RSS

Category Archives: วิถีไทย

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล

เย็นศิระ เพราะพระบริบาล

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงกำลังพระราชทานสอนคุณพ่อ แต่เราจำไม่ได้ว่าในภาพนี้คือเรื่องอะไร แต่สถานที่คือ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ในช่วงที่ทรงประชวรหนัก และประทับรักษาพระอาการประชวรอยู่นานมมากที่ พระตำหนักภูพิงค์ฯ แต่ขณะที่ทรงประชวร ก็ยังทรงงานไม่ยอมพักผ่อนพระวรกายเลย เหมือนอย่างที่ พลตำรวจเอก วศิษฐ์ เดชกุญชร ท่านเล่าในรายการ ธ สถิตในดวงใจนิรันดร์ เมื่อไม่กี่วันนี้

ครั้งนั้นประชวรหนัก ประทับพระตำหนักภูพิงค์ฯ นานมาก นานมากจนเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณพ่อตัดสินใจมีบ้านที่เชียงใหม่อีกหลัง

และในการนี้ ขอบันทึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่เราเคยได้รับจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมัยนั้นที่คุณพ่อรับเราเป็นลูกบุญธรรม จะเจ็บจะป่วย พ่อจะพาเข้าวังสวนจิตรลดา ไปพบแพทย์หลวง พ่อทำเรื่องไว้ที่กองการแพทย์หลวง ว่าเราเป็นลูกสาว ใช้เบิกตามสิทธิของพ่อ นั้นหมายความว่า ไม่ว่าเราจะเจ็บป่วยกี่ครั้งกี่หน จะไม่ต้องเสียเงินสักบาท ถ้าเข้าวังมาหาหมอหลวง และถ้าป่วยมาก หมอหลวงจะทำเรื่องส่งตัวไปศิริราชหรือที่ไหนตามแต่แพทย์จะเห็นสมควร

นั้นหมายความว่า ยาทุกเม็ดที่เรากิน คือพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ หมอทุกท่านที่ตรวจ คือ พระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

บุญคุณที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเรา คือ พระมหากรุณาธิคุณที่ได้ทั้งหมอ ทั้งยาพระราชทาน และบุญคุณที่สอง คือ พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด และพ่อแม่บุญธรรมที่ชุบเลี้ยง ตลอดจนนำพาชีวิตเราให้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ จนหายป่วยไปทุกครั้ง

จนวันหนึ่ง ทำประกันสุขภาพ เวลาป่วยไข้จึงไม่อยากรบกวนคุณพ่อ เกรงใจมากๆ และไม่อยากให้พระเจ้าอยู่หัวต้องเสียพระราชทรัพย์กับค่ารักษา ค่ายาของเราอีก คิดได้อย่างนั้น พอป่วยก็เริ่มไปโรงพยาบาลเอกชน ไปครั้งแรกก็เจอ คุณหมอระพีพล จำได้ว่าคิดค่า doc fee ครั้งแรกแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นผ่านไปอีกเกือบ 20 ปี ไม่เคยคิดเงินเราเลยสักบาท

สำหรับเรา จึงมีอยู่ 3 บุญคุณที่ยิ่งใหญ่ คือ1) พระมหากรุณาธิคุณ 2) บุญคุณพ่อแม่บังเกิดเกล้า และพ่อแม่บุญธรรมที่ชุบชีวิต 3) บุญคุณคนที่ดูแลสุขภาพชีวิตเรามาด้วยความบริสุทธิ์โดยไม่เคยหวังสิ่งตอบแทนมายาวนาน

สำหรับเด็กกำพร้าพ่อและบ้านแตกสาแหรกขาดและป่วยด้วยอย่างเรา ทั้งสามบุญคุณจึงสำคัญมาก มีชายคาบ้านให้อาศัยอย่างอบอุ่น มีความรัก ความเมตตา มีหยุกยาอย่างดี มีหมอหลวงดูแล หรือกระทั่งป่วยโรคหัวใจต้องสวนจี้ไฟฟ้าหัวใจ คุณพ่อกราบบังคมทูลขอพระกรุณา ใช้เครื่องสวนหัวใจเครื่องที่เพิ่งนำเข้ามาเพื่อถวายการรักษาพระเจ้าอยู่ พระองค์ท่านก็พระราชทานพระบรมราชานุญาติ และยังพระราชทานแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้อีกด้วย

