RSS

Category Archives: พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม)

ข้างหลังภาพ

วันนี้นึกถึงภาพตอนไปถ่ายสัมภาษณ์นิตรสารเล่มนี้ เหตุเพราะนักฟุตบอล Fabrice Muamba ฟุบล้มลงคาสนามเมื่อคืนนี้

ช่วงนั้นทีม บก.นิตยสารติดต่อขอสัมภาษณ์มาหลายครั้ง แต่..เราขอเลื่อนไปหลายรอบ ไม่ใช่หยิ่ง เพราะไม่ใช่คนดังคิวทองแต่อย่างไร

แต่เหตุที่ต้องเลื่อนนัดหลายครั้ง เป็นเพราะ..ติดภารกิจต่อเนื่องอยู่ภาคสนาม”ภารกิจของผู้หญิงข้างถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์” เราเลื่อนนัดจนเกรงใจ จนสุดท้ายทีม บก.บอกว่าจะต้องปิดเล่มให้ทัน ถ้าเราไม่สามารถไปทำตัวแต่งสวยให้เขาถ่ายรูปที่ สำนักพิมพ์ เขาจะยกกองมาสัมภาษณ์ที่มัฆวานฯแทน

ทำให้เราต้องบอกว่า “ฟังนะ พี่ให้สัญญาว่าจะไม่มีการเลื่อนนัดใดๆเกิดขึ้นอีก ถ้าจบจากการพยายามสลายการชุมนุมในสมัยสมัคร สุนทรเวช..เป็นนายกฯในวันนั้น ถึงพี่จะอยู่ในสภาพไหน ก็ยินดีให้มาถ่ายทำสัมภาษณ์ได้ เพียงแต่ช่วงนี้พี่ไปไหนไม่ได้เลย และการที่จะให้พวกคุณมาในที่ชุมนุมตอนหน้าสิ่วหน้าขวาน พี่ไม่กล้า พี่รับผิดชอบชีวิตพวกคุณไม่ได้”

ช่วงเวลานั้น แทบลืมคำว่า”พักผ่อน นอนหลับ” หลีงไม่เคยสัมผัสที่นอนแสนสบายที่บ้าน ไม่เคยนอนบ้านเลย อย่างมากคือกลับมาอาบน้ำ เจอหน้าลูกสาวบ้างและก็ต้องออกไป

เกินกว่า 48 ชั่วโมงได้นอนสักงีบ คือสิ่งที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอ ชีวิตที่เป็นคนป่วยโรคหัวใจเคยผ่านช่วงเวลาวิกฤตินาทีชีวิตมาแล้ว ลืมพับทิ้งไว้ได้เลย แต่แอบกินยา ทั้งยาหัวใจ ยาแก้แพ้อากาศ เพราะเราแพ้”ฝุ่น”ขั้นรุนแรง แต่สู้ ดังนั้นยาเพียบ และใจสู้ด้วยกระมัง ลืมความทุกข์ร้อนของร่างกายตัวเองไปหมด

ตำรวจจะเข้าสลายการชุมนุมช่วงเช้า แต่ทั้งคืนจะเป็นสงครามจิตวิทยา ข่มขวัญให้กลัว ถ้าเกิดความกลัวเมื่อไหร่คือการพ่ายถอย แต่..ความรู้สึกต่างๆเหล่านี้ไม่มีให้ปรากฏในใจของทุกคน

ตอนเช้าจรดบ่ายของวันรุ่งขึ้น เราร่วมกับ”การ์ดส่วนหน้า” ประชิดกับตำรวจตระเวนชายแดนอยู่บนพื้นที่คนละครึ่งของสะพานมัฆวานรังสรรค์ ท่ามกลางแดดจ้า ที่ไม่มีใครคิดจะถอยแม้แต่ก้าวเดียว

เหตุการณ์”วัดใจ”ผ่านไปด้วยดี ทั้งที่คำสั่งยิงแก๊สน้ำตา กาบรรจุกระสุนเตรียมยิง เรามองเห็นตลอดอยู่เบื้องหน้า แต่ต้องยอมรับนะว่า ถึงจะผ่านแต่ละช่วงเวลาเหล่านี้มาได้ เหนื่อยล้าพอควร

ค่ำนั้นไปทานข้าวกับ”นิตยา พันธมิตรตาก และน้องโรจน์”ที่สโมสรสนามม้านางเลิ้ง เริ่มอาการไม่ดี. ออกปากกับนิตยาว่า มีไทนินอลมั้ย เหมือนจะเป็นไข้ ทานข้าวเสร็จเดินกลับมาที่รถ จอดอยู่ข้างถนนไม่ไกลจากสะพานมัฆวานฯ เดินมากับน้องโรจน์

ปรากฏว่า..จู่ๆเรารู้สึกเหมือนหมดแรง แต่ไม่มีอาการเป็นลมมาก่อนแต่อย่างไร แค่รู้สึกตัวร้อน และไข้ขึ้นเร็วมาก จากที่รู้สึกร้อน อยู่กับแสงแดดที่แผดเผามาตลอดวัน ทำไมคืนนี้รู้สึกหนาวมาก ทั้งที่เหงื่อท่วมตัว อากาศคงอบอ้าวเกินไป เหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมานั้นแหละ อยู่กับสภาพแบบนี้จนร่างกายชินแล้ว จะป่วยแค่ไหนก็เหมือนไม่ป่วย

นาทีนั้น เรากำลังเดินอยู่ข้างถนน แต่..จังหวะที่กำลังก้าวเดิน เกิดหมดแรงและเข่าสองข้างล้มลงกระแทกพื้นถนนเต็มที่ แต่ไม่หมดสติ รู้สึกเหนื่อย เพลีย หมดแรง อาการแค่คนเป็นไข้ทั่วไป ตัวร้อน

แค่การที่วูบลงไปแบบนั้น เข่าสองข้างกระแทกพื้นอย่างแรง ทำให้เกิดการบาดเจ็บที่กระดูกเข่า แผลภายนอกที่เลือดซิบๆดูจะไม่ทำให้ตกใจใดๆ เท่าปวดเข่าอย่างรุนแรงจนเดินต่อไปไม่ได้

คืนนั้นได้กลับบ้านอย่างทุลักทุเล และจะมีโอกาสได้หลังแตะผิวที่นอนอันแสนนุ่มสบายที่บ้าน คือ ภาวะยามที่ร่างกายเกิดวิกฤติแบบนี้เท่านั้น

จะทำยังไงอีกสิงวันต้ิงไปสัมภาษณ์ จะไม่ผิดคำพูด!!

