RSS

Category Archives: วิถีไทย

ภาษามีพลัง

25560629-171610.jpg

ภาษามีพลัง

“คนที่มีจิตใจดี ภาษาที่ใช้ก็จะเป็นภาษาสร้างสรรค์
ภาษาก่อประโยชน์ ภาษาสร้างความดี
เป็นวาจาสุจริต ทำให้คนได้ฟังได่อ่านมีความสุข
ประกอบกรรมดี สร้างประโยชน์ให้สังคมมนุษย์
ถ้าคนที่ใช้ภาษาเป็นคนที่มีจิตใจไม่ดี
ภาษาที่ใช่ก็จะเป็นไปในทางทำลาย
สร้างความเดือดร้อน เป็นวาจาทุจริต
ทำให้คนรอบข้างเป็นทุกข์ และสังคมเสืี่อมสลาย
ภาษาจึงสามารถสร้างสรรค์หรือทำลายสังคมมนุษย์ได้”

ที่มา วิวิธภาษา
Photo taken by Anne

 

ป้ายกำกับ:

มีแต่คนโบราณเขากินเป็น ร้อยคนจะมีสักคนที่กิน

25560516-164348.jpg

ไปตลาดเก่าแก่แห่งหนึ่ง ตรงดิ่งไปที่แผงขายผัก

“คุณยายคะ มีมะระขี้นกมั้ยคะ?”
“ไม่มีหรอกจ๊ะ ไม่ได้เอามาขาย มีแต่คนโบราณเขากินเป็น ร้อยคนจะมีสักคนที่กิน..”

สรุปว่าทั้งตลาดแทบไม่มีจริงๆ เราก็อุตส่าห์เดินตรงมาร้านคุณยายแก่ๆ หวังว่าจะมีขายนั้นแหละค่ะ สุดท้ายมาหาซื้อได้อีกร้านหนึ่ง ราคากิโลกรัมละ 50 บาท ในรูปนี้คั้นครึ่งกิโลกรัม ได้เป็นน้ำมะระประมาณ 180 cc

“หวานเป็นลม ขมเป็นยา” อากาศร้อนจัดแบบนี้ อย่างนัอยกลับจากทะเลหอบไข้หวัดแดดมาด้วย ดื่มน้ำมะาะขี้นกคั้นสดๆลดไข้ กระหายน้ำ เป็นยาระบาย ไข้ลดโดยไม่ต้องพึ่งยาแผนปัจจุบันเลยค่ะ

มะระขี้นกยังช่วยบรรเทาโรคหนักๆได้อีกหลายเชียวนะ เช่น เบาหวานเป็นต้น

อีกทั้งยังมีคุณสมบัติของ “คลอโรฟิลล์” จากความเขียว ที่ช่วยทั้งฟอกเลือดและผิวพรรณสดใสเปล่งปลั่งในราคาที่แสนถูกมากๆอีกด้วย

อย่ามองข้ามสิ่งดีๆที่ภูมิปัญญาท้องถิ่นของเรามี จนรู้สึกตกใจเมื่อเวลาที่คุณยายคนขายผักในตลาดบอกว่า “มีแต่คนโบราณเขากินเป็น ร้อยคนจะมีสักคนที่กิน..”

มะระขี้นก กินแล้วตาหวาน…ไขมัน…น้ำตาลลด แต่ต้องระวัง

http://m.thaihealth.or.th/healthcontent/article/23562

 

ป้ายกำกับ: , , ,

แกงกระด้าง

25560410-132455.jpg

25560410-132538.jpg

แกงกระด้าง

อาหารพื้นเมืองล้านนา ในภาพเป็นสูตรเชียงใหม่ มีขายทั่วไปตามกาดอาหารพื้นเมืองในช่วงหน้าหนาว

รสชาติเหมือนแกงจืดแค่หอมพริกไทย

•• ตอนนี้ต้นเมษายนแล้ว ยังพอหากินได้ เชียงใหม่ยังหนาวกันอยู่เลย•• 😉

ไปค้นรายละเอียดมาฝากด้วยค่ะ

เเกงกระด้าง คือเเกงที่มีลักษณะเเข็งเป็นวุ้น นิยมใช้ขาหมูหรือหัวหมูมาทำ เพราะเป็นส่วนที่มีเอ็นมาก(เจราตินธรมชาติ) เมื่อนำมาแกงจะทำให้แกงข้นจับตัวเป็นวุ้นหรือกระด้างได้ง่าย

แกงกระด้างมี 2 สูตร คือ แกงกระด้างแบบเชียงใหม่ และ แกงกระด้างแบบเชียงราย

ในที่นี้ทางร้านขอเสนอเเบบสูตรเชียงรายตามตีทางร้านมีนะเจ้า

แกงกระด้างเชียงราย เครื่องแกงมี
พริกแห้ง ( แช่น้ำให้นิ่ม) ตะไคร้ กระเทียม เกลือ ข่า หอมแดง กะปิ โขลกเครื่องแกงเหล่านี้เตรียมไว้ นำขาหมูไปเผา แล้วแช่น้ำทำความสะอาดให้ดี แล้วนำไปต้มให้สุก และเปื่อยโดยใส่เกลือ และ รากผักชีด้วย จากนั้น นำขาหมูออกมาหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าชิ้นเล็ก ๆ แล้วนำใส่ลงหม้อแกง ใส่น้ำแกงพอประมาณ

เอาเครื่องแกงลงละลาย เคี่ยวจนน้ำงวดให้ข้น (ถ้าข้นมากไปเวลาเเกงเเข็งตัวจะเเข็งเกินไม่อร่อย เเต่ถ้าน้ำมากไปแกงก็จะไม่เเข็ง ต้องดูให้ดี) ปรุงรสตามใจชอบ แล้วยกลงเทใส่ภาชนะ ทิ้งไว้ให้เย็นและแข็งตัว
ก่อนนำมารับประทาน หั่นผักชีต้นหอม โรยหน้าด้วยกระเทียมเจียว

••แกงกระด้างเชียงใหม่จะมีสีขาว•• ส่วนแกงกระด้างเชียงราย จะเป็นสีออกส้ม ๆ จากพริกแห้ง

มีคำร้องเล่นของเด็ก ๆ เช่น ใช้ร้องเพื่อหาคน ๆ หนึ่งเป็นคนไล่จับ เป็นต้น
มีบทหนึ่งจะ ร้องว่า

“ แกงกระด้าง ขี้ก้างปลาดุก แกงบ่สุก เอามารากใค่ “( อ่าน ” แก้งขะด้าง ขี้ก๋างป๋าดุก แก๋งบ่สุก เอามาฮากไก้ ”)

ในสมัยก่อน แกงกระด้างจะเป็นอาหารมีรับประทานเฉพาะในฤดูหนาว เพราะมีอากาศเย็นทำเเกงให้กระด้างได้ง่าย

แต่ในปัจจุบัน สามารถน้ำไปเข้าตู้เย็นหรือใช้ผงวุ้นก็สามารถทำแกงกระด้างได้แต่รสชาติจะสู้เเบบกระด้างเองตามสูตรโบราณไม่ได้

เพราะถ้าใช้ผงวุ้นเมื่อเข้าปากเคี้ยววุ้นจะไม่ละลาย ลิ้มรสชาติได้ไม่เต็มที่

แต่ถ้าเป็นเเบบกระด้างธรรมชาติ เมื่อเข้าปากสักครู่ ตัววุ้นจะค่อยๆละลายและรสชาติในวัตถุดิบต่างๆจะเเสดงพลังความอร่อยออกมา…..

ถ้าตี้บ้านทำยากนัก หรือไม่มีเวลาทำ ก็เชิญตี้ร้านได้เน้อเจ้า ตางร้านมีเเกงกระด้างไว้คอยบริการ เเต่เฉพาะช่วงฤดูหนาวนี้เท่านั้นเน้อ

ขอบคุณข้อมูล “ครัวเพชรดอยงาม”

http://touch.exteen.com/blog/pdn-cm

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

เพลินภูพิงค์

25560401-211216.jpg

เด็กน้อย ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เชียงใหม่ เมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา

เพลินภูพิงค์

สมใจก่อนนี้เคยอยากชมเขางาม ตามหุบผาพงไพรได้มาเห็นภูพิงค์แพรวพราย
สวยจริงดอกไม้สะพรั่งบานทั้งปี ดูหลากสีเรียงรายโชยกลิ่นหอมอวลอบชื่นใจ
ดุจจะลอยฟ้าดั่งทิพย์วิมานทอง แห่งอินทร์พรหมสองเสกสนององค์ท้าวไท
แสนเพลินสุขสมสดับแต่เสียงเพลง วิหคร้องมาไกลช่วยกล่อมขวัญทุกวันเพลิดเพลิน

สมใจก่อนนี้เคยอยากชมเขางาม ยามอ่อนแสงรำไพได้ไปถึงดอยปุยเดียวดาย
สูงจริงเสียดฟ้าตระหง่านปานท้าลม ชมยอดผาเรียงรายคราหมดแสงดวงสุริยา
ดุจจะลอยฟ้าอยู่ชิดเดือนเคียงดาว โอ้ลมพัดหนาวรวดร้าวรานอุรา
แสนเพลินนั่งล้อมไฟอุ่นฟังเสียงเพลง ชาวเผ่าเขาครวญมาสนุกเหลือไม่เบื่อภูพิงค์
สุขจริงหนามาเชียงใหม่แดนสรวงแสนเพลิน

เพลินภูพิงค์ ถือกำเนิดมาหลังจากเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯแปรพระราชฐานประทับ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ใหม่ๆ โปรดในความสวยงามของพนะตำหนักและอุทยานที่รายล้อม จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เขียนคำชมเป็นเพลง “เพลินภูพิงค์” อีกเพลงหนึ่ง

ซึ่งท่านผู้หญิงมณีรัตน์เล่าว่า เมื่อโปรดเกล้าฯให้แต่งครั้งแรก ยังไม่เคยตามเสด็จฯไปภูพิงคราชนิเวศน์ จึงไม่ได้แต่งทันที ต่อเมื่อมีโอกาสตามเสด็จฯ ภายหลัง จึงได้เขียนคำร้องออกมาได้

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

นางสนองพระโอษฐ์

 