ถึงเราจะเป็นแค่ลูกบุญธรรม แต่ลูกแท้ๆของท่าน มักจะบ่นน้อยใจเสมอว่า เราเป็นคนเดียวที่คุณพ่อต้องรีบกลับมาจากตามเสด็จฯแปรพระราชฐาน เพื่อพาเราไปหาหมอในวังสวนจิตรฯ เป็นแบบนี้อยู่ตลอด นอกนั้ยคุณพ่อให้ขับรถไปเอง เพราะถือว่าเป็นลูกชาย ดูแลตัวเองกันได้

เรารู้ดีว่าได้รับความกรุณาจากทั้งคุณพ่อ คุณแม่มาก เพราะถ้าคุณพ่อกลับมาไม่ได้จริงๆ คุณแม่นี่แหละจะพาไปเอง

จนมาถึงเปลี่ยนมือไปเป็นคุณหมอระพีพลดูแลเรื่องสุขภาพ ดูแลเอาใจใส่ชนิดที่เรียกว่า ครั้งไหนที่หมอคนอื่นจะลงความเห็นว่า ไม่ไหวมั้ง เอาเถอะ หมอระพีพลยื้อได้ ไม่เป็นอะไร ไม่ตาย

บางครั้งก็มานั่งคิดว่า .. ในความบกพร่องขาดๆเกินๆของชีวิต ยังมีความโชคดี และ ดีอย่างเหลือล้นอีกด้วยที่เกิดขึ้นในชีวิต ต้องทำบุญอะไรไว้ถึงจะเจอผู้มีบุญคุณใหญ่สุดในชีวิตแบบนี้

ขอน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ตราบจนวันสิ้นลมหายใจ

มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร_ฉันจะไม่ลืม

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , ,

วัดถ้ำขาม

Photo taken by Me,

นึกถึงสมัยเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อน ที่ได้ยินผู้ใหญ่เล่าสู่กันฟังเสมอในยามที่อยู่สกลนคร ท่านๆเล่ากันว่า ปกติสมเด็จฯทรงสนทนาธรรมกับพระเกจิอาจารย์สายพระป่าในจังหวัดทางภาคอีสานอยู่เป็นประจำ และมีอยู่เรื่องหนึ่งที่ติดอยู่ในใจของทุกท่านที่ได้อยู่ในวันนั้นด้วย นั้นคือ เรื่องที่พระเกจิผู้ใหญ่ท่านนั้น ได้กราบบังคมทูล สมเด็จฯ ในเรื่องการเลี้ยงไหม การทอผ้าไหม…-นั้นเป็นบาป ไหมแต่ละตัวก็เท่ากับหนึ่งขีวิต และผ้าไหมแต่ละผืนต้องใข้ไหมเท่าไหร่

สมเด็จฯตรัสว่า งานทอผ้าไหมทำให้ชาวบ้านมีงานทำเป็นอาชีพเสริมหารายได้ช่วยครอบครัว และผ้าไหมไทยมีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของต่างชาติอย่างมาก ถ้าจะต้องบาป แต่ชาวบ้านมีงานทำ พระองค์ท่านจะทรงแบกรับบาปทั้งหมดนั้นไว้ด้วยพระองค์เอง