เราไปจริงๆ ท่ามกลางความว้าวุ่นใจของบรรดาทีมงาน ไปถึงสำนักพิมพ์ น้องๆมาต้อนรับอย่างดี มาประคอง เพราะต้องรีบพาไปแต่งหน้า ทำผม และต้องเปลี่ยรเสื้อผ้าหลายชุด ..นั้นคือแพลนงานของทีมงาน

แต่เราบอกว่าไม่ต้องทำผม แต่งหน้า ที่พี่แต่งหน้ามานี้ พอรับไหวมั้ย คือสภาพร่างกายแย่มาก จะให้เดินไปถ่ายรูปมุมไหนของสวน ต้องประคองกันไป ..ปวดทรมานมากอ่ะค่ะ แต่สงสารทีมงานมาก ที่เราทำภาพที่ควรจะต้องปรากฏต่อสายตาสาธารณะผิดรูปแบบของ ค่ายหนังสือยักษ์ใหญ่ ที่ต้องเนี๊ยบทุกกระเบียดนิ้วกับผลงาน

จากภาพนี้…ฉันตัวบวม จากแสงแดด และกินยาแก้ปวดกระดูก พิงอยู่มุมเสานี้ กัดฟันเชียวนะคุณ เพราะสวนเขาใหญ่มาก กว่าจะเดินมาถึง ปวดค่ะปวด แต่ต้องถ่ายรูปเยอะ เพราะหนังาือลงรายปักษ์ต่อเนื่องสองเล่ม เสื้อผ้า หน้าผม ต้องเปลี่ยนอย่าน้อยสองชุด

แต่เราไม่มีมาดของคนสวยที่พร้อมจะเตรียมตัวให้ถูกบันทึกภาพเอาเสียเลย

รู้สึกสงสารทุกคนที่ต้องมาเกี่ยวข้องกับชีวิต ที่ฉันไม่ด้อย่างใจเอาซะเลย เพราะความเป็นจริงเบื้องหลังภาพนี้ ทรมานกว่าจะอธิบาย ไม่ใช่แค่ปวดเข่า เดินลำบาก แต่หัวใจยังเต้นเร็วมากผิดปรกติ ความดันโลหิตสูง

หลังจากนั้น เราไม่รับงานที่เข้ามาขอถ่ายหรือสัมภาษณ์อะไรอีกเลย เกรงใจอย่างที่สุด อยากนะ อยากแต่งตัวสวยๆ แต่งหน้าเนี๊ยบๆมีรูปอยู่บนพื้นที่ต้องนิตยสารต่างๆเหมือนสมัยวัยรุ่นที่เคยเกือบได้เป็นนางแบบเป็นงานประจำ แต่พ่อไม่ปลื้ม

แต่เวลาชีวิตของเรา ไม่ค่อยได้เป็นระเบียบเหมือนชีวิตคนปรกติทั่วไป นัดกันไว้คิดว่าว่าง ก็มีเหตุให้ต้องไปทำอย่างอื่นที่คับขัน พอเมื่อคืนดูภาพที่นักฟุตบอลล้มฟุบไปกลางสนามแข่งขัน ฉันภาวนาให้เขารู้สึกตัว และหายเป็นปรกติในวันหนึ่ง ขอให้”ปาฎิหารณ์” เกิดขึ้นกับชีวิตของทุกคน

ทุกชีวิตมีค่ามากจริงๆค่ะ ในฐานะที่ฉันมีโอกาสเป็นแม่คน กว่าฉันจะเลี้ยงลูกให้ผ่านไปได้แต่ละวันอย่างที่เขาควรจะต้องมีความสุขและปลอดภัย จะต้องใส่ใจดูแลอย่างใกล้ขิด และเสียสละอย่างมาก

ขอให้คุณได้ตื่นขึ้นมา Fabrice Muamba ครอบครัวอันเป็นที่รัก พวกเขารอการกลับมาของคุณอยู่ค่ะ

 

My Live in ruins w/Ispotin’s party

 

ป้ายกำกับ: , ,

ดื้อเงียบ

เมื่อวานขับรถกลับถึงบ้านยังไม่ทันจะก้าวลงจากรถ แม่..เดินอย่างรีบร้อนมาหาถึงที่รถ พร้อมบอกว่า “พันธมิตรจะชุมนุมกันวันที่ 10 นี้ แล้วจะไปหรือเปล่า?”

ไม่ได้ตอบแม่ในทันที เพราะในสมองมีเรื่องให้ไตร่ตรองหลายอย่าง ความจริงแม่ก็รู้ว่าวันที่ 5 ฉันเดินทาง…ไม่อยู่ และไม่อยู่นานกว่าที่เคยจากไปไหนไกลๆทุกครั้ง

แต่ฉันยังไม่ได้บอกกับแม่ว่า “หม่อน”เรียนจบ และวันที่รับหมวกเป็นพยาบาล ฉันรับปากหม่อนไปแล้วว่า จะอยู่ร่วมแสดงความยินดี นั้นแปลว่า ฉันจะไม่ได้เดินทางตามกำหนดเดิมคือ..วันที่ 5 ที่จะถึงนี้

และพอมีเรื่องของการกำหนดท่าทีของพันธมิตร…ในเรื่องของส่วนรวมนั้น ฉันรู้วดีว่ามีอะไรจะตามมา ต้องทำอะไรบ้าง.

