แอนน์น้ำตาไหลพรากแบบไม่อายเลย “มันด่าพระเจ้าอยู่หัว” คุณหมอท่านก็น้ำตาคลอเช่นเดียวกัน ท่านชี้ไปที่หัวใจตนเอง และบอกออกมาเช่นกันว่า “ที่นี่ก็เจ็บเหมือนกัน”

คุณหมอก็ต้องช่วยปรับยาให้ “หัวใจ” ของแอนน์มีความอดทนต่อแรงเสียดทาน ในระดับที่ตนเองถือว่า รุนแรงที่สุดในชีวิต เพราะ แอนน์รักพระเจ้าอยู่หัวยิ่งกว่าชีวิต

ความจริงสารพัดคลิปที่ในไทยดูหรือฟังกันไม่ได้ แอนน์ฟังและดูได้ทั้งหมด รับรู้รับทราบทุกข้อมูลเหล่านั้น เก็บอัดรวมกันไว้ในใจมากๆ และพอพวกจัญไรประเทศกล้าที่จะหยามกันขนาดนี้ กลางพระนคร หัวใจรับไม่ไหวจริงๆค่ะ

ฮันนี่คะ แต่ถ้าแอนน์ไม่สามารถทำตามที่ให้คำสัญญาได้ จะขอมากเกินไปมั้ยคะ พี่จะคิดมั้ยว่าแอนน์ยังมีหน้ามาขออยู่อีกหรือ แอนน์อยากจะขอให้พี่นำรูป”ต้นฉบับ”ของ “Ann at the Flight deck “ใส่กรอบ ไปให้แอนน์ที่สุสาน “บ้านอุตรดิตถ์” แอนน์คงจะกลับไปอยู่ที่นั้น -ตลอดไป

แอนน์จะอยู่กับพี่ตลอดไป ไม่ต้องพรากจากกันไปไหน ใครก็พรากพี่กับแอนน์อีกไม่ได้ ไม่มีใครทำได้อีกต่อไป

What I spent is gone; what I kept I lost; but what I gave away will be mine forever. -Ethel Percy Andru

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , ,

ขอทอดร่าง อยู่ใต้ ธารพระจันทร์

ยะเย็นเยือก หวามจิต คิดหวาดหวั่น

จะหุนหัน พลันแล่น ก็ใช่ที่

โอ้ดวงจิต เพียงหนึ่งเดียว ที่น้องมี

ขอภักดี พระพันวษา  จนวายชนม์

อ้าแต่องค์ สมเด็จ พระภูมี

เสด็จหนี แปรประทับ  แต่หนไหน

ธ ออกโอษฐ์  น้องยังจำ มิเสื่อมคลาย

เคยเป็นดั่ง ดวงหฤทัย ในพระองค์

มีแต่องค์ พระภูมี ผู้ทรงศักดิ์

แปรใจพักตร์ ห่างน้อง ให้หมองศรี

ซ้ำยังทรง ทำร้าย หมายชีวี

ให้น้องนี้ มลายหาย  ในสายชล

โอ้ว่ารัก น้องนี้ จนหมดจิต

แต่ ธ คิด ทำลาย ให้อาสัญ

แล้วจิตน้อง จะอยู่ได้ อย่างไรกัน

เหมือนถูกบั่น ให้มลาย ตายทั้งเป็น

เฉกเช่นเพลง บทนี้ ที่น้องรัก

เพราะคง ภักดีอยู่ มิรู้หาย

สงบนิ่ง เย็นยะเยือก ที่หัวใจ

ช่วยดับไฟ ที่เผาร้อนรอนชีวา

แม้นชาตินี้ มิมอดม้วยมรณา

ฤ ยังทรง พระเมตตา  แต่หนหลัง

ขอทอดร่าง อยู่ใต้ ธารพระจันทร์

หน้าวัดไชย วัฒนาราม แห่งนี้เอยฯ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,