หลังจากนั้นอีกนาน ก็เคยมีคนถามว่า ทราบมั้ยว่า พระเกจิอาจารย์ท่านนั้นคือองค์ไหน เราตอบว่าไม่กล้าจะเจาะจงหรอกค่ะ แต่..ทุกเดือนผู้แทนพระองค์สมเด็จฯ จะต้องเชิญดอกไม้ เครื่องหอมมาสักการะ ณ สถานที่แห่งนี้เป็นประจำ ไม่เคยขาดเลย ยิ่งทำให้เรารู้สึกตลอดเวลาว่า พระราชภาระในพระราชหฤทัยที่ทรงแบกรับไว้นั้นหนักอึ้ง แต่เพื่อประโยชน์สุขของราษฏร ทุกข์และบาป พระองค์ท่านทรงแบกรับไว้ส่วนลึกอยู่ตลอดเวลา

ขอจงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

 

ป้ายกำกับ: , ,

ความรัก ความผูกพันและพลังแห่งแรงศรัทธา

ณ ที่แห่งนี้ มีความรัก ความผูกพัน และ แรงศรัทธา

ถ้าสะพานแห่งนี้สามารถบูรณะได้แล้วเสร็จภายในอาทิตย์หน้าตามที่ตั้งใจไว้ นี่คือ มหัศจรรย์แห่งรักอย่างแท้จริง

ตลอดช่วงเวลาที่มีกระแสข่าวความไม่โปร่งใสในการจัดจ้างซ่อมสะพานมอญ มีเสียงมาให้ได้ยินมาบ้างว่า ปรกติชาวมอญไม่เคยลุกขึ้นมามีปากมีเสียงขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ขนาดมีข้าราชการในพื้นที่แสวงหาประโยชน์กับพวกเขามาหลายต่อหลายเรื่อง ก็เห็นเงียบ เช่นเรื่องการให้สัญชาติกับชาวมอญ เป็นต้น

คนมอญกับพระพุทธศาสนา เป็นความเหนียวแน่นทางจิตวิญญาณอย่างสูงสุด คนมอญพลัดถิ่นที่มาอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยตรงนี้ มีหลวงพ่ออุตตมะเป็นที่พึ่งพิงทางจิตวิญญาณและเอื้อเฟื้อให้อยู่อย่างถูกรังแกน้อยที่สุด

สมัยก่อนที่พ่อไปรอเข้าพบหลวงพ่ออุตตมะ ความจริงสิ่งหนึ่งที่เคยได้ยินกันหูตัวเองคือ จะหาชาวมอญที่ยอมสละละทิ้งพระพุทธศาสนาตามสิ่งยั่วยวนขิงลัทธิล่าอาณานิคมผ่านทางการศาสนา หายากหรือแทบไม่มีเลย

ทั้งที่ชาวมอญก็อยู่อย่างแร้งแค้น ไร้แผ่นดิน ไร้เอกราช อาจจะยอมรับความช่วยเหลือด้านอื่น แต่ไม่มีทางที่จะยอมเปลี่ยนศาสนา

นั้นคือคนมอญ ไม่ใช่พม่า

เมื่อสะพานมอญโดนสายน้ำพร้อมซากซุงพัดขาด เมื่อมีพ่อเมืองที่ล้อเล่นและดูแคลนกับแรงศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ เหยียบย้ำความรัก ความศรัทธา และยังมีความไม่ชอบมาพากลในการจัดจ้างบูรณะสะพานมอญแห่งนี้

ความเกรี้ยวกรวดของคนมอญในพื้นที่แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั้นคือเสียงสะท้อนของพลังแห่งความศรัทธาอันมากมายจนคนทั้งประเทศได้ยิน

นี่คือคำตอบว่า ทำไมคนมอญถึงลุกขึ้นมามีปากมีเสียงให้ได้ยินค่ะ

IMG_9628.JPG

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

อาญารัก

image

เพราะ “บุญ” เคยทำ
ฤๅจาก “กรรม” ปางไหน 
ที่ทำให้ทุกชีวาต้องมาพบกัน 
ร่วมร้อยร่วมเรียง เรื่องราวที่ผูกพัน 
แต่ละคน…ต่างที่มา

ชดใช้เวรกรรม ที่เคยทำกันไว้ 
ได้เจอวันที่หวานชื่นคืนแห่งน้ำตา 
ไม่อาจฝืนเส้นทาง ถูกวางให้เกิดมา
ตามชะตา…เกิดเป็นใคร