แต่ในเรื้องของความรับผิดชอบต่อ”เรื่องส่วนตัว” คล้ายๆว่า ฉันน่าจะมีปัญหาต้องเคลียร์กับหลายฝ่ายเยอะมาก. คนแรกคือ แม่..แม่แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่อยากให้ฉันไปชุมนุม ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รักชาติหรือแม่ไม่เข้าใจปัญหาในชาติ แม่ร้อนใจทุกวัน และที่ผ่านมาหลายปี แม่ไม่ห้าม ทั้งที่รู้ว่าลูกตกอยู่ในอันตรายหลายครั้ง แต่แม่บอกว่า ไปทำหน้าที่เผื่อแม่ด้วย

แต่คราวนี้ที่แม่ไม่อยากให้ไป เพราะแม่รู้ตัวว่าแม่สุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เรี่ยวแรงแม่ถดถอยไปมากด้วยวัยที่มากขึ้น แม่หวั่นว่าฉันจะประสบเหตุทำให้ต้องพักรักษาตัวนานๆอีก และจะมีปัญหาในเรื่องความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อครอบครัว เพราะต้องดูแล”ฮายา”ในช่วงที่กำลังจะก้าวผ่านช่วงรอยต่อของความเป็นเด็กสู่วัยรุ่นตอนตัน เพราะฮายากำลังติดแม่มาก เขาต้องมีแม่คอยชี้นำและให้ความอบอุ่นอย่างที่เป็นอยู่

แม่เห็นฉันเงียบ นิ่ง ไม่ตอบอะไร แม่พูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “อย่าไปเลยนะ!!”

จนถึงวันนี้ ฉันก็ยังไม่ได้ตอบอะไรกับแม่เลย

ฉันจะขออยู่เงียบๆเพื่อคิดทบทวนว่า จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดได้อย่างไร

….

ภาพนี้ที่”หนองประจักษ์” ข้ามวันใหม่โดยที่ยังไม่มีใครได้พักผ่อนหรือเอนหลัว. และกลางดึกนั้น มีข่าวว่า ขวัญชัยจะพากลุ่มคนเสื้อแดงมาถล่มพวกเราอีกด้วย

แต่มีบางอย่างที่เป็นความจริงอยู่ในภาพนี้…ในอีกมิติหนึ่งคือ วันนั้นแอนน์ยังเดินไม่ได้ วันที่แอนน์ไปวันนั้น คือวันแรกที่ขับรถออกจากบ้านด้วยตนเองหลังเดินไม่ได้มานานมาก ((ในรูป))ถึงต้องพิงพี่ดอน ตอนเข้ามาหนองประจักษ์ พี่สมชายต้องจับมือให้เดินเกาะแทนไม้เท้า

วันก่ินที่จะไป”หนองประจักษ์”กันในครั้งนั้นแม้นแต่พี่สมชายก็ประเมินว่า ไม่น่าจะเดินได้ทันที่จะไปไหว

แอนน์ไม่ได้เจอเพื่อนๆเลยตลอดเวลาที่ต้องพักรักษาตัว เพราะนอนอยู่บ้าน หรือแม้แต่วันที่หายเป็นปรกติ แอนน์มักจะพูดกับเพื่อนๆเสมอว่า …อย่าโกรธกันนะ ถ้าบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่นัดกิน เที่ยว แต่แอนน์ไม่ได้ไป อย่าโกรธกัน เพราะแอนน์ต้องดูแลครอบครัว

แต่ถ้าตอนไหนที่มีปัญหาอะไร จะเจอแอนน์

ไอ้เจ้าน้องฮิมในรูป. ตัวสูงๆผิวเข้มที่สุดน่ะ เขาเคยอยู่บ้านเดียวกับแอนน์มาหลายเดือน เขาบอกว่าหลายครั้ง. หลายวัน..ที่อยู่ในเวลาการชุมนุม มีคนมาตามหาพี่แอนน์ ว่าพี่แอนน์ไม่มาหรือ

ฮิมจะบอกว่า..ถ้าวีนไหนที่เจอหน้าพี่แอนน์ แปลว่าวันนั้นมีปัญหา วันไนที่มีปัญหาพี่แอนน์จะอยู่ทุกครั้ง

ในชีวิตนี้ แอนน์มีเพื่อนไม่มาก สังเกตจากใน FB แจอนน์ไม่เคยกดรับแอดใครมานานมาก. เพราะที่แอดมานั้น แอนน์ไม่รู้จะจัก แอนน์จะคุยอยู่กับเพื่อนแค่ไม่กี่คน เหมือนกันกับเวลาอยู่ในที่ชุมนุม แอนน์จะอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆการ์ด ที่คบกันมานานมาก. อยู่ไม่กี่คน

แอนน์รู้…ว่าสถานการณ์ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ในระดับไหน รู้ว่าครั้งนี้..ไม่มีคำปรานี ต้องจับตาแกนนำว่าจะมีใครไปแอบฮั้วอะไรมั้ย…แต่สุดท้าย. การดดันเพื่อเจรจา นี่คือวิถีการรบชนิดหนึ่ง

หลีกเลี่ยงความรุนแรงยาก. และความุรนแรงครั้งนี้. ถ้าควบคุมไม่ดี..เกมส์และชะตาชีวิตจะพลิกไปเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยกับมันอีกเลย

แอนน์เชื่อว่า น่าจะมีการต่อรองเพื่อการเจรจาในรูปแบบอื่นๆที่ต้องกระทำคู่ขนานกับการชุมนุมพร้อมกัน

แต่ไม่ทราบว่าจะจบลงด้วยดีได้จริง ..ไม่ค่อยเชื่อ เพราะยังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นตัวแปรสูวาุด แต่เอ่ยถึงไม่เหมาะ

ตอบยากว่าจะแรงแค่ไหน… ทหารก็ต้องออกมาประทะกัน. ประชาขรที่สนับสนุนทักษิณกับคนรักในหลวงก็ฆ่ากันไป

กว่าฝุ่นจะจาง…กระบี่ยังอยู่ในมือใคร!!!