นางสนองพระโอษฐ์ เป็นตำแหน่งของสุภาพสตรีสูงอายุและมีอาวุโสสูง โดยส่วนมากจะเป็นราชสกุล พร้อมที่จะรับสนองพระราชเสาวนีย์ พระราโชบาย และปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ชื่อตำแหน่งเป็นคำแปลอยู่แล้วถึงความหมายในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ที่จะกล่าวถึงนี้มิใช่จะกล่าวถึงเรื่องนางสนองพระโอษฐ์แต่จะแสดงถึงมากรที่มีชีวิตที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงปั้นขึ้นมาจากบุคคลจำนวนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการปั้นสมาชิกศิลปาชีพ ซึ่งทรงปั้นจากบุคคลที่ยากจน บางครั้งแทบจะไม่มีสมบัติอะไรติดตัวนอกจากร่างกายและชีวิตอันเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่หมดหวังแล้วของชีวิตในอนาคต นอกจากรอวันตายโดยปราศจากความสนใจ นั้นคือพวกคนพิการทรงทำให้คนพวกนี้มีอาชีพ มีความสุขมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง

นางสนองพระโอษฐ์ เป็นบุคคลที่พอมีสมบัติ พอมีความรู้บ้าง บางคนในเวลาที่ครองเรือนอยู่กับครอบครัวพอจะอยู่อย่างผาสุก มีผู้คนคอยรับใช้ช่วยเหลือให้ความสะดวกสบาย สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะทรงนำบุคคลเหล่านี้มาทรงอบรมและทรงปั้นให้แปรสภาพจากผู้ที่มีความสุขสบายอย่างไร้สาระ มาให้รู้จักกับความลำบาก เหน็ดเหนื่อยอย่างที่บางครั้งเรียกว่า สายตัวแทบขาด และต้องอดทนตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะทรงนำให้เข้าพบกับชีวิตที่แท้จริงของประชาชนที่ยากจนห่างไกลจากความเจริญของเมืองหลวง

เริ่มต้น ทรงอบรมให้เข้ากับประชาชน โดยต้องเข้าหาด้วยเมตตาจิตรับรู้และเข้าใจในความทุกข์หรือสิ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ซักถามถึงประวัติชีวิตและครอบครัว เพื่อทำรายงานขึ้นทูลถวายฯสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือ นางสนองพระโอษฐ์ทั้งหลาย ซึ่งถวายงานสนองพระราชเสาวนีย์จะปฏิบัติงานแตกต่างกันออกไป ตามที่จะทรงเห็นความสามารถของแต่ละบุคคล เช่น ปฏิบัติงานควบคุมทางด้านศิลปาชีพ ปฏิบัติงานควบคุมผู้ป่วยทั้งหมดตั้งแต่พระสงฆ์ตลอดจนชาวบ้าน ดูแลด้านการศึกษา ปฏิบัติงานทางด้านต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ตลอดจนการตกแต่งสถานที่ ฯลฯ

นางสนองพระโอษฐ์จึงมีความสามารถแตกต่างกันไป แต่การเข้าสู่ประชาชน นางสนองพระโอษฐ์จะต้องเข้าให้ได้ทุกคน ตามที่ได้รับการอบรมจากพระองค์ท่าน และเราจะต้องพบผู้ที่มาจากสถานที่ต่างกัน ต่างตำบลทั่วประเทศ สำเนียงการพูด ตลอดจนพูดวนไปวนมา ย่อมยากแก่การเข้าใจให้รวดเร็วทันใจ ในการพูด วนไปเวียนมา ต้องค่อยๆซักถามทีละคำ ช้าๆ

พร้อมทั้งท่องคาถาที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงสั่งสอนไว้ ให้เมตตาและอดทน เพราะทรงสั่งสอนแล้วสั่งสอนอีก ถึงการปฏิบัติงานว่า”จงทำงานด้วยหัวใจ ไม่ใช่สักแต่ทำให้แล้วๆไป เพราะเขาก็มีหัวใจเหมือนเรา “

ในคณะหน่วยแพทย์ บางครั้งพิจารณาดูแล้วก็น่าเห็นใจ ครั้งก่อนตั้งแต่ประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว คณะแพทย์ยังไม่ชำนาญเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉะนั้นไม่ว่าตามป่าดงพงไพรตามหมู่บ้านที่กันดารทั้งหลาย จะเปิดหน่วยแพทย์พระราชทานได้ทันที

 

ทุกสถานที่นางสนองพระโอษฐ์ที่จะสมัครใจอยู่ในหน่วยแพทย์ จะเป็นฝ่ายซักประวัติและหยิบยาแจกคนไข้ตามใบสั่งแพทย์ และขณะที่คนไข้อุ้มลูกจูงหลาน เข้ามาหาหน่วยแพทย์นั้น ต่างคนก็ต่างแย่งพูดน้ำลายกระเซ็นเป็นฟองฝอย ชี้มือประกอบคำพูดข้ามหัว ข้ามหู เป็นจ้าละหวั่น ท่ามกลางเชื้อโรคที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ในขณะที่พวกเราทั้งเหนื่อยทั้งกระหายน้ำ ยามที่แดดร้อนจัด และยามที่กลิ่นต่างๆระเหยออกมาจากร่างกายที่รุมล้อมอยู่รอบตัวจนเวียนหัว ตัวเองแทบจะเป็นคนไข้เสียเอง แต่สิ่งที่ปรากฏในสายตาพวกชาวบ้านคือเราจะคอยพูดชี้แจงซักถามประวัติของเขาจนกว่าเขาจะคลายจากความตื่นเต้น

บางครั้งก็ต้องส่งหน่วยแพทย์ออกไปตามหมู่บ้านไกลๆ ทั้งในถิ่นทุรกันดารบ้าง ในที่อันตรายบ้าง จะขอยกตัวอย่างเบาๆมาเล่าสู่กันฟัง เช่นครั้งหนึ่งราวปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ขณะนั้นเป็นระยะของการรวมกลุ่มของชนที่ต้องการอิสรภาพแยกตัวออกจากรัฐบาลกลาง และชายแดนไทย และด้วยความที่มีพระเมตตาต่อพสกนิกรทั่วหน้าตลอดทั่วขอบขัณฑสีมานั่นเอง

จนบางครั้งเกือบจะต้องทำให้นางสนองพระโอษฐ์นั้นเหลือแต่ชื่อ เนื่องจากหน่วยแพทย์ถูกส่งไปตั้งที่โรงเรียนสุดเขตชายแดนอำเภอเมืองงาย ขากลับเกิดรถเบรคแตกหยุดรถไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าชนเนินเขาเนินดินข้างทางเพื่อให้รถหยุด ขณะเดียวกันเราก็ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนประมาณ ๓๐ คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลเหล่านั้นขี่ม้าบ้าง จูงม้าและฬ่อ มีของบรรทุกมาบนหลังพร้อมทั้งคลุมหน้ามิดชิด เสียงดังของรถยนต์ทำให้ม้าและฬ่อตื่นตกใจออกวิ่ง ทำให้ผ้าที่คลุมของและสิ่งของที่บรรทุกบนหลังฬ่อหล่นลงมากลางถนน ของเหล่านั้นคือปืนบาชูก้า ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน

พวกเขาเข้ามาถามเราว่าเรามาจากไหนเราก็ตอบไปว่ามาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อมาช่วยเหลือคนเจ็บที่ยากจน พอจะถามพวกเขาบ้างว่า พวกเขา หล่ะมาจากไหน ก็โดนสะกิดห้ามไม่ให้ถาม เพราะถ้าเกิดประทะกันเราจอดสนิทแน่ไม่ต้องแจว เพราะมีตำรวจตระเวนชายแดนมาด้วย ๓-๔ คนเท่านั้นเอง นางสนองพระโอษฐ์ครั้งนั้นเท่าที่จำได้ มีคุณหญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล (ปัจจุบันเป็นท่านผู้หญิง) คุณหญิงสุวรี เทพาคำ (ท่านผู้หญิง) ม.ร.ว.ฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ (ท่านผู้หญิง) น.พ.วิวัฒน์ โปษยานนท์ และนาวาตรี สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ( ศ.ร.ภ.) ทั้งสองฝ่ายที่พบกันโดยไม่มีการนัดหมายในครั้งนั้น ต่างแยกทางจากกันโดยทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะถ้ามีการประทะกัน จะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอย่างว่า เพราะเราเสียเปรียบทุกทาง

การผจญภัยของนางสนองพระโอษฐ์ในครั้งก่อนๆมีหลายประเภทต่างๆกัน แล้วแต่กลุ่มไหนจะได้ประสบมากับตัวเองอย่างไร ตามแต่ภารกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะมีพระราชเสาวนีย์ ถ้าจะมาเล่าสู่กันฟังก็คงจะเหลือที่จะเล่า ไม่ต้องเล่าถึงอันตรายและความยากลำบาก แค่การเดินทางก็เหลือร้ายแล้ว ถนนหนทางก็แสนจะทารุณ มีหลุมขนมครกขนาดใหญ่ บ้างก็เป็นเหมือนผิวโลกพระจันทร์ ตัวก็กระเด็นกระดอน ไปตามจังหวะของรถ ที่แล่นโขยกเขยกเหมือนคนขาเป๋ บางทีฝนตกรถติดหล่มกลางป่า ที่ต้องเรียกว่าป่าเพราะมีแต่ต้นไม้ไม่มีบ้านคน ข้าวของและหยูกยาที่บรรทุกไป เพื่อแจกจ่ายราษฎรก็เปียกบ้างแห้งบาง ต้องผจญกับความลำบาก ต้องช่วยกันหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเหมือนบ้าหอบฟาง บุญแต่ไม่ถึงกับแบกหามเท่านั้น ซึ่งในลักษณะนี้ก็เป็นธรรมดาเสียแล้ว มีอะไรหลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะพบ บางครั้งต้องเข้ามารับคนไข้อีก ในการที่จะต้องได้รับการรักษาด่วนหรือระยะยาว นี่คือหน่วยแพทย์และพวกแจกของถามข่าวคราวความทุกข์สุขของประชาชน พวกหน่วยงานทางศิลปาชีพก็คงไม่แพ้กันเท่าไหร่ในความทรหดอดทน

เริ่มต้นจากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในความงามของผ้าไหมมัดหมี่ สิ่งทอตามหมู่บ้านแปลกๆ ที่เก่าแก่ และทรงคิดจะพัฒนาฟื้นฟูรักษาศิลปะของไทยให้ดำรงไว้ ฉะนั้นต่อมาพวกหน่วยนางสนองพระโอษฐ์แขนงนี้ ก็ต้องออกเดินทางซอกซอน ไปตามหมู่บ้านที่ยากจนและพวกที่มีอาชีพในทางทอ ไปดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม แนะนำการปลูกหม่อน หาพันธุ์หม่อนที่ดีกว่าให้ เพื่อจะได้ผลิตผลให้มากขึ้นตลอดจนแนะนำการทอให้ถูกกับรสนิยมของผู้ซื้อ และรับซื้อผ้าในราคาที่ควรเพื่อให้ชาวบ้านมีเงินทุนหมุนเวียน ให้กำลังใจมีความหวัง(ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสั่งสอนมา)