ล่องเรือชีวิต ที่ลิขิตมาด้วยกัน
แต่ละวันแล้วแต่ “กรรม” พาไป 
ไม่มีใครรู้ จะสิ้นสุดลงที่ใด 
จุดจบที่ปลาย…ใครเศร้า…ใครสุขสันต์

ขอจงมั่นใจ ให้ความดีคอยคุ้ม 
สุขห่างหายทุกข์รายรุมล้อมอยู่ทุกวัน 
หมดเวรเมื่อไร หมดกรรมที่ผูกกัน 
อีกไม่นาน…คงได้ดี

ทำดีไว้…ต้องได้ดี

-อาญารัก

 

ป้ายกำกับ: , ,

ตลาดสุเทพ

image

image

image

อาหารพื้นบ้าน แต่ถ้าใครมาแถวนี้ตอนเช้าต้องแวะทานโจ๊กกาดต้นพยอมอันลือชื่อและค่อยแวะเข้าตัวตลาด หาซื้อสารพัดอาหารกลับไปทานต่อที่บ้าน

ร้านที่แวะมานี้ อาหารไม่แพง ตักถุงละ 10-15 บาทเท่านั้นเอง 

และข้อมูลกาดต้นพยอมจาก เชียงใหม่ดอทคอมค่ะ

ตลาดสุเทพ (ต้นพะยอม) แห่งนี้เก่าแก่หลายชั่วอายุคน เหตุที่เรียกตลาดต้นพยอม ในอดีตบริเวณนั้นคงจะมีต้นพะยอม หรือ ที่คนเมืองเรียก ต้นขะยอม ซึ่งเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมไกล

เมื่อปี พ.ศ.2503 รัฐบาลได้มีมติให้จัดตั้งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ พื้นที่ป่าพะยอมบริเวณเชิงดอยสุเทพดังกล่าว และมีการสร้างสนามบินในอีกหลายปีถัดมา เมื่อมีผู้คนหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น บรรดาพ่อค้าแม่ขายในละแวกนั้นจึงหอบกระบุงกระจาด เอาเห็ดป่า ของป่า อาหารการกินมานั่งขายบริเวณร่มไม้ใต้ต้นพะยอมใหญ่ 3 ต้น ใกล้ทางเข้าสนามบิน ตอนเย็นเมื่อนักศึกษาและคนทำงานเลิกงานก็จะมาแวะซื้อกัน และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของ ‘ตลาดต้นพยอม’ ที่ยังคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ โดยสังเกตได้จากภาพในอดีตที่คุณลุงบุญเสริม สาตราภัย ได้บันทึกไว้ เป็นภาพถนนสุเทพในปี พ.ศ.2513 ที่ยังคงมีต้นไม้น้อยใหญ่เรียงรายเต็มสองข้างทาง ราวกับป่ารก บริเวณฝั่งขวาของถนน ปัจจุบันคือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ส่วนไม้ยืนต้นสูงชะลูดตรงสุดปลายถนนก็คือต้นพะยอมบริเวณหน้าตลาดต้นพะยอม ในปัจจุบัน

ตลาดสุเทพ (ต้นพะยอม) นั้นเป็นตลาดเก่าแก่ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสี่แยกที่จะขึ้นไปดอยสุเทพ ตลาดแห่งนี้มีของสารพัดที่ชาวบ้านจะนำมาขาย ทั้งอาหารสด ผัก ผลไม้ และอาหารสำเร็จรูปมากมาย เป็นตลาดที่ชาวบ้านจับจ่ายในวิถีชีวิตคนเมือง ปัจจุบันปรับเปลี่ยนเป็นตลาดสำหรับผู้มาเยือน โดยเฉพาะไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม แหนม แคบหมู ดอกไม้ ผลไม้เมืองหนาว และผลไม้ตามฤดูกาล สินค้าพื้นเมือง เป็นแหล่งรวมอาหารพื้นเมืองและของฝากจากเชียงใหม่ ที่ใหม่สด สะอาด อร่อยและราคาสมเหตุสมผล