……
 
แอนน์เคยคุยโทรศัพท์กับคุณแหม่มแล้วร้องไห้ไปด้วย คือวันที่พี่แดนทวิตด่าด้วยความเข้าใจผิดแอนน์บอกคุณแหม่มว่า แต่สิ่งหนึ่งที่พี่แดนเขาพูดถูก คือ..แอนน์ต้องดูแลครอบครัว เพราะนั้นคือสิ่งที่เป็นของแอนน์จริงๆ และเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดี ให้สมกับที่เป็นทั้งแม่และลูก

เพราะตลอดเวลาที่บาดเจ็บใหญ่ 2 ครั้ง เดินไม่ได้กับ สมองแทบน๊อค แม่ต้องคอยมาหาข้าวให้แอนน์กิน ต่อให้มีแม่บ้านคอยทำให้ก็ตาม แต่แม่ไม่เคยทิ้งให้แม่บ้่นดูแลแอนน์ตามลำพัง แม่จะดูว่าเอาอะไรให้กิน และเรากินอะไรได้บ้าง ชอบอะไรบ้าง มื้อนี้กินอะไรเหลือ อาการแต่ละชั่วโมงดีขึ้นหรือทรุดลง. สีหน้าสดใสขึ้นหรือหน้าซีด

แม่จะสังเกต เพราะแอนน์ไม่ค่อยบ่นว่าปวด แม่ต้องอ่านเอาเองจากกริยาอาการของลูก

ส่วนน้องฮายา..จะไม่ยอมไปไหนกับใครทั้งนั้น ทั้งที่อยากไปใจแทบขาด เขาเลือกที่จะมาอยู่ไม่ห่างแม่ แต่จะไม่นอนเตียงเดียวกับแม่ เพราะกลัวเผลอมาโดนขาทำให้แม่ปวด

แอนน์เล่าให้คุณแหม่มฟังว่า ช่วงนั้นฮายากลายเป็นเด็กกลัวคน และไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นบันไดเลื่อน คือสภาพจิตใจเขาแย่ไปเลย หลายครั้งที่แอนน์เป็นคนที่ทำให้ลูกต้องตกอยู่ในสภาวะที่”กลัวสุดขีด” เพราะเขาเห็นข่าวจากหน้ารัฐสภาฯรุนแรงเกินว่าเด็กน้อยจะทนไหว. แม่ตัวเองอยู่ในนั้นอ้าว..ทำไมแม่กลับมาแล้วต้องเข้าเฝือก ทำไมแม่เดินไม่ได้ ทำไมบางวันแม่มีเลือดเหมือนโดนขุดตามตัว ทำไมวันนั้น..กลับมาหน้าบวมและแม่หมดสติไป

แอนน์สร้างความหวาดวิตกให้กับฮายา. รู้ตัวดีว่า …เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฮายาตกอยู่ในสภาพที่เลสร้ายมานาน

ถึงเวลาที่สุขภาพดีขึ้น แอนน์ต้องชดเชยให้ฮายา

ทุกวันนี้..เราแม่ลูกกลับมานอนห้องเดียวกัน เตียงเดียวกัน เวลานอนต้องจับมือกันไว้ จะทุ่มเทเวลาที่มีอยู่ให้ฮายากับแม่

นี่คือสาเหตุที่แอนน์ยังไม่มีเวลาให้ตัวเอง ที่จะมีความสุขกับคนที่รักได้เลย จนกว่าแอนน์จะรู้สึกว่า ตัวเองชดเชยให้ฮายากับแม่เต็มที่แล้วจริงๆ

แต่..จนถึงวันนั้ แอนน์ก็ยังไม่รู้สึกว่า แอนน์ทำหน้าที่แม่และลูกได้สมบูรณ์เต็มที่มากพอที่จะทิ้งให้..ต้องกลับมาอยู่กับความหวดผวาอีกครั้ง

ฮายากลายเป็นเด็กนอนน้อย เพราะกลางคืนจะรอแม่แอนน์กลับบ้าน ทำให้ฮายามีปัญหาเรื่อง “ฮอร์โมนการเจริญเติบโต”ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ทุกวันนี้แอนน์ทำให้ฮายากลับมานอนได้ตอนสี่ทุ่ม

เขากล้าหลับก่อนที่แม่จะกลับบ้านในบางวัน. เพราะรู้ว่าเดี๋ยวแม่มา แม่ไม่ได้ไปไหรน

ถึงแม้นว่าอีกไม่กี่วันแอนน์จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แต่เดี๋ยวเขาก็จะตามไปสมทบ แม่แอนน์ไม่ได้ทิ้งเขา

ช่วงเวลาจะผ่านเราไป และไม่เคยหวนกลับมาให้เราได้ย้อนทำในสิ่งที่อยากจะทำ ถ้าเราไม่เร่งทำเสียแต่ตอนนี้ …แอนน์รู้กฎข้อนี้ดีค่ะ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

 

 แก่งกระจาน

วันที่ประเทศไทยประกาศกฎอัยการศึก ที่ กรุงเทพมหานคร

อนึ่งการเขียนบล็อคในครั้งนี้ฉันไม่ได้ปรึกษาหารือกับบุคคลที่นำมาเอ่ยถึง ถือเสียว่าฉันขออนุญาตมาณที่นี้นะคะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่แกนนำพันธมิตรมีมติประกาศจุดยืนในการยกระดับการขับเคลื่อนทางการเมืองต่อกรณีพิพาท”เขาพระวิหาร” ช่วงนั้นความแตกแยกทางความคิดของมวลชนคนพันธมิตรเริ่มทวีความรุนแรง มีรอยร้าวให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

“อย่าแบ่งแยกมวลชน”

“คุณ”ถามฉันว่าจะเข้าไปชุมนุมหรือเปล่าในวันนั้น -ไปค่ะ มีนัดกับเพื่อนๆที่เป็นการ์ด จะเข้าไปช่วงดึกๆ มีอะไรหรือเปล่าคะ

“คุณ”บอกว่าถ้าฉันเข้าไปชุมนุมให้พยายามบอกกับ”แกนนำ”ให้ได้ว่า อย่าแบ่งแยกมวลชน เพราะคนรักประชาธิปัตย์นั้นยังมี และตลอดเวลาที่ผ่านมาคนพันธมิตรกับคนรักประชาธิปัตย์เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก จริงอยู่ที่ครั้งนี้ที่พันธมิตรออกมาชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องและขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตลอดจนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับงานรับผิดชอบต่อกรณีปัญหาพิพาทเขาพระวิหาร

“คงสายไปแล้วหล่ะค่ะ เพราะแกนนำประกาศเป็นมติบนเวทีไปเรียบร้อยแล้ว “

“คุณ” ยังคงไม่ละความพยายาม ยังหาทางออกที่ดีกว่าให้ ทั้งที่คุณเองก็ออกปากว่า ไม่ทราบว่าพันธมิตรวางยุทธศาตร์สำหรับหมกกระดานนี้อย่างไร เพราะคุณไม่ได้คุยกับใครที่เป็นแกนนำสำหรับการตัดสินใจในปัญหานี้มาก่อน

และคุณก็ไม่ใช่”พันธมิตร” ไม่ใช่เสื้อเหลือง คุณไม่มีสีเสื้อ หากแต่ทำงานาเหว่างประเทศเพื่อประเทศไทย ตลอดจนคุณมีความมักคุ้นเป็นอย่างดีกับปัญหาด้านกัมพูชา คุณใช้ดุลยพินิจในด้านนี้ให้การพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และประเทศชาติจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

คุณบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพันธมิตรคือ พลังอันบริสุทธิ์ของมวลชนอย่างแท้จริงที่ออกมาขับเคลื่อนความเป็นไปทางการเมืองให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า คุณอยากช่วยรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไว้ และหวังจะทำให้เป็นกลุ่มคนที่มีพลังการขับเคลื่อนทางสังคมได้อย่างงดงามเฉกเช่นวันวานที่เคยสร้างสมความดีกันไว้

“คุณไปหาลุงจำลองนะ เข้าไปคุยกับท่าน ไปบอกกับท่านว่าอย่าแบ่งแยกมวลชนและอย่าไล่นายกฯอภิสิทธิ์ ปัญหาไหนที่รัฐบาลทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพเสี่ยงจะเสียดินแดนหรือมีอะไรหมกเม็ด ขอให้บนเวทีพูดประเด็นเหล่านั้นไป แต่อย่ายกระดับเป็นการขับไล่ เพราะจะทำให้เสียมวลชนและพลังของความเป็นพันธมิตรจะตกลงไป “

“นายกฯอภิสิทธิ์เป็นคนดี แต่คนรอบข้างไม่ดีมีเยอะ ต้องหาวิธีอื่น ไม่ใช่การขับไล่”

คืนนั้นฉันได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาคนพันธมิตรระดับแกนนำ แต่ทุกอย่างไม่คืบหน้า อ้างว่าคงต้องขอมติความเห็นชอบจากที่ประชุมแกนนำอีกที

“คุณ”บอกว่าให้บอกพวกเขาว่า คุณพร้อมจะเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับพันธมิตรเองทั้งหมด แต่ขอให้เงื่อนไขเป็นไปตามที่คุณหาทางออกให้ มีบางเสียงที่ฉันได้ยินและรู้สึกเสียใจซึ่งคนพูดคงไม่ได้ตั้งใจ

“ทำไมไม่ให้คุณที่ปักกิ่งตั้งมวลชนขึ้นมาเอง ทำใหม่ไปเลย” ฉันเสียใจที่ได้ยินแต่เข้าใจว่าคนพูดไม่มีเจตนาส่อเสียดใดๆ และที่สำคัญ ฉันเองก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆของคุณเลยด้วยตั้งใจว่า เมื่อมีโอกาสและได้คุยกับลุงจำลองเสียก่อน ฉันจะให้คุณคุยกับลุงจำลองด้วยตนเอง จะเป็นการดีที่สุด

ณ วันนั้นที่ฉันนึกถึงคำพูดนี้ กับวันนี้เมื่อนึกถึงคำพูดที่ยังคงก้องในโสตประสาทอยู่เสมอนี้นั้น ความเจ็บปวดต่างกัลับลับ วันนี้เจ็บปวดกว่า เพราะเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ฉันรู้และมั่นใจว่า คุณแค่อยากจะช่วยพันธมิตรซึ่งเป็นองค์กรข้างถนนที่มีคุณภาพให้คงไว้ โดยที่คุณไม่ได้หวังเข้ามามีส่วนกับผลประโยชน์หรือชื่อเสียงใดๆให้สะท้อนกลับมาให้ และถ้าพันธมิตรยังเข้มแข็งและเดินหมากบนกระดานที่ชื่อประเทศไทย อย่างมีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

เพราะมีอยู่วันหนึ่งหลังจากวันนั้น คุณขอไม่ให้ฉันออกไปร่วมชุมนุมแม้นจะมีการ”เขียนเสือให้วัวกลัว”ของจนท.ของรัฐฯว่าจะสลายการชุมนุม เตรียมพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์เพื่อสลายการชุมนุม “คุณ”ขอให้ฉันนอนพักรักษาอาการทาง”ประสาทตา”พักผ่อนให้หายดีเสียก่อน

ฉันบอกว่าไม่ได้หรอก เพื่อนๆของฉันอยู่ที่นั้น และยามมีเรื่องหรือสุ่มเสี่ยงจะไม่ปลอดภัยแบบนี้ ฉันจะนอนหลับได้อย่างไร ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนๆของฉัน ในขณะที่ฉันนอนหลับพักผ่อนรักษาดวงตาอยู่นี้ ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย

“คุณ”บอกว่า รัฐบาลไม่กล้าทำหรอก ทั้งที่เขาก็อยากทำรัฐบาลทั้งอยากปราบและปรามพันธมิตรไปพร้อมกัน เอาเป็นว่าถ้ารัฐบาลกล้าใช้ปืนกลมายิงพวกคุณ พวกผมจะกลับไปแก้แค้นให้เอง ไม่กล้าหรอก อย่างมากก็ใช้ย้ำฉีด เอาไว้ฉันหายป่วยแล้วอยากไปเล่นน้ำค่อยออกไป

ฉันถึงสงบลงและเข้านอนได้ในกลางดึกคืนนั้น

ย้อนกลับมาวันนั้นที่กว่าฉันจะได้มีโอกาสคุยกับลุงจำลอง ยากมากเพราะลุงรับผิดชอบทุกอย่างที่อยู่บนถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ในครั้งนี้ อุปมาได้ดังรับผิดชอบเองทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ

ลุงจำลองขอบคุณในเจตนาดี ตอนนั้นลุงรับปากว่าจะไม่ใช่คำว่าขับไล่ แต่ลุงปลอบใจฉันว่าไม่ต้องห่วง มวลชนจะเหลือแค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ อย่างไรเราก็ชนะ ซึ่งนั้นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณพยายามจะ”รวม”มวลชนกลับมาให่ได้เหมือนเดิม

การขับเคลื่อนของการเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมได้รับทราบปัญหาของประเทศในอีกหลายส่วนที่ภาครัฐฯอาจจะไม่ได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ และยิ่งกับปัญหาใหญ่ของประเทศหลายอย่างถูกปกปิดไว้ การมีภาคประชาชนจะทำให้คนทั้งชาติหันมาสนใจและมีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับปัญหาอันซับซ้อนต่างๆเหล่านั้น

ฉันมั่นใจว่าถ้าพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีคุณเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาและดำเนินการตามขั้นตอนที่คุณวางแผนการต่างๆไว้ให้ ข้อแรกคือ จะไม่มีการประกาศขับไล่นายกฯอภิสิทธิ์ แต่จะนำปัญหาต่างๆออกมาตีแผ่ให้สังคมไทยได้รับทราบปัญหา และนำ”บางสิ่ง”ให้พันธมิตรนำไปปรึกษากับรัฐบาลไทยไปใช้ต่อรองกับรัฐบาลกัมพูชา

ปัญหาการเมืองความสัมพันธ์พันธ์ระหว่างประเทศจะได้รับการแก้ไข โดยประเทศทั้งสองไม่บอบช้ำนัก กดดันให้รัฐบาลไทยใช้มาตราการทางการฑูตที่ไทยเราเหนือกว่า อีกทั้งแสนยานุภาพทางกองทัพ และพลังของมวลชนที่ยังรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นอำนาจการต่อรองกับกัมพูชา

คุณเคยอยู่กัมพูชามาก่อน และรู้จักมักคุ้นกับความเป็น “เตียบัญ”เป็นอย่างดี จะคุยกับเตียบัญถ้าไม่ใช่นักการฑูตระดับคุณประสงค์ สุ่นศิริ จะให้รู้ทันรู้ทางกัมพูชาเห็นจะยาก ฉันคงจะต้องหวังพึ่งคุณนี่แหละค่ะ เพราะอย่างไรเสียเตียบัญก็เกรงใจทางปักกิ่งอย่างมาก

และยังมีพลังและแรงผลักดันอันเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อจะต้องหันมาต่อสู้กับพลังอำนาจจาก”ระบอบทักษิณ”ต่อไปอีกด้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ฉันที่เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง จะได้มองเห็นว่าใครกันบ้างในแผ่นดินไทยเรา หวังดีและทำเพื่อประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่”คุณ”กังวลและห่วงใยมาก นั้นคือ”ความสามัคคี”ของคนในชาติ ที่นอกเหนือจาก”สำนึกชาติ” คุณพยายามจะหาทางออกเพื่อกำจัดความแตกแยกอันไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นให้ความสมานสามัคคีได้คงไว้

และ”บางสิ่ง”ที่ฉันได้เอ่ยไปนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ ณ ที่นี้ว่าคืออะไร อันตรายสำหรับฉันเกินไปที่จะอธิบายถึง”บางสิ่ง” แต่ฉันอยากอธิบายถึงความรู้สึกบางอย่างที่มี”บางสิ่ง”เป็นตัวเชื่อมให้ฉันได้รับรู้นั้นคือ ฉันซาบซึ้งน้ำใจและความวางใจที่คุณมอบให้มา แรกทีเดียวนั้น ฉันค่อนข้างตกใจแต่เมื่อคุณบอกว่า นี่คือสมบัติของชาติ ที่ควรจะอยู่กับชาติไทยและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศของเรา

แต่..”บางสิ่ง”ที่ว่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ฉันแล้วนะ ไม่ได้อยู่กับฉันนับตั้งแต่คุณทราบว่าไม่ได้อยู่ เข้าใจคำนี้นะคะ

วันนี้ที่กว่าฉันจะบันทึก”บางส่วน”จากความทรงจำที่ผ่านมาร่วมครึ่งปี ต้องรวบรวมพลังแรงใจอย่างมาก เหตุเพราะฉันกำลังระลึกถึงความหลังที่ยังสวยงาม ยังไม่มีความแตกแยกร้าวลึกรุนแรงเท่าทุกวันนี้

ฉันเขียนความทรงจำนี้ด้วยความเจ็บปวด จึงเป็นเรื่องยากที่จะพยายามบันทึกไว้เป็นตัวอักษร ทั้งที่ความทรงจำในส่วนนี้ตอกและย้ำ ถึงความผิดพลาดกับหลายสิ่งที่ฉันรักพังพินาศลงทั้งที่ ฉันมีความหวังดี ความปรารถนาดีของคุณที่พร้อมจะช่วยเหลือให้ทุกอย่างคงรุ่งโรจน์เหมือนวันคืนเก่าๆ

และฉันก็แอบมีความหวังอันเลือนลางอยู่บ้างว่า ถ้ามีบางท่านที่กำลังโกรธแค้นกันจนขาดสติได้มาอ่านสิ่งที่ฉันบันทึกจากใจนี้ จะหันหน้ากลับมาตระหนักถึง สิทธิและหน้าที่ ที่จำเป็นต้องมาคู่กัน ตลอดจนอีกหลายภาคส่วนของรัฐฯที่ทำหน้าที่ต่อบ้านเมืองไว้อย่างอ่อนแอ จะเต็มพลังความอึกเหิมให้ช่วยกันลุกขึ้นมาสู้เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และอย่างมีสติ เลือกใช้คนให้ถูกต้องกับงานต่างๆอย่างลงตัว

ส่วนฉัน แม้นจะต้องอยู่กับความทรงจำที่มีของดีอยู่เคียงข้าง แต่ฉันก็เหมือน”ขาดประสิทธิภาพ” ยังทำงานไม่แข็งขันนัก ที่จะนำพาสิ่งที่ดีที่อยู่เคียงข้างนี้ นำมาเป็นพลังเพื่อขับเคลื่อนกลไกของประเทศ ฉันก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วยเช่นกัน

ยังมีลมหายใจอยู่ ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ จะเจ็บปวดแค่ไหน แต่ฉันจะอยู่อย่างมีหวัง และจะพยายามแก้ไขข้อผิดพลาด ในหลายส่วนที่ตนเองยังทำได้ไม่เต็มที่

ฉันขอบคุณอย่างที่สุด ที่ได้มีคุณเป็นส่วนสำคัญในความทรงจำนี้ ฉันจดจำทุกอย่างฉันรู้และมั่นใจว่า คุณหวังดี เพราะนี่คือประเทศไทยอันเป็นเรือนเกิดเรือนตายของคุณ และฉัน…คือคนที่คุณคิดว่าจะเป็น”สื่อกลาง”ที่ดีได้ แต่ฉันทำไม่ได้อย่างที่ควรต้องทำ ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงจะไม่ตกอยู่ในสภาพเลวร้ายขนาดนี้

“If love is the answer, could you please rephrase the question?”- Lily Tomlin”

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง

ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

ฉันรู้ ฉันซึ้ง ฉันห่วงใย

จะมีอะไรมาทดแทน มีแค่เพียงคำที่บอกว่า..รักเธอจริงๆ

 

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เหตุเกิด วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2009 จากปักกิ่ง ถึง ฮ่องกง

 

วันที่  1 ตุลาคม ค.ศ. 2009 นอกจากจะเป็นวันครบรอบ 60 ปีของสาธารณประชาชนจีนแล้วนั้น ยังเป็นวันที่ทำให้ความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นของฉันกับเพื่อนพันธมิตรที่แสนดีคนหนึ่งแทบจะขาดสะบั้นลงด้วยเช่นกัน ไม่สิ..สะบั้นลงไปแล้ว  เพาะแค่การรับแอดกันใน FaceBook ยังกระเทือนไปด้วย

จากเดิมที่เป้นเพื่อนกัน แม้นจะอยู่ต่างประเทศ ต่างเมืองกัน สายใยของความเป็นเพื่อนไม่เคยขาดช่วงหรือ ระยะทางทำให้ความสัมพันธ์ต้องห่างเหินลงเลย  เราเห็นความเคลื่อนไหวซึ่งกันและกันผ่านสังคม social network  ดูความเคลื่อนไหวของลูกๆหลานๆจากสองครอบครัวผ่านการใช้งานอินเตอร์เนต  โทรศัพท์คุยกันเมื่อบางเรื่องเข้าใจไม่ตรงกัน

เพราะเราอยู่ไกลกัน เราถึงพยายามใช้การสื่อสารที่มีอยู่ทุกรูปแบบ สานสายใยสายสัมพันธ์ให้เสมือนว่า พวกเราอยู่ด้วยกันในแทบจะทุกเหตุการณ์ 

ในระยะทางที่ห่างไกลนั้น เราใกล้ชิดกันเสมอในความผูกพันธ์

ฉันไม่สบายหนัก เพื่อนที่ฮ่องกงจะโทรศัพท์มาสั่งให้เพื่อนในเมืองไทยที่เธอไว้ใจ ให้ไปเยาวราชเพื่อไปซื้อยาจีนตามที่เธอตั้งใจจะให้ฉันได้กินเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด เวลาที่กลุ่มเพื่อนในก๊วนของเราเสียชีวิต  เธอ..รีบจัดกระเป๋าทิ้งลูกสาวสุดแสนน่ารัก 3 คนไว้กับสามี และอธิบายว่า มีความจำเป้นต้องมาเมืองไทย

จะร้อน จะหนาว เจ็บไข้หรือตายจากกัน  พวกเราไม่เคยห่างกันตามระยะทางเลย

และกับแค่วันๆหนึ่งในปฎิทินสากลทั่วไป คือวันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ. 2009 คือวันอะไร และทำไมต้องสะเทือนถึงมิตรภาพระหว่างเพื่อนที่แสนดีสองคนนี้ด้วย

เธอรับไม่ได้เอาเสียเลย ที่ฉันมีความสัมพันธ์อันดีกับหลายภาคส่วนที่ ปักกิ่ง

จากเริ่มที่คบกันเราเจอกันเพราะ เราเป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเหมือนกัน เรามีอุดมการณ์ต่อชาติเกิดเมืองนอนเดียวกัน คือต้องการปกป้องสถาบันสูงสุด และขับไล่คนที่ทรยศต่อหน้าที่ของตนซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำประเทศ  ดังนั้นในรายละเอียดของความสัมพันธ์ใกล้ชิดของฉันกับ ปักกิ่ง จึงไม่เคยอยู่ในบทสนทนาของกลุ่มก๊วนเท่าไหร่นัก  จะเป็นการวิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศไทยในห้วงเวลานั้นๆเสียมากกว่า

เวลาเดินเข้ามาใกล้วันที่ 1 ตุลาคม ค.ศ.2009 ไปเรื่อยๆ โดยที่ฉันไม่เคยเฉลียวใจแม้นแต่น้อยว่า เวลาของมิตรภาพที่แสนดีกำลังจะจบลงด้วยเช่นกัน

เพื่อนคนนี้เธอรับไม่ได้เลย ที่ฉันไปร่วมงานฉลองวันชาติจีน ณ สถานเอกอัครราชฑูตจีนประจำประเทศไทยอย่างเป็นทางการ แต่ในสายวันนั้นฉันไปร่วมรับเสด็จฯสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงร่วมเฉลิมฉลองวันชาติจีน และทรงตัดลูกนิมิตร ที่ วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ อ.บางบัวทอง  จะเรียกว่าวัดข้างบ้าน บ้านข้างวัดก็ได้นะ

เพราะในวันเวลาที่ฉันร่วมฉลองครบรอบ 60ปี แห่งการสถาปนาวันชาติจีน แต่เธอไปร่วมเดินขบวนกับ Lee Cheuk-yan ซึ่งเป็นนักเคลื่อนไหวทางสิทธิมนุษยชนคนสำคัญของเขตปกครองพิเศษฮ่องกง

เธอไปร่วมเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลรัฐบาลจีน จากเหตุการณ์นองเลือด ณ จตุรัสเทียนอันเหมิน 4 มิถุนายน ค.ศ. 1989  ในขณะที่มหานครปักกิ่งตลอดจนทุกมณฑลของสาธารณรัฐประชาชนจีน กำลังมีงานเฉลิมฉลองวันชาติอย่างยิ่งใหญ่อลังการหลายวันหลายคืนติดต่อกัน  และถือเสมอว่า วันนี้คือวันที่ จีนประกาศในโลกได้รับรู้ว่า จีนตื่นแล้วจากการหลับไหลอันยาวนาน

“Let China sleeps, for when she wakes, she will shake the World ” Napoleon Bonaparte

ค่ะ..วันที่จีนตื่นจากการหลับไหลอันยาวนานครั้งนี้  สะเทือนไปสามโลกจริงๆ ไม่เว้นแม้นแต่ความสัมพันธ์กับเพื่อนที่แสนดีจาก – เขตปกครองพิเศษฮ่องกงด้วยเช่นกัน

เธอทำใจยอมรับฉันไม่ได้เลย ที่เข้ามาร่วมเรียกร้องประชาธิปไตยกับกลุ่มพันธมิตร แต่เนื้อแท้แล้วกลับมีจิตใจฝักใฝ่คอมมิวนิสต์จีน !!

ฉันไม่เคยให้ความสำคัญกับระบอบการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นประชาธิปไตยดั่งเดิม ตามจารีตอย่างสหราชอาณาจักร  หรือ จะเป็น ระบอบคอมมิวนิสต์จากจีน หรือสหภาพโซเวียต  แต่ฉันให้ความสำคัญกับ คุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนวิสัยทัศน์ของเหล่าท่านผู้นำของแต่ละประเทศนั้นๆต่างหาก ที่เขาเหล่านั้นนำพาประเทศออกจากวิกฤติมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไร

เช่นกันกับที่ฉันไม่เคยลืมพระวีรกรรมของเหล่าบรรพชนไทยในอดีตทุกยุคทุกสมัย ที่เสียสละพระชนมชีพ ชีวิตเพื่อปกบ้านป้องเมืองไทยแห่งนี้ไว้ให้เรา ลูก-หลานได้อยู่อาศัยกันมาอย่างร่มเย็น ฉันไม่เคยลืมรากเหง้า อันดีงามที่มาของชาติไทยเลยแม้นแต่น้อย  รากเหง้า ความเป็นมาของชาติ กลับเร้าร้อนอยู่ใน จิตสำนึกชาติ ( Soul of Nation ) อยู่ตลอดเวลา

ฉันเคยปรารภเรื่องนี้กับคุณเก้าตะวัน ว่า..วันชาติจีน ฉันเสียเพื่อนที่ฮ่องกงเลยนะ  เธออธิบายว่า “เพราะจีนเป็นประชาธิปไตยแล้วไงครับ ที่ฮ่องกงถึงสามารถเดินขบวนได้ ในงานวันชาติจีน”

คาดว่าต้องใช้เวลาและให้เวลากับเพื่อนอีกสักระยะ ให้เธอมองเห็นบทบาทของจีนในแง่มุม-นโยบายปัจจุบัน จีนมีท่าทีต่อประชาคมโลกอ่อนโยนแต่เข้มแข็ง ไม่ใช่กร้าวร้าวและดุดัน บางครั้งความจำเป็นต่อประเทศชาติโดยรวมย่อมสำคัญกว่าสิ่งที่ผู้นำมีวิสัยทัศน์ และตระหนักว่านั้นคือภัยคุกคามต่อประเทศในอนาคต

และฉันคิดว่า ก้าวที่ 60 ปีของ สาธารณรัฐประชาชนจีนในวันนี้ คือบทเรียนอันยิ่งใหญ่ อันประกอบไปด้วยการเดินผิด เดินถูก การก้าวพลาด หกล้ม จนต้องปิดประเทศไปในอดีต ในวันนี้แง่มุมหลากหลายที่สะท้อนกลับมายังโลก เพื่อจะบอกว่า จีนตื่นแล้ว และพร้อมจะอยู่ร่วมกับประชาคมโลกอย่างสันติ และพึ่งพาอาศัยกันนั้น เป็นอย่างไร   และแน่นอนว่า ฉันเป็นคนหนึ่งที่อยากรู้และอยากศึกษาต่อทุกความสำเร็จและการล้มเหลวในแต่ละห้วงที่ผ่านมาของจีน

และที่สำคัญ ฉันอยากขอบคุณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่รักและเทิดทูน พระบรมราชจักรีวงศ์ของประเทศไทยของพวกเรา

อ่านเพิ่มเติม  60 ปี สาธารณรัฐประชาชนจีน จากคุณ เก้าตะวัน

 

ป้ายกำกับ: , , , ,