 ความทุรกันดารของบ้านเมืองเมื่อกาลก่อน ก็คงทราบแล้วว่าเป็นอย่างไร บางครั้งก็ต้องค้างคืนตามต่างจังหวัด ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของการติดต่อเพื่ออกไปตามตำบลหมู่บ้านที่ใกล้เคียง ความชุลมุนมีน้อยกว่ากลุ่มหน่วยแพทย์ เพราะพวกเราเข้าไปหาชาวบ้านในแต่ละบ้าน แต่มีวิธีการเจรจาผิดไปกับพวกหน่วยแพทย์ เพราะพร่ำพูดจน”คางยาน” พูดแล้วพูดอีก อธิบายจนกว่าเขาจะเข้าใจความหมาย เขาอาจจะเข้าใจเราสัก ๗๐ % ก็ยังดี ท่านสุภาพสตรีหัวเห็ดเหล่านี้ มีหม่อมราชวงศ์สุประภาดา เกษมสันต์(นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ) เป็นหัวหน้าคณะ รองลงมาคือคุณหญิงจรุงจิตต์ ฑีขะระ และผู้ติดตามที่จะต้องร่วมรับรู้งานแขนงนี้

ต่อจากพวกทอผ้าทั้งหลาย ศิลปาชีพก็ขยายแขนงออกไปตามลำดับ แล้วแต่จะพบผู้ที่ยากจนที่สุดจะอยู่ ณ.ที่แห่งหนตำบลไหน มีวัสดุและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะอำนวยในการทำมาหากินอย่างไร ตลอดจนมีฝีมือและความชำนาญ อันเป็นสมบัติดั่งเดิมมาแต่โบราณ จนเป็นอาชีพที่แสดงเอกลักษณ์ประจำตำบลนั้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก็จะทรงช่วยเหลือ และทรงส่งเสริมให้มีการผลิตให้มากขึ้นจนเป็นอาชีพที่ยั่งยืน ก็นางสนองพระโอษฐ์อีกนั้นแหละที่จะออกไปปฏิบัติตามพระราชประสงค์ กาลเวลาที่ล่วงเลยมาสถานการณ์และถนนหนทางสะดวกขึ้น ทำให้การติดต่อกับราษฎรตามต่างจังหวัดไกลๆสะดวกขึ้นตามลำดับความชำนาญและความเข้าใจระหว่างเราทั้งสองฝ่ายก็เข้ารูปเข้ารอยจนค่อยวางใจได้

หน่วยแพทย์ก็เจริญและมีความคล่องตัวมากขึ้นมีการปรับตัวให้เข้าตามหลักสถานที่ตั้งหน่วยตรวจคนไข้ตามท้องถิ่นมีการเข้าคิวรอคอยตามระเบียบ แยกตามประเภทของโรคและเปิดหน่วยแพทย์ทุกวันเว้นวันอาทิตย์ สถานที่ตั้งคือ หน้าที่ประทับยามแปรพระราชฐานทุกจังหวัด ปัจจุบันความชุลมุนวุ่นวายจึงลดน้อยลงมาก ถึงแม้ความแออัดจะยังคงมีบ้าง

นางสนองพระโอษฐ์ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า รับสนองพระเดชพระคุณหลายแขนง ของงานตามแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลตลอดจนติดตามพระยุคคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แล้ว ในครั้งก่อนบางครั้งยังมีพระราชเสาวนีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ออกไปตามจังหวัดไกลๆ จากเหนือจรดใต้ออกไปเพื่อไกล่เกลี่ยในกรณีพิพาทที่ราษฎร ทูลเกล้าฯถวายฎีกา
ในการเดินทางครั้งนั้น ส่วนมากถ้าอยู่ในเขตอันตรายจะพระราชทานให้มีผู้คุ้มกันไปด้วย เช่น พลเอกดำรง สิกขะมณฑล (ยศในขณะนั้น ซึ่งต่อมาท่านได้รับตำแหน่งมุหราชองครักษ์) และพลตำรวจเอก ประเนตร ฤทธิฤาชัย การเดินทางก็สะดวกบ้าง

 ผจญภัยบ้างบางครั้งถ้าในขณะที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ท่ามกลางพายุและฝนตกหนัก บนหน้าปัดเกิดมีไฟแดงขึ้น วิทยุติดต่อกับใครก็ไม่ได้ ต้องลงฉุกเฉินครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดต้องจอดเลย อาหารที่เอาไปสำหรับกินมื้อเดียวก็หมด รอบตัวมีแต่ความมีดมิดไปหมด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่ค่อนสนุกกันนัก บางครั้งอยู่ในเครื่องบินเล็กเฮลิคอปเตอร์นางสนองพระโอษฐ์ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า รับสนองพระเดชพระคุณหลายแขนง ของงานตามแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลตลอดจนติดตามพระยุคคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แล้ว ในครั้งก่อนบางครั้งยังมีพระราชเสาวนีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ออกไปตามจังหวัดไกลๆ จากเหนือจรดใต้ ออกไปเพื่อไกล่เกลี่ยในกรณีพิพาทที่ราษฎร ทูลเกล้าฯถวายฎีกา

 

ในกรณีมีราษฎรถวายฎีกาเหล้านี้ ผู้เขียนยึดหลักการของการไกล่เกลี่ย ที่สังเกตเห็นจากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ คือ ๑ ความยุติธรรม ๒. ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด ๓. ความเมตตาของทั้งสองฝ่าย ๔. ความซื่อตรงต่อกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องอะลุ้มอล่วยด้วยการเดินทางมาพบกันครั้งทางเฮลิคอปเตอร์บินปีกพึ่บพั่บอยู่กลางทะเลเอียงกันไปทั้งลำ ทั้งที่ทราบกันมาว่าก่อนหน้านี้มีเฮลิคอปเตอร์ตกมาและมีคนตายหมด ๗ คนในทะเล ขณะนั้นหลวงพ่อหลวงปู่ทั้งหลายเราต่างก็อาราธนาท่านให้มาช่วยกี่องค์กี่องค์ก็เชิญเสด็จมาหมด ในครั้งนั้นนายภาวาส บุนนาค ร่วมมาด้วยในการเดินทางไปจังหวัดสงขลา ในกรณีราษฎรร้องทุกข์เรื่องการใช้เงินผันไปขุดคลองในที่ของเขา (ซึ่งความจริงเขาก็เหยียบย่ำลงไปในที่เดิมเป็นคลองเก่า แต่เดี๋ยวนี้แห้ง)

ถ้าบางกรณีอาจมีเหตุที่จะต้องใช้เกี่ยวกับกฎหมาย ก็จะมีผู้พิพากษา นายวินิจ วินิจนัยภาค ร่วมไปด้วย สิ่งเหล่านี้ นางสนองพระโอษฐ์ผู้รับพระราชเสาวนีย์ ย่อมจะต้องถือเป็นหลักเช่นกัน และเมื่อพบหน้ากันครั้งแรก ต้องหาวิธีให้ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในอารมณ์ที่ดี (อาจะอารมณ์ขันก็ได้) เพื่อพร้อมที่จะรับฟังเหตุผลด้วยความสงบและเข้าใจ วิธีนี้ทำให้พบความสำเร็จด้วยดีมาแล้ว ส่วนมากเรื่องที่ถวายฎีกามักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน เช่นที่ตำบลทุ่งลุยลาย จังหวัดชัยภูมิ ราษฎรรวมชื่อกันถวายฎีกาว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไล่ที่ปลูกบ้านของชาวบ้าน ข้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็อ้างว่าราษฎรเข้ามาปลูกบ้านอยู่บนถนนที่เขาทำเครื่องหมายเขตไว้แล้ว

บ้างที่อำเภอเชียงราย ราษฎรลงลายชื่อยาวเหยียดถวายฎีกาว่า กรมพัสดุไล่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและจะยึดที่ดิน พอไปสอบสวนเขากลับได้ความว่ากรมพัสดุมอบให้ผู้ใหญ่บ้านดูแลที่ดินของพัสดุ แต่ผู้ใหญ่บ้านผู้ชาญฉลาดกลับเอาที่ดินไปจัดสรรขายราษฎร พอกรมพัสดุจะจัดการตามกฎหมาย ราษฎรที่ไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านหลอกขายที่ดิน ก็ถวายฎีกา หรือไม่นายทุนก็จะยึดที่ผู้จำนองอย่างทารุณเกินไป ในที่สุดด้วยหลักธรรมตามที่เล่ามาแล้วข้างต้น จึงทำให้ประนีประนอมกันได้

ปัจจุบันการปฏิบัติงานตามี่กล่าวมาข้างต้น ต่างก็อยู่ในระเบียบแบบแผนที่วางไปนอย่างดี พร้อมทั้งมีคณะ(ก.ร.ส.) ที่มีความว่องไวและสมองปราดเปรื่องมาช่วยรับปฏิบัติงานบ้าง จากนางสนองพระโอษฐ์รุ่นแรกๆ ซึ่งร่างกายย่อมโรยราลงตามลำดับของอายุ แต่สมองก็ยังไม่ยอมท้อถอย อายุแต่ละคนอย่างที่สุดก็เกือบ ๕๐ จากนั้นก็เป็น ๖๐ และ ๗๐ ปีตามลำดับ

และนี่คือผลงานของบุคคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเก็บบุคคลเหล่านี้มารวมกัน ทรงปั้น ทรงอบรมสั่งสอนในสิ่งที่เขาเหล่านั้นไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยรู้ถึงแก่นแห่งความจริงของมนุษย์ที่มีความทุกข์ยากไร้ ทรงนำมาให้ทำงานร่วมกัน เพียงจุดประสงค์เดียวที่จะให้รู้ถึงความเป็นเมื่อมีนางสนองพระโอษฐ์ผู้หนึ่งกราบบังคมทูลว่า การที่เขาสามารถทำกิจการตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ได้สำเร็จ ก็เพราะทรงสั่งสอนมาทุกสิ่งทุกอย่าง

พระองค์ท่านกลับรับสั่งว่า ถ้าพวกเธอไม่รับเสียอย่าง ผลก็ไม่สำเร็จออกมาอย่างเช่นทุกวันนี้

ในสายตาของพวกเรา ทั้งสองพระองค์มิมีวันที่จะทรงบ่นหรือท้อถอยในขณะที่ทรงผจญต่อความลำบากทุรกันดารที่อยู่เฉพาะพระพักตร์ อย่างดีก็จะรับสั่งให้เห็นเป็นเรื่องขัน หรือถ้าข้าราชบริพารคนใดบ่น นั่นคือ พระบารมีจะไม่ปกเกล้าและพระราชอาญาจะไม่พ้นกระหม่อมเช่นกัน และต้องขอพูดในที่นี้ถึงความรู้สึกว่า

ในการที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยี่ยมราษฎร หรือเสด็จฯไปตามท้องที่ที่จะต้องสำรวจเพื่อพัฒนาตามโครงการพระราชดำรินั้น ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายเสมอไป ต้องไปด้วยความอดทน ไม่บ่น และมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงทำทุกอย่างให้สำเร็จด้วยดี การเดินทางโดยรถยนต์ บางครั้งก็ต้องผจญภัยกับฝนทำให้รถตกหล่ม ถนนหนทางเละ ตัวทากกระโดดดูดเลือดจนตัวโป่งเป็นสีเลือดหมูแก่น่าเกลียด บางครั้งหลบฝนพายุหนาวสั่นเหมือนลูกนก บางครั้งหิวจนแสบท้องก็ยังกินอะไรไม่ได้ เพราะงานยังไม่เสร็จถึงแม้อาทิตย์จะตกดินมีแต่ความมืดอยู่รอบด้านแล้วก็ตาม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังประทับอยู่ตามพื้นดินที่มีผ้าพลาสติกสีทหารรองอยู่ อยากจะเรียกว่าอยู่ในป่าเหลือเกิน เพราะอยู่ตามต้นไม้บ้างและรอบรอบด้านก็มีแต่ความมืด หรือไม่ก็ประทับอยู่บนศาลาตามวัด มีแสงสว่างส่องเฉพาะไฟฉายที่เปิดอยู่เฉพาะพระพักตร์ ในขณะที่ยังทรงซักถามถึงการครองชีพ และสิ่งที่ท่านคิดว่าจะหาทางช่วยเหลือวิธีใดจึงจะเหมาะแก่บุคคลเหล่านั้น แทบจะเรียกได้ว่า ถ้างานไม่เสร็จก็ยังไม่เสด็จฯกลับพระตำหนัก แต่ปัจจุบันนี้มีหลายแห่งดีขึ้นมาก เนื่องจากฐานะโครงการศิลปาชีพเจริญขึ้นจึงมักประทับตามศูนย์ และนัดพบกันราษฎรตามพื้นที่ใกล้เคียง

แม้พวกเราจะหิวกระหายเรายังขอแบ่งขนมกันกินได้ แต่ทั้งสองพระองค์สังเกตได้จากพระโอษฐ์ที่แห้งพระเสโทที่ชุ่มโชกพระองค์ พวกเราก็รู้ว่าท่านก็ทรงมีความรู้สึกเหมือนพวกเราแต่ท่านจะทรงทำอย่างพวกเราทำไม่ได้ เพราะท่านประทับอยู่ในสายตาของราษฎรตลอดเวลา

ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนิสัยรอบคอบสมเป็นแม่บ้าน ท่านจะทรงสั่งสอนเสมอว่า อย่าประมาทในการเดินทางควรมีของให้พร้อม เช่นลูกกวาด ท๊อฟฟี่ บิสกิตส์ จำพวกของกินบางอย่างแม้กระทั้งไข่ต้มก็ควรจะมี ส่วนของใช้ เช่น ไฟฉาย มีด กรรไกรเล็ก เข็มซ่อนปลาย พลาสเตอร์ ยาแก้แมลงกัดต่อย ช้ำบวม มีพร้อม ฯลฯ อย่างละเล็กละน้อยในกระเป๋าที่ต่างคนต่างสะพาย ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือสมุด ปากกา สำหรับจดข้อความต่างๆทุกคนต้องมี บางครั้งถึงกับต้องแบกเป๋ เอาข้าวห่อไปกินของตัวเอง(ส่วนมากเข้าป่าตามดอยสูงๆ และยามที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมทหารตามหน่วยในที่กันดาร)

แต่ขนมถึงจะมีอย่างไรเราก็แบ่งให้พวกเจ้าหน้าที่หรือพวกบ้านเมืองที่ตามเสด็จฯ เขาก็คงหิวเหมือนเรา ลูกอมลูกหนึ่งจะแก้ความหิวไปได้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที (เราพยายามจับเวลา)

การเดินทางทางอากาศ มีหลายครั้งที่ต้องใช่คำว่าหวิดตาย เพราะพวกเราต้องผจญกับพายุฝนขนาดหนัก แม้บางครั้งที่เฮลิคอปเตอร์จะลงมาต่ำถึงพื้นดินประมาณ ๔-๕ เมตร ก็ยังลงไม่ได้เพราะเฮลิคอปเตอร์แกว่งเหมือนเปล ใครมีบทสวดมนต์ขลังๆก็นำมาใช้หมด แม้แต่พลโท นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ซึ่งนั่งลำพระที่นั่งก็ยังต้องสวดมนต์ แต่การสวดผิดปรกติเนื่องจากความกลัว จึงสวดกลับหน้าเป็นหลังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเป็นที่ขบขัน และทรงล้อภายหลังว่า ” มิน่ายิ่งสวดมนต์พายุก็ยิ่งโหมหนัก ” ลูกเห็บลูกโตๆ หล่นลงมาโดนทหารหน้าผากแตกต่อพระพักตร์

บางครั้งเฮลิคอปเตอร์ ลำผู้เขียนนั่งต้องอยู่กลางอากาศ และนักบินผู้ขับบอกให้รัดเข็มขัดขอลงฉุกเฉินและให้ออกจากเฮลิคอปเตอร์โดยเร็วเมื่อถึงพื้นดิน เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าสายพานขาดกลางอากาศ ผู้เขียนก็คงไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบอยู่ขณะนี้ เพราะพอเฮลิคอปเตอร์ถึงพื้น สายพานใบพัดหลังก็ขาดพอดี
นึกถึงผู้ร่วมชะตากรรมในครั้งนั้น ถ้าเราจะต้องตายก็คงไม่เหงาระหว่างการเดินทางไปสู่ปรโลก เท่าที่จำได้มี หม่อมเจ้าเพ็ญศิริ จักรพันธุ์ พลเรือเอก นิรันดร์ ศิรินาวิน ท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ นายแพทย์รุ่งธรรม ลัดพลี ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์

พวกเราทั้งหมดได้ถวายชีวิตร่วมกันในการติดตามรอยพระยุคลบาทตลอดเวลาอันยาวนาน มีหลายครั้งที่เราต้องตกใจถึงต้องนึกว่าครั้งนี้ไม่รอดแล้ว และก็ตลอดเวลาที่ทำให้เราชื่นใจที่ได้เห็นราษฎรมี ความปิติยินดีที่ได้เฝ้าฯอย่างใกล้ชิด หรือได้กราบทูลว่าได้มีความสุขขึ้นหลังจากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแล้ว พวกเราได้พบกับความหิวกระหายเมื่อยังไม่ได้กินอะไร หรือบางครั้งไม่มีอะไรจะกิน

เดินท่ามกลางแสงแดดตามยอดเขาฝุ่นตลบ บางครั้งฝุ่นผสมกับเหงื่อบนใบหน้ามอมแมม เหมือนมีหนวด บางครั้งโดดฝนจนเปียกทั้งตัวจนแห้งไปเอง เรื่องนั่ง(ยังไม่ถึงนอน) กลางดินกินกลางทรายเป็นเรื่องปรกติ แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังบรรทมบนเสื่อกระจูดตามพื้นศาลาโดยไม่มีพระเขนยจะรองรับ ที่เขาล้าน

ในฐานะที่ทรงเป็นองค์สภานายิกา สภากาชาดไทย บางครั้งต้องค้างคืนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พวกเราไม่มีเครื่องกันหนาวพอเพราะไม่คิดว่าจะต้องค้าง และที่นั่นหนาวอย่างที่เรียกว่าเข้ากระดูกดำ ต้องเอาขาใส่ไว้ในถุงพลาสติกห่อไว้ ตกดึกลุกขึ้นมาดูว่าทหารเขาจะทำกันอย่างไร ก็เห็นเขาเอาเสื่อมาห่อตัวมองดูแล้วรูปร่างประหลาด น่าขัน จากฉายาทหารเสือ กลายเป็นทหารเสื่อไปเสียแล้ว
สิ่งที่ได้ประสบมาคงจะเล่าไม่จบ ถึงความที่ต้องผจญกับสิ่งที่พวกเราต้องใช้ความอดทนในความยากลำบากบางประการ ตลอดจนแทบจบชีวิตอย่างหวุดหวิดในการตามรอยพระยุคลบาท และทั้งสองพระองค์เล่า ท่านทรงพระดำเนินนำหน้าพวกเรา ท่านจะต้องทรงพบทุกสิ่งทุกอย่างก่อนเราเสมอ

พวกเราภูมิใจในการที่เราได้มีโอกาสรับรู้และร่วมอยู่ในกาลเวลานั้นๆ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงดำรงพระยศอันสูงส่งคือ “กษัตริย์” อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เฝ้าเห็นถึงความอดทน และทรงทำพระทัยได้เหมือนแผ่นดินและห้าวงนที คือ “ข่าวลือ” การบิดเบือนความจริงทั้งหลายในปัจจุบันแทบจะเป็นธรรมดาของข่าว แต่ข่าวลือเหล่านี้บางครั้งก็อาจจะบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ในอนาคตอนุชนรุ่นหลังย่อมจะไม่รู้แจ่มแจ้งในข้อเท็จจริง จะต้องสงสัย ไม่แน่ใจ ความจริงคืออะไรกันแน่

อย่างที่พวกเราเคยสงสัยและถึงกับโต้เถียงกันในระหว่างปัญญาชนทั้งหลายในประวัติศาสตร์บางเรื่อง ผู้เขียนไม่ใจเย็นพอที่จะให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ในเมื่อความจริงก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว มีเรื่องที่บิดเบือนจากความจริงมากมายนัก ที่ควรจะแถลงความจริง แต่แล้วก็จนใจในประโยคที่ว่า
” ถ้าเราจะต้องคอยแก้ข่าวลือ เราก็ไม่ต้องเป็นอันทำอะไร นอกจากนั่งฟังข่าวลือและคอยแก้ข่าวลือเหมือนคนบ้าจี้ เป็นตัวตลกให้เป็นที่ขบขันของคนที่ก่อข่าว”

 ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ข่าวลือหรือเรื่องที่บิดเบือนความจริงให้เป็นเหมือนกระแสลมที่ผ่านไป ถึงแม้จะเป็นลมที่เป็นพิษก็ตาม แต่ทำไม ทำไมบางเรื่องที่ยิ่งใหญ่เราจะยอมให้เรื่องที่ไม่เป็นความจริงผ่านไปด้วยเล่า ทั้งสองพระองค์ซึ่งทรงเป็นมนุษย์ปุถุชน แต่ด้วยพระชาติกำเนิดและหน้าที่ ซึ่งต้องทำให้ทรงข่มพระอารมณ์ ต้องทรงอดทนและพยายามที่จะปฏิบัติพระองค์ให้ตั้งอยู่ในกฎแห่งทศพิธราชธรรมเพียงใด แต่ก็ยังทรงอดที่จะไหวหวั่นในคำพูดของมนุษย์ด้วยกันไม่ได้ในคำกล่าวที่ไม่ตรงกับความจริง ในบางครั้งก็ทำให้ทรงท้อแท้เสียพระทัยโดยจะไม่มี

การกล่าวแก้ใดๆทั้งสิ้น ในเวลาเดียวกันถ้าปวงชนแสดงออกให้เห็นว่า เขาเข้าใจในความปรารถนาดีของทั้งสองพระองค์ และพวกเขาเป็นสุข สิ่งนี้ก็จะทำให้ทรงมีกำลังพระทัยอิ่มเอมที่จะทรงอดทนและทุ่มเทกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา เพื่อประชาชนอย่างไม่ทรงท้อถอยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บางครั้งเมื่อทรงทราบว่ามีผู้สมมุติพระนามว่า “ ซูสีไทเฮาและแม่รีอังตัวเนตหรือแมรี่ไล่ควาย” ท่านได้แต่ทรงพระสรวลด้วยความเศร้าพระทัย

 เพราะท่านทั้งสองที่ได้ถูกกกล่านามมานี้ ตามประวัติศาสตร์ ซูสีไทเฮา เป็นบุคคลที่ฉลาดเชื่อมั่นในตนเอง มีความทะเยอทะยาน ทุกคนจะต้องอยู่ใต้อำนาจ จะต้องทำตามกฎเกณฑ์และคำสั่งทุกประการ ตลอดมาจนถึงต้นรัชกาลกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน ก็ยังไม่พ้นอิทธิพลของซูสีไทเฮา แม้แผ่นดินจะเดือดร้อนอย่างไรก็ไม่สนใจ นอกจากอำนาจ ส่วนแมรีอังตัวเนตหรือแมรี่ไล่ควาย (ตามที่มีคนตั้ง) สำหรับรายนี้ประวัติศาสตร์อีกนั้นแหละ เพราะพระชนม์ยังน้อย อยู่ในความสุขไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น อยู่สูงไร้เดียงสา จนไม่รู้ความจริงของประเทศว่า อยู่ในขั้นวิกฤตเพียงไร ไม่รู้ถึงความอดอยากของราษฎรถึงแม้ขนมปัง(แทนข้าวของเรา) ก็ยังไม่มีจะกิน และทรงปลอบใจให้คนกินเค้กแทน

แต่คำว่าแมรี่ไล่ควายกลับทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงดีพระทัย เพราะเป็นการยอมรับว่าพระองค์ท่านพระบาทติดดินเหมือนกับประชาชน ในเมื่อควายมันยังต้องเดินอยู่ตามท้องนา และท่านต้องทรงพระดำเนินไปตามท้องนาเพื่อไล่ควาย แต่ทรงข้องพระทัยว่า ทำไมชาวไร่ ชาวนา มีสิทธิ์ใส่งอบ ใส่หมวกกันแดดได้ แต่ทำไมท่านจะทรงพระมาลากันแดดบ้างไม่ได้

 ในเมื่อบางครั้งท่านจะเสด็จฯไปเยี่ยมประชาชนตั้งแต่เช้า และตามปรกติจะเสด็จฯกลับถึงพระตำหนักก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้า พระอาทิตย์อยู่กลางฟ้า ถ้าไม่ทรงพระมาลา พระหัตถ์หนึ่งก็ต้องทรงถือพระกลด ก็ถ้าจะพระราชทานพระหัตถ์ทั้งสองข้างให้แก่ประชาชนจะมิดีกว่าหรือ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยรับสั่งถึงการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรว่า “ฉันจะทำอย่างไรได้ เดินทำยิ้มๆ แล้วก็โบกมือให้เขา ฉันทำไม่ได้ เมื่อบางคนเข้ามาหาด้วยน้ำตาอาบแก้มทุกข์แสนสาหัส ฉันจะทนได้รวมใจความแล้วทั้งสองนามที่กล่าวถึง ไม่มีนิสัยเหมือนกันเลย เหมือนกันอย่างเดียวคือ อยู่สูงเสียจนไม่รู้จักประชาชนชาวดิน”

 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เลยไม่ทรงทราบว่าจะให้ท่านเหมือนใครกันแน่ แต่ที่แน่ๆทั้งสองท่านที่กล่าวนามมานี้ ไม่ลงมาเดินดินเช่นประชาชนธรรมดาเลย ไม่รู้ถึงชีวิตของประชาชนเดินดินว่ามีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร พวกเราหลายคนได้จบอักษรศาสตร์บัณฑิต ได้เรียนรู้ประวัติของชาติต่างๆมาก็มาก ยังไม่เคยเห็น กษัตริย์และพระราชินีของชาติไหนที่ทุ่มเทเวลาให้กับประชาขนเท่ากับทั้งสองพระองค์ทรงสละให้กับประชาชน ที่เราได้เห็นด้วยตาตัวเองอย่างแจ่มชัดเช่นนี้

มักจะมีผู้กล่าวถึงความรักว่า “ความรักที่แท้จริงย่อมต้องเสียสละ ” แต่การเสียสละของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีหลายประการนัก ทรงเสียสละด้วยการลดละทิฐิของพระองค์เอง ทรงเสียสละในความสุขสะดวกสบายส่วนพระองค์ ด้วยการลงไปร่วมรับรู้ความทุกข์ยากของประชาชน ทรงเสียสละด้วยการทรงยอมรับบาป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงกลัวที่สุดในพระชนม์ชีพ คือการที่ทรงสนับสนุนให้ราษฎรเลี้ยงไหม ในเมื่อทรงเห็นว่าไหมในขณะนี้ยังเป็นสิ่งที่โลกต้องการ และการทอผ้าไหมเป็นอาชีพที่นำรายได้มาให้ราษฎรอย่างดี หลวงปู่และคณะสงฆ์หลายองค์ได้ทูลเตือนและขอร้องให้ทรงเลิกส่งเสริมการเลี้ยงไหมเสียเถิด แต่ก็ไม่อาจทรงหยุดความช่วยเหลือได้ และนี่มิใช่ด้วยความรัก เสียสละที่ทรงมีต่อประชาชนหรอกหรือ ตราบใดที่มีราษฎรเข้ามาหาท่านด้วยน้ำตาอาบหน้า ขอให้ทรงช่วยให้เขามีชีวิตอยู่รอด จึงบางครั้งผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์จะได้เห็นถึงความที่ทรงมีความทุกข์ในข้อนี้เพียงใด

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , ,

ยามเมื่อยินเพลงเศร้าลาวดวงเดือน เสมอเหมือน”วิยะฎา”มาประจักษ์

 

ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา

สตรีสูงวัยในชุดแต่งกายที่งดงามเหมาะสมกับทุกโอกาส ดวงหน้ายังคงเค้าความงามอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง บุคลิค ท่วงท่าสง่างามต้องตาต้องใจแก่ทุกคนที่ได้พบเห็น แววตาแจ่มใส รอยยิ้มจริงใจบริสุทธิ์ และเสียงหัวเราะที่เบิกบาน เธอคือ “ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา” อีกนานแสนนานเพียงใดที่จะมีกุลสตรีที่งามพร้อมทั้งกาย วาจา และใจที่ถวายหัวใจทั้งดวงเพื่อรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างมั่นคงตลอดกาลเทียบเท่าเธอ

เด็กหญิงผิวขาวนวลละเอียด รูปหน้าสวยเด่นสะดุดตา ที่โรงเรียนเซ็นฟรังส์ซิสซาเวียร์คอนแวนต์ รุ่นพี่รุ่นน้องต่างรู้จักเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความสวยสดใส เป็นที่พอพระราชหฤทัยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นรุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกัน เธอคือ “วิยะฎา” หรือ “เภา” ลูกสาวคนสุดท้องในจำนวนลูกๆ ๖ คนของพระยาราชวัลลภานุสิศฐ์ และคุณหญิงองุ่น

สาวสวยวิยะฎาได้รับการอบรมสมเป็นกุลสตรีโดยแท้ ทั้งกิริยา มารยาท วาจางดงามอ่อนหวาน เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป อีกทั้งยังฝึกฝนวิชาการบ้านการเรือน ทั้งงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการครัว ฝึกปรุงอาหารทั้งคาวหวาน และการคว้านแกะสลักผลไม้ แม้กระทั่งผลเชอรี่ที่เล็กแสนเล็ก เธอก็คว้านได้สวยงาม โดยที่ผลไม้นั้นไม่เคยช้ำเลยแม้แต่น้อยท่านผู้หญิงวิยะฎามีพรสวรรค์อยู่ในตัว จึงซึมซับความรู้ความสามารถได้อย่างดีเยี่ยม

หลังจบจากเซ็นฟรังส์ฯ แล้ว ท่านผู้หญิงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเซ็นโยเซฟคอนแวนต์ และจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนราชินีบน เมื่อจบการศึกษาแล้วท่านผู้หญิงตั้งใจจะเป็นครู ช่วงที่รอเวลาอยู่นั้น ก็ได้เย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นงานที่โปรดปรานที่สุด

ในช่วงเวลานั้น คนไทยทุกคนต่างปลาบปลื้มปิติยินดีกับข่าวราชาภิเษกสมรสและการเสด็จนิวัติประเทศไทย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านผู้หญิงก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปิติเป็นล้นพ้นอย่างเงียบๆ ทั้งนี้เพราะชื่นชมในพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ด้วยคำสั่งของคุณแม่ที่มิให้คบหาพระองค์ท่านดุจเพื่อน เพราะจะเป็นการไม่เหมาะสม แต่แล้ววันหนึ่งท่านผู้หญิงกรัณฑ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางพระกำนัล ได้เชิญพระราชเสาวนีย์มาแจ้งแก่ท่านผู้หญิงว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯรับสั่งว่า “ฉันเคยเห็นพี่เภาลูกสาวของพระยาราชวัลลภานุสิศฐ์ ที่เซ็นฟรังส์ฯเขาเป็นรุ่นพี่ฉัน และเป็นคนสวย” ท่านผู้หญิงวิยะฎาปลาบปลื้มใจเป็นยิ่งนัก จึงนำดอกกล้วยไม้ที่ปลูกไว้ในบ้านมาผูกช่อบูเก้ถวายในวันต่อมา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงชวนท่านผู้หญิงให้มาทำหน้าที่นางพระกำนัล ถวายการรับใช้คู่กับท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ซึ่งท่านผู้หญิงวิยะฎาเต็มใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทนับจากวันนั้นจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอได้ปฎิบัติหน้าที่สมบูรณ์ดีพร้อมจนเป็นที่ชื่นชมตลอดมา

ด้วยวัยเพียง ๒๒ ปี อีกทั้งความงามที่โดดเด่น ท่านผู้หญิงจึงเป็นสาวสวยที่หนุ่มต่างหมายปอง หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร มีโอกาสตามคุณแม่เข้าวังอยู่เสมอ สะดุดตากับความอ่อนหวานอย่างกุลสตรีไทย แต่ด้วยท่านผู้หญิงเติบโตในครอบครัวที่ดูแลลูกสาวอย่างเคร่งครัด การพบปะกันของสองหนุ่มสาวต้องอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เสมอ หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ ผู้ดีพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ก็ไม่เคยทดท้อ ได้พิสูจน์ความดีและความจริงใจจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งสองจึงตกลงใช้ชีวิตด้วยกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสังข์ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๔ 

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเป็นเกียรติแก่ หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ และท่านผู้หญิงวิยะฎา ณ ศาลาผกาภิรมย์ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

หลังจากแต่งงานไม่นานนัก ท่านผู้หญิงได้ให้กำเนิดบุตรีคนโต “ต้น” หรือ หม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ซึ่งเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบุตรชาย “ปืน” หรือ หม่อมหลวงชโยทิต ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานนามให้เพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่งของชีวิต ครอบครัว”กฤดากร” ซึ่งเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เปี่ยมล้นด้วยความรักและความห่วงหาอาทร สายสัมพันธระหว่าง พ่อ-แม่-ลูก แน่นแฟ้น ยิ่งนัก แม้กระทั่งลูกทั้งสองแต่งงานมีครอบครัวของตนเอง ครอบครัว “กฤดากร” ก็ยิ่งอบอุ่นด้วยลูก หลาน รายล้อมคุณตา คุณยาย

ท่านผู้หญิงนับเป็นคุณแม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ลูกสาวและลูกชายของเธอได้รับการหล่อหลอมให้เป็นคนดี มีการศึกษา และมีจิตใจที่อารีต่อทุกคน แม้บางครั้งลูกต้องห่างแม่ เพราะแม่ต้องปฎิบัติหน้าที่ แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยน้อยใจ “แม่ไม่อยากทิ้งลูกไป แต่งานที่แม่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทนั้น ยอมจากเป็นงานที่แม่เต็มใจ รักและภูมิใจจะทำแล้ว ยังช่วยประเทศชาติและประชาชนผู้ยากไร้ให้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หากไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว เมืองไทยก็ไม่มีวันอยู่เย็นเป็นสุขได้เท่าทุกวันนี้” คำพูดของคุณแม่นั้น ลูกทั้งสองคนของท่านจำได้ไม่มีวัยลืม และถือเป็นความภูมิใจใหญ่หลวงที่แม่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับใช้ชาติ

ท่านผู้หญิงวิยะฎาไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยเลย แต่กลับรู้จักคุณค่าของเงินและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในสมัยที่ลูกทั้งสองยังเด็ก เธอจะหาซื้อผ้าดีๆ ก้นไม้ที่เหลือเศษเพียง ๕๐ ซม. จากแขกขายผ้าในราคาเพียง ๑๐ บาท เป็นประจำ เมื่อผ้าดีๆได้รับการออกแบบและตัดเย็บด้วยฝีมืออาชีพอย่างเธอ ทั้งลูกสาวและลูกชายจึงมีชุดสวยใส่ไม่น้อยหน้าใคร นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ของแม่และภรรยาที่ดีของครอบครัวแล้ว หน้าที่ของนางพระกำนัลก็ทำได้ดีไม่มีบกพร่อง ท่านผู้หญิงตามเสด็จฯถวายการรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งในและต่างประเทศ ทำงานด้วยความเข้มแข็ง ต่อมาพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ทำหน้าที่ออกแบบและจัดเตรียมฉลองพระองค์ให้เหมาะสมกับโอกาสต่างๆด้วยพรสวรรค์ทางศิลปะอันเป็นเลิศ ท่านผู้หญิงยังออกแบบย่านลิเภา ตกแต่งให้สวยงาม และยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีหน้าที่ดูแลจัดเตรียมที่พักให้พระราชอาคันตุกะ ซึ่งเธอทำหน้าที่ได้ละเอียดรอบคอบ แม้กระทั้งความร้อนหรือความเย็นไปน้อยไปของเครื่องปรับอากาศเธอก็ยังเอาใจใส่เสมอ

ด้วยความที่เชี่ยวชาญในเรื่องสวยๆงามๆ ของเสื้อผ้ามานาน จึงได้รับหน้าที่เป็นแม่งานจัดแฟชั่นโชว์ โดยนำนางแบบสมัครเล่น คือ พี่ๆน้องๆ เพื่อนร่วมงานมาสวมชุดมัดหมี่ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เดินแฟชั่นโชว์จนเป็นที่สนุกสนานและประสบความสำเร็จทุกครั้ง

อีกหนึ่งความสามารถอันเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาของท่านผู้หญิงคือ การรำฟ้อน ฟ้อนได้สวยงามมาก สง่างาม ยามฟ้อนบ่าของเธอตรงเหมือนช่างฟ้อนชาวเหนือทีเดียว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลง “ลาวดวงเดือน” และได้เห็นท่วงท่าการฟ้อนของเธอ ทุกคนประทับใจไม่มีวันลืม โดยเฉพาะการฟ้อนครั้งสุดท้ายที่บ้านละเวง จัวหวัดนราธิวาส ค่ำคืนนั้นพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผืนน้ำที่พลับพลา แสงงามระยับ ท่านผู้หญิงแม้ในวัย ๖๖ ปี ก็ยังคงฟ้อนได้งามสง่าทุกท่วงท่ารับกับเพลงลาวดวงเดือนได้อย่างสวยสดงดงาม เธออยู่ในชุดสีครีมอ่อนเกือบขาว ฟ้อนด้วยสีหน้าเป็นสุขยิ่ง โดยมิมีใครล่วงรู้ว่าจะได้ชมฟ้อนที่สวยงามที่สุดเช่นนี้เป็นครั้งสุดท้าย

งานทุกอย่างที่ทำถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เธอทำด้วยความเต็มใจและระลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เสมอ ลูกทั้งสองคนจดจำได้ขึ้นใจว่าแม่พูดเสมอ…”ถ้าแม่ไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ามาทำงาน แม่ก็คงไม่ได้พบพ่อ ได้มีความสุขเช่นนี้ ได้มีครอบครัวขึ้นมา ได้มีโอกาสตามเสด็จฯในที่ต่างๆได้พบได้เห็นสิ่งที่เป็นประสบการณ์มากมาย และมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระราชกรณียกิจทั้งหลายทั้งปวงที่ทรงทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนสำเร็จลุล่วงลงได้ แม้จะเป็นส่วนเล็ก เปรียบเหมือนกับน๊อตตัวเดียวในเครื่องจักรใหญ่ แต่ก็เป็นโอกาสที่น้อยคนจะได้มี”

เธอจึงตามเสด็จฯ ทุกครั้งไม่เคยทดท้อ ไม่ว่าจะต้องบุกป่าฝ่าดงถิ่นทุรกันดารแค่ไหน สตรีผู้สง่างามดุจนางพญาคนนี้ก็สามารถทำได้ทุกอย่างด้วยความจงรักภักีดยิ่งชีวิต ทุกหนแห่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ท่านผู้หญิงก็พร้อมจะตามเสด็จฯเสมอ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงภัยหรือต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามที

ท่านผู้หญิงวิยะฎางดงามทุกท่วงท่า งามสง่าในทุกความทรงจำ สมญานามที่ว่า B to B หรือ Born to be beautiful เป็นความจริงยิ่งนัก ความงามนั้นเกิดมาคู่กับเธออย่างแท้จริง “สวยเสมอ-สาวเสมอ” คือคำที่เพื่อนพ้องกล่าวถึงท่านผู้หญิงด้วยความชื่นชม

วันนี้ แม้เข็มนาฬิกาแห่งชีวิตของท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา ได้หยุดนิ่งอย่างสงบแล้ว ตลอดเวลา ๖๖ ปีที่ผ่านมา สตรีผู้มีเรือนกายที่งดงาม วาจาอันไพเราะ อ่อนหวาน จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ได้ประกอบคุณงามความดีมาตลอดชีวิต ทุกคนยังคิดถึงเธอเสมอ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงรำพึงถึงท่านผู้หญิงวิยะฎาว่า..”.เขาเป็นเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งฉันเลย”

เสียงเพลง”ลาวดวงเดือน” ที่เธอเคยฟ้อนรำแว่วดังกังวานมากับสายลม ฟังดูแสนเหงาและวังเวงเหลือเกิน ..เสียงหัวเราะอันสดใสของเธอแจ่มชัดเสมอในความทรงจำ..เนิ่นนานเพียงใด…ใครจะลืมเธอได้ลง…”วิยะฎา” สตรีผู้งดงามและมีความดีเป็นแก่นแท้แห่งชีวิต ดุจดั่งเป็นเม็ดงามที่จะส่องแสงแวววาวในหัวใจเราตราบนิรันดร์

โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอพี่ขอลาแล้ว
อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย
ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม
พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
จะหาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย

การฟ้อน”ลาวดวงเดือน”ครั้งสุดท้ายหน้าพระที่นั่ง บ้านละเวง นราธิวาส

 

การสวดพระพิธีธรรมอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และ
ภาพสุดท้ายของท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งตกในหัวค่ำของวันนั้น
 

สองแขนเคยกรายร่ายฟ้อน สองกรเคยจัดหัตถศิลป์

สองบาทย่ำไปในแผ่นดิน ตามเสด็จนวมินทราชินี

เธอผู้อรชรอ่อนช้อย เรียบร้อยและรักในศักดิ์ศรี

เธอผู้เมตตาเอื้ออารี เป็นคนงามคนดีที่คนรัก

ยามเมื่อยินเพลงเศร้าลาวดวงเดือน เสมอเหมือน”วิยะฎา“มาประจักษ์

แม้บทเพลงบทนั้นแสนสั้นนัก แต่จำหลักอยู่ในใจใครทุกคน

บัดนี้เธอคงเดินทางท่ามกลางบุญ อบอุ่นอิ่มด้วยใจใฝ่กุศล

ไม่มีทุกข์ใดประสบพบผจญ สถิตบนเมืองแมนนานแสนนาน

……………

จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

“มอญซ่อนผ้า ซ่อนเคียว ซ่อนเข็มไว้ข้างหลัง”

 

 ” มอญซ่อนผ้า…ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ใครเผลอไม่คอยระวัง ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังระวังจะถูกตี…”

คนมอญนั้นสั่งนักสั่งหนามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ทั้งห้ามลูกห้ามหลานเป็นคำขาดว่าไม่ให้เล่นตุ๊กตา (ผู้เขียนเองแม้บัดนี้โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้วก็ยังไม่เคยเล่นตุ๊กตาและหุ่นยนต์เลย-ไม่ทราบเหตุผลแต่ก็ยอมทำตามโดยดี) อีกทั้งเรื่องที่ “มอญซ่อนผ้า” ก็เป็นจริงดังที่คนไทยว่า แต่จะด้วยเหตุผลใดนั้นคงไม่สามารถสรุปให้แน่ชัดลงไปได้ สิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือการซ่อนผ้าผีในหีบเก่าคร่ำคร่า ทว่าแฝงไปด้วยกุศโลบายสอนลูกสอนหลานให้รู้คุณค่าของคน แต่หากจะกล่าวแบบนามธรรมแล้ว ก็เป็นเพราะมอญได้สูญเสียเอกราชมากว่า ๒๔๘ ปี จำเป็นต้องเก็บสั่งสมศิลปวิทยาการใส่ผ้าห่อเอาไว้ รอวันที่ฟ้าจะมีหงส์ รอวันให้หงส์คืนรังเหมือนเมื่อบ้านเมืองยังดี เมื่อนั้น “มอญ” จะไม่ “ซ่อนผ้า” อีกต่อไป

องค์ บรรจุน

 

แหม—อ่านเจอประโยคนี้แล้วอยากจะขอนั่งสนทนากับผู้เขียนท่านนี้เสียจริงๆ    เพราะเรื่องมอญซ่อนผ้า การละเล่นของเด็กไทยในอดีตนั้น  ฉันเคยโดนเพื่อนๆล้อเลียนอยู่ประจำ เหตุเพระเขารู้ว่าเราเป็นคนมอญ   ก็จะนำกลับมาถามที่บ้านว่า ทำไม  –ถึงต้องเป็น “มอญ”ซ่อนผ้า  ปู่ก็บอกว่า เขาล้อเลียนเราเท่านั้นเอง  ไม่ใช่มรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติมอญแต่อย่างไร 
 

ส่วนเรื่องการที่ผู้ใหญ่ห้ามเราเล่นตุ๊กตานั้น  ก็เช่นกันเพราะฉันเองที่บ้านก็ห้ามไม่ให้เล่นตุ๊กตา ไม่เคยมีตุ๊กตาในบ้านเช่นกัน นับว่าเป็นความเก็ยกดมากสำหรับชีวิตในวัยเด็ก  เมื่อตอนที่อยู่บ้านพ่อ   เพราะถูกห้ามไปหมด  ยิ่งเราเป็นเด็กผู้หญิงกับเล่นตุ๊กตามันเป็นของคู่กัน  แต่กลับไม่เคยได้เล่น   ฉันเลยหันไปติดหนังสือ สะสมหนังสือแทนการสะสมตุ๊กตาตามวัยตั้งแต่ยังเด็ก 

ส่วนเหตุผลนั้น ฉันพอทราบมาว่า การที่คนมอญนับถือผี

บรรพบุรุษนั้น  มีการเชิญผีปู่ย่าตายายไว้ที่เสาเอกของบ้าน  ซึ่งที่บ้านของฉันก็มี   และต้องมีการตั้งเครื่องเซ่นสังเวยเป็นประจำทุกวัน    พ่อบอกว่า บ้านเรานับถือผีเต่า   อันนี้จะเป็นอีกหนึ่งความรู้ที่แตกต่างกันระหว่างของฉันกับผู้เขียนที่เขียนไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าของใครผิด เพราะเรื่องนี้ไม่มีข้อสรุป เป็นความเชื่อแต่โบราณ  คือบรรพบุรุษเราไม่กินเต่า  เพราะเชื่อกันว่าเต่าเป็นสัตว์อายุยืน   จนทุกวันนี้ก็ยังมีสระเลี้ยงเต่าที่อายุยาวนานมากไว้อยู่  ยังคงอยู่จนกระทั่งวันนี้  

และพ่อห้ามไม่ให้เล่นตุ๊กตา  เพราะคนมอญโบราณเชื่อกันว่า วิญญาณไม่ดีจะสิงสถิตย์มากับตุ๊กตาได้นั้น เป็นการนำสิ่งไม่ดีเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่ฉันยังเด็ก  ฉันได้ยินพ่อพูดแบบนี้เสมอ ปู่ย่าก็บอกเช่นกัน   อันนี้จะเป็นกุศโลบายในการประหยัดแอบแฝงไว้ด้วยหรือเปล่าฉันก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้   แต่โดนห้ามกันทุกคนรวมทั้งคุณด้วย  ดังนั้น–คงไม่ใช่กุศโลบายในเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแน่นอน 

ซึ่งตรงนี้จะตรงกับภูมิปัญญาคนเก่าๆที่สอนมาทางคุณเช่นกันว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้ยกเรื่องบาปบุญคุณโทษมาอ้างเพื่อใช้สอนเด็กๆ  แต่โดนขู่เรื่องผีสางมาตลอด เช่นห้ามเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน เพระเดี๋ยวผีจะมาลักพาตัวไป ไม่ได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่อีก

เด็กๆเจอขู่แบบนี้ ก็ขี้คร้านจะเกรงกลัวแล้วไม่กล้าเล่น   คือเอาผีมาอ้างไว้ก่อน  จะได้กลัว แต่เท่าที่ฉันเข้าใจในตอนนี้ น่าจะเป็นเรื่องของความควร ไม่ควรเสียมากกว่า เพราะกลางคืน มาปิดไฟเล่นซ่อนแอบกัน   คนหาก็จะทำตัวเหมือนเป็นผี  เราๆเด็กๆก็ขวัญอ่อนกันอยู่แล้ว  เล่นเสร็จพอนอนกลางคืนก็—ผวาหวาดกลัว ร้องไห้กันไปตามๆกัน  และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ปิดไฟเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน ข้าวของในบ้านเสียหายประจำ เพราะมองไม่เห็น  ไม่ทันระวัง รักแต่จะเล่นอย่างเดียว   ดังนั้นโดนขู่เรื่องผี ทำให้ชะงักไปได้เช่นกัน

และฉันเชื่อเหมือนคุณในเรื่องกุศโลบายที่แยบยลของผู้ใหญ่  ที่จะสั่งสอนไม่ให้เราลืมชาติ   ฉันมักจะพูดอยู่เสมอว่า  มอญ…ไม่มีประเทศ ไม่มีในแผนที่โลกในปัจจุบัน ถ้าอยากจะหาดูว่ามอญเคยอยู่ตรงไหน จะต้องไปหาอ้างอิงเอาจากแผนที่ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น   ฉันเป็นคนที่มีเชื้อสายมอญที่เจือจางเต็มที แต่ฉันมั่นใจว่า “ความเป็นมอญ” เข้มข้นอย่างมากในจิตวิญญาณของฉัน  
เป็นเพราะการถูกปลูกฝังมานั้นเอง  ฉันไม่เคยลืมที่มาของตนว่าเป็นเพียงแค่ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยแห่งนี้เท่านั้น  ยอมรับด้วยความภาคภูมิใจ และขมขื่นระคนกันอยู่ในที  เหตุเพราะมอญไม่มีประเทศให้ฉันได้เห็นธงหงสาปลิ้วพริ้วสบัดเหนือแดนดินชเวดากองอีกต่อไป  

ฉันเคยไปยืนอยู่  ณ ที่แห่งนี้กับพ่อ  พ่อบอกฉันเสมอว่า  ชเวดากองเป็นของเราคนมอญ  พ่อมองด้วยความเจ็บปวดซึ่งก็คงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้สึกเช่นนี้จากรุ่นสู่รุ่นนั้นเอง  แต่พ่อไม่เคยสอนให้ฉันรู้สึกเกลียดชังพม่าแต่อย่างไร  สอนให้รับรู้ความเจ็บปวดและความเป็นจริง แล้วยอมรับอยู่กับความเป็นจริงที่เจ็บปวดนั้น   เป็นคนอดทน อดกลั้นกับทุกสิ่ง

ฉันถึงเข้าใจถึงสภาพหัวใจของคนที่สูญเสียอย่างดี  

คุณองค์ บรรจุนคะ  มอญไม่เหลือประเทศให้เราเรียกได้อีกก็ตาม ไม่มีประเทศมอญอีกแล้วก็ไม่เป็นไร เราเรียนรู้ทุกความรู้สึกจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไว้สอนตนและเตือนตนเองว่า ไม่ว่าจะอย่างไร  ความเป็น “มอญ” จะยังคงอยู่ในหัวใจ  ในสายเลือดของพวกเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลง   และฉันคนหนึ่งที่จะพยายาม อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนชาติมอญควบคู่กับวัฒนธรรมไทย  ดินแดนที่มีบุญคุณกับพวกเรา ให้ที่อยู่ที่กินอย่างร่มเย็นผาสุขมาโดยตลอด

แต่ประโยคนี้ของคุณ— เจ็บปวด  กรีดลึกที่หัวใจเหลือเกินค่ะ

คือการซ่อนผ้าผีในหีบเก่าคร่ำคร่า ทว่าแฝงไปด้วยกุศโลบาย
สอนลูกสอนหลานให้รู้คุณค่าของคน แต่หากจะกล่าวแบบนามธรรมแล้วก็เป็นเพราะมอญได้สูญเสียเอกราชมากว่า ๒๔๘ ปีจำเป็นต้องเก็บสั่งสมศิลปวิทยาการใส่ผ้าห่อเอาไว้ รอวันที่ฟ้าจะมีหงส์รอวันให้หงส์คืนรังเหมือนเมื่อบ้านเมืองยังดี เมื่อนั้น “มอญ” จะไม่ “ซ่อนผ้า”อีกต่อไป

ถ้าคุณได้มาอ่านสิ่งที่ฉันเขียนต่างๆไว้มากมาย  พยายามที่จะให้ยุวชนและคนในชาติของไทย หันมาดูแลและหวงแหนรากเหง้า ศิลปวัฒนธรรมของตนเองนั้น   มันมีที่มาจากรากเหง้าของความขมขื่นที่ฉันเคยได้รับการถ่ายทอดถึงความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียประเทศมาแล้วนั้นเอง 

ฉันไม่เคยได้อยู่กับช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนั้น  แต่ไม่ยากเกินไปที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวด้วยหัวใจ   จนทุกวันนี้ฉันมีเพื่อนสนิทเป็นคนญวณ  เขาก็บอกกับฉันว่าประเทศญวณไม่มีแล้วนะ มีแต่เวียตนาม  ฉันก็ได้เห็นแววตาแห่งความเจ็บปวดจากบุลคลเหล่านี้เช่นกัน   เขาเคารพต่อ ท่านโฮจิมินท์อย่างถวายชีวิต  เพราะครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวของนายทหารเก่าแก่ระดับนายพลข้างกายของท่านโฮจิมินท์   ทุกวันนี้เขาก็กราบไหว้รูปปั้นท่านโฮ หรือ “ลุงโฮ” เยี่ยงเทพเจ้า 

ความเคารพสักการะเกิดจากความรักในชาติของเขาเช่นกัน  รุ่นเพื่อนของฉันนั้นเป็น(นับรุ่น) เจนเนเรชั่นที่ ๓ แล้วที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย  แต่เขายังคงธำรงและรัก และพร้อมที่จะระดมกำลังทรัพย์และกำลังสมองสติปัญญาเพื่อช่วยเหลือชาติที่เป็นรากเหง้าของเขาเองอยู่เสมอ

จนทำให้ฉันรู้สึกว่าเด็กไทยสมัยนี้ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในความรักและหวงแหนในชาติของตน  ฉันโทษเรื่องการปลูกฝังเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว  เรื่องสำคัญที่ควรจะทำแต่กลับถูกละเลย  ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แม้แต่การละเล่นของเด็กไทยก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย  เกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีแต่การต่อสู้ รบราฆ่าฟัน   เป็นแหล่งบ่มเพาะความกร้าวร้าวในใจเด็กอย่างดีทีเดียว  ไม่เหมือนเช่นภูมิปัญญาสมัยก่อนที่ประยุกต์ข้าวของต่างๆหาได้ใกล้ตัว  มาเป็นอุปกรณ์การละเล่นของเด็กไทย หาง่ายๆ ทำง่ายๆ ความเรียบง่าย  ใกล้และผูกพันกับธรรมชาตินั้น ไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดว่าเด็กที่เล่นของเล่นแบบเก่าก่อนนั้นจะไร้สมองกว่าเด็กที่เล่นเกมส์รบราฆ่าฟันกันในคอมพิวเตอร์แต่อย่างไร

ฉันต้องการให้คนไทยเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนมีนั้น รักษาธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติ  เพราะชาติไทยนั้น กว่าจะมีวันนี้ก็ผ่านความเจ็บปวดมาสารพัน บทเรียนมีมากมายที่จะสอนและเตือนใจ   อย่าให้สายเกินไปจนวันหนึ่งกว่าจะย้อนคิดได้  ก็สายเสียแล้ว  เพราะจะไม่มีสิทธิที่จะพูดหรือเขียนประโยคเดียวกับที่คุณองค์ได้เขียนไว้  เหตุว่า พวกเราไม่ปกป้องและรักษาความดีงามของชาตินั้นไว้เอง  เราเดินไปเป็นทาสทั้งทุนนิยม ลัทธินิยมและวัตถุนิยม ตามกระแสของโลกที่เห็นพ้องกันว่านั้นคือ ความเจริญ

แต่ถ้าเราใช้ความเจริญนั้นอย่างไม่ระมัดระวัง   ความเจริญต่างๆเหล่านั้นจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความดีงามที่บรรพบุรุษในชาติสะสมกันมาช้านานจนหมดสิ้น 

ขอให้ใช้ “ความเจริญ” นั้นอย่างเข้าถึงแก่นแท้ของที่มา  เลือกและรับมาใช้ให้สอดคล้องกับรากเหง้าที่มาของตนเอง และนำพาเอกลักษณ์ที่มาของตนเดินไปพร้อมกับ “ความเจริญ” ต่างๆนั้นได้อย่างลงตัว

โดยส่วนตัวนั้น ฉันก็มีเรื่องราวของมอญที่อยากจะเขียนเช่นกัน  ฉันไมได้มีความรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ ความเป็น มอญ  เพราะอยู่ใกล้ชิดกับ..พ่อ และอาโนก น้อยมากเหลือเกิน  มิแก่ ก็ดุ จนเราเข้าหน้าไม่ติด

แต่อยากจะเขียนรวบรวมทุกอย่างที่พ่อเคยสอน  บางทีก็นึกไม่ออก พอมีคนมาจุดประกาย อย่างที่คุณองค์ บรรจุน เขียนเรื่องมอญซ่อนผ้านั้น ก็ทำให้ฉันนึกถึงอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง

ฉันยังไม่ได้เขียนลงไปอีกว่า..คำว่ามอญซ่อนผ้านั้น อาโนกเคยพูดด้วยความเจ็บปวดอีกว่า

เป็นการเปรียบเทียบ เหมือนกับไม่ไว้ใจคนมอญเท่าไหร่นัก เพราะจะเป็นสำนวนเปรียบเทียบ  เพราะคนมอญนั้นเป็นคนฉลาด หลักแหลม และมีปฎิภาณไหวพริบดีเลิศ นับตั้งแต่..การเข้าร่วมในการรบครั้งสำคัญๆต่างในอดีต กองกำลังของไทยนั้นได้รับแรงสนับสนุนทั้งกำลังแรงกายแรงใจจากคนมอญที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแผ่นดินไทย

และฉันมาได้ฟังอาโนกเล่าถึงความขมขื่นของเจ้าจอมมาดาซ่อนกลิ่น คชเสนี  แล้วทำให้รู้สึกว่า..การที่เราพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเต็มกำลังความสามารถ  และด้วยความเฉลียวฉลาด และมีชัยชนะในการรบนั้น  เปรียบเสมือนเป็น ดาบสองคม

รุ่นบรรพชนของเราต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้..ด้วยความขมขื่น แต่เป็นอีกหน้าในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีการกล่าวถึง ความจงรักภักดี และความเก่งกาจในการรบ กลายเป็นความหวาดระแวง  เพราะขุนนางไทยสมัยนั้น ที่พยายามคิดว่า คนมอญอาจจะคิดไม่ซื่อกับแผ่นดินไทย

ทำให้ฉันรู้สึกสงสาร เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ท่านนัก ท่านเป้นสตรีมอญที่พูดได้ทั้งภาษามอญ พม่า ไทย อังกฤษอย่างแตกฉาน ท่านเป็นคนฉลาด ในเรื่องราชกิจการเมือง ไม่ใช่งานบ้านงานเรือน  ความเก่ง เฉลียวฉลาดทำให้ท่านอยู่ยาก

ทุกวันนี้ก็กราบไหว้ท่านอยู่ และจะพยายามมีความอดทน อดกลั้นให้ได้เหมือนท่าน มีท่านเป็นแบบอย่างอยู่หลายกรณีค่ะ

และฉันก็ต้องรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาติดอยู่ที่คอ จุกอก อยากร้องไห้..ให้กับความข่มขื่นที่ท่านได้รับมาตลอดชีวิต

เมื่อท้ายสุด..ทายาทสายตรงของท่านมิใช่หรือ ที่คิดจะกอบกู้พระราชอำนาจถวายคืนแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗  จากคณะราษฎร ..ซึ่งเป็นข้าราชการในพระองค์ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจส่งให้ไปศึกษาเล่าเรียนถึงต่างประเทศในยุโรป แต่กลับคิดทรยศต่อราชบัลลังก์

และ..บรรพชนคนมอญของเราก็ได้ชื่อว่า เป็น กบฎ  คำๆนี้น่าจะสะเทือนใจและเป็นชนักติดหลังพวกเรามาจนถึงอนุชนรุ่นหลัง แต่ฉันกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น  เพราะเรา เป็นกบฏต่อคนที่คิดล้มล้างราชบัลลังก์  เพราะห้วงเวลานั้น..ฉันเองก็ไม่เชื่อว่านั้นคือหนทางที่ประเทศไทยจะเดินไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างจริงใจ

นี้แหละค่ะ วีรกรรมของสายเลือด ที่ถูกตราหน้าว่าอาจจะคิดไม่ซื่อ มอญอาจจะคิดเป็นใหญ่ในแผ่นดินสยาม ด้วยว่าตนเองไม่มีแผ่นดิน ไม่มีเอกราชของความเป็นชาติ

นั้นคืออีกหนึ่งที่มาของ มอญซ่อนผ้า ซ่อนเคียว ซ่อนเข็มไว้ข้างหลัง”

ซึ่งคำนี้..กลายเป็นความเจ็บปวดของบรรพชนของเรามาช้านาน  แต่..บรรพชนคนมอญของเรา  พระองค์ท่าน /ท่าน ก็ได้พิสูจน์พระองค์/ตัวเองแล้วว่า จะจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ และ แผ่นดินไทยจนชีวิตจะหาไม่

ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่พ่อของฉันสั่งสอนมาว่า…เราเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินไทย  และจะต้องรู้จักคำว่า กตัญญู เพราะคนที่เนรคุณ ไม่มีวันทำการสิ่งใดเจริญไปได้

ดังนั้น ในฐานะที่ฉันเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ..ไม่ได้มีศักยภาพทางทหาร หรือการรบ ไม่สามารถช่วยเหลือป้องกันประเทศได้แบบนั้น ก็คิดว่า..เราจะต้องช่วยเหลือประเทศไทย ในฐานะที่เราเป็น คนไทย..เชื้อสายมอญ

ทำอย่างไร ยุวชนรุ่นหลังเรานี้ จะรู้สึกสำนึกและห่วงแหนแผ่นดินที่เขาเกิดและอยู่อาศัยมาจนเติบใหญ่  .. ชาตินิยมจะต้องเกิดหลังจากการสูญเสียเท่านั้นเองหรือ!!!

 

บันทึกไว้เมื่อต้นปี ๒๕๕๐

 

ป้ายกำกับ: , ,