 

ป้ายกำกับ: , , ,

คม ละคร อีสา

image

อีสา   “ดอกไม้ก็สวยอยู่แล้วนี่คะ แล้วจะเอามาร้อยมาลัยอีกทำไมกัน”

หม่อมพริ้ม   “ดอกไม้ที่อยู่บนต้นมันก็มีสวยบ้าง ไม่สวยบ้างตามประสา  แต่ถ้าเราเก็บมาร้อยมาลัย มันก็จะสวยงามเป็นระเบียบเสมอกัน”

อีสา   “แต่ถึงจะสวยยังไง สุดท้ายก็แห้งเหี่ยวแหง่แก๋”

หม่อมพริ้ม   “คนกับดอกไม้ก็เหมือนกัน วันหนึ่งก็ต้องมีแห้งเหี่ยวโรยรา แต่ก่อนที่จะแห้งเหี่ยวไป ก็ควรอยู่อย่างมีคุณค่า เป็นที่เจริญตาเจริญใจแก่ผู้พบเห็น”

คำคมจากบทสนทนาระหว่างหม่อมพริ้มและอีสา  จากละครเรื่อง “อีสา”

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

เกสรทั้ง 9

25560715-163223.jpg

เกสรทั้ง 9

ในวันที่ “หดหู่ซ้ำซาก” จากสถานการณ์บ้านเมืองเกสรทั้ง 9 ช่วยบรรเทาอาการไม่พึงประสงค์หลายอย่างได้ดี เพิ่งลองหยิบมาใส่ปากได้ 2 มื้อ รู้สึกว่าอาการจากความตึงเครียดลดลง

เป็น”ยาเย็น”ที่ให้ความสดชื่นได้ดี เป็นยาตำรับไทยโบราณที่คุณตา นำมาเข้าเครื่องยาอื่นๆ เคยได้ใช้มาแต่เด็กอยู่บ้าง

ยังแอบคิดต่อว่า ถ้ากินพร้อมกับ”โสมเย็น” จะดีมั้ย??

ปรกติกินโสมเย็นอยู่แล้ว กินโสมร้อนไม่ได้ แต่โสมเย็นก็ให้พลังงาน สมองปลอดโปร่ง ต้านความเครียดได้ดี มีกำลังวังชาเหลือเฟือ

แต่..ยังขาดคุณสมบัติชุ่มชื่นหัวใจแบบ”เกสรทั้ง 9″ ถ้ากินร่วมกันได้ในมื้อตื่นนอนคงจะดี อย่างนี้ต้องลองดู

ข้อมูลจาก ศูนย์สมุนไพรทักษิณ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร

http://herbal.pharmacy.psu.ac.th/index.php?option=com_content&task=view&id=41&Itemid=58

พิกัดเกสรทั้ง 9
สรรพคุณทางยา : กลิ่นหอม รสเย็นสุขุม บำรุงหัวใจให้ชื่นบาน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน แก้ตามัว ชูกำลัง แก้ลมทำให้หูอื้อ เป็นยาล้อมตับ ดับพิษ บำรุงตับ บำรุงปอดให้เกิดกำลัง

ตัวอย่างสมุนไพร :

1. ดอกมะลิJasminum sambac (L.) Ait. OLEACEAE

2. ดอกพิกุลMimusops elengi Linn. SAPOTACEAE

3. ดอกสารภีOchroearpus siamensis T. And. GUTTIFERAE

4. ดอกบุนนาค Mesua ferrea Linn. GUTTIFERAE

5. เกสรบัวหลวง Nelumbo nucifera GaerinNYMPHAEACEAE

6. ดอกจำปา Michelia champaca Linn. MAGNOLIACEAE

7. ดอกกระดังงาไทย Cananga odorata Hook.f.& Th. ANNONACEAE

8. ดอกลำเจียก Pandanus teclorius Bl. PANDANACEAE

9. ดอกลำดวน Melodorum fruticosum ANNONACEAE

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , ,