RSS

Category Archives: บ้านเมืองเรื่องของเรา

เสียของ?

image

อย่าให้เสียของ อย่างที่ใครๆแอบหวั่นใจอยู่เลยนะคะ “ท่านผู้นำ”

ย้อนสำรวจตัวเองเมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา เมื่อหันไปสนใจกับกิจกรรมอื่นๆ  ความใส่ใจในข่าวเหตุบ้านการเมืองก็ลดลง  บางทีเดือนหนึ่งจะโผล่หน้ามาโพสต์สักครั้งหนึ่ง

ยังอยากโขลกน้ำพริกให้อร่อยกับใจสบายๆอยู่นะคะ เมื่อค่ำนั่งทานข้าวกับพวกเจ้ๆ เขาอยากกินน้ำพริกกะปิ ช่วงนี้ไม่เห็นทำเลย บอกสูตรมาหน่อย…..

กะปิ กระเทียม รากผักชี ห่อใบตองเผาจนหอม นำทั้งสามอย่างมาโขลกรวมกัน ไม่ใช่แค่พอแหลกอย่างที่คิดกันนะ ต้องโขลกจนไม่ใช่ได้กลิ่นกะปิ กระเทียมหรือรากผักชี แต่จะโขลกจนทั้งสามอย่างกลายเป็นเกิด “กลิ่นใหม่”

ลองใจเย็น โขลกไปเรื่อยๆ ให้นานหน่อย จะหอมมาก แล้วค่อยใส่พริกขี้หนูสวนแท้ๆ เมล็ดสีแดงนำมาโขลก(น้ำพริกสีจะสวย ไม่ดำ เมล็ดสีเขียง โรยหน้าค่ะ) ตามด้วยกุ้งแห้งตัวโตที่คั่วไฟอ่อนๆมาแต่อย่าให้เนื้อกุ้งแข็ง โขลกได้ที่ค่อยบีบน้ำมะนาว เติมน้ำตาลปึก น้ำปลาตามมาสุดท้าย แล้วบุมะเขือพวง โรยพริกขี้หนูสวนเมล็ดสีเขียวลงไปเป็นลำดับสุดท้าย

เห็นมั้ยคะ “ท่านผู้นำ” จะโขลกน้ำพริกสักถ้วย ก็ต้องการอารมณ์ละเมียดละมัยด้วยเหมือนกันนะคะ คือถ้ามีอารมณ์ค้างจากเหตุบ้านการเมืองหละก็ มั่นใจเลยว่าน้ำพริกไม่อร่อยหรอกค่ะ

โอมเพี้ยง!! “ท่านผู้นำ” ต้องได้อย่างใจ ห้ามทำประชาชนผิดหวังในอนาคตเด็ดขาด สาธุ 😉

image

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: ,

ความรัก ความผูกพันและพลังแห่งแรงศรัทธา

ณ ที่แห่งนี้ มีความรัก ความผูกพัน และ แรงศรัทธา

ถ้าสะพานแห่งนี้สามารถบูรณะได้แล้วเสร็จภายในอาทิตย์หน้าตามที่ตั้งใจไว้ นี่คือ มหัศจรรย์แห่งรักอย่างแท้จริง

ตลอดช่วงเวลาที่มีกระแสข่าวความไม่โปร่งใสในการจัดจ้างซ่อมสะพานมอญ มีเสียงมาให้ได้ยินมาบ้างว่า ปรกติชาวมอญไม่เคยลุกขึ้นมามีปากมีเสียงขนาดนี้มาก่อนเลยนะ ขนาดมีข้าราชการในพื้นที่แสวงหาประโยชน์กับพวกเขามาหลายต่อหลายเรื่อง ก็เห็นเงียบ เช่นเรื่องการให้สัญชาติกับชาวมอญ เป็นต้น

คนมอญกับพระพุทธศาสนา เป็นความเหนียวแน่นทางจิตวิญญาณอย่างสูงสุด คนมอญพลัดถิ่นที่มาอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทยตรงนี้ มีหลวงพ่ออุตตมะเป็นที่พึ่งพิงทางจิตวิญญาณและเอื้อเฟื้อให้อยู่อย่างถูกรังแกน้อยที่สุด

สมัยก่อนที่พ่อไปรอเข้าพบหลวงพ่ออุตตมะ ความจริงสิ่งหนึ่งที่เคยได้ยินกันหูตัวเองคือ จะหาชาวมอญที่ยอมสละละทิ้งพระพุทธศาสนาตามสิ่งยั่วยวนขิงลัทธิล่าอาณานิคมผ่านทางการศาสนา หายากหรือแทบไม่มีเลย

ทั้งที่ชาวมอญก็อยู่อย่างแร้งแค้น ไร้แผ่นดิน ไร้เอกราช อาจจะยอมรับความช่วยเหลือด้านอื่น แต่ไม่มีทางที่จะยอมเปลี่ยนศาสนา

นั้นคือคนมอญ ไม่ใช่พม่า

เมื่อสะพานมอญโดนสายน้ำพร้อมซากซุงพัดขาด เมื่อมีพ่อเมืองที่ล้อเล่นและดูแคลนกับแรงศรัทธาที่มีต่อหลวงพ่ออุตตมะ เหยียบย้ำความรัก ความศรัทธา และยังมีความไม่ชอบมาพากลในการจัดจ้างบูรณะสะพานมอญแห่งนี้

ความเกรี้ยวกรวดของคนมอญในพื้นที่แบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นั้นคือเสียงสะท้อนของพลังแห่งความศรัทธาอันมากมายจนคนทั้งประเทศได้ยิน

นี่คือคำตอบว่า ทำไมคนมอญถึงลุกขึ้นมามีปากมีเสียงให้ได้ยินค่ะ

IMG_9628.JPG

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ขมแต่ดีนะคะ

image

น้ำมะระขี้นก คั้นสด ดื่มทันทีหลังคั้นเสร็จใหม่ๆ ขมมากถึงมากที่สุด แต่ดื่มได้ ดีต่อชีวิตและสุขภาพ ขมแค่ไหนก็พยายามดื่ม

เช่นกันกับ ระบอบการปกครอง จะเป็นเผด็จการทหารเต็มรูปแบบก็ยินดี ไม่อึดอัดต่อข้อห้ามตลอดจนกฏเหล็กมากมาย น้อมยินดีรับปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด มีกฏระเบียบ มีวินัย เป็นสิ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข พร้อมขับเคลื่อน พัฒนาประเทศให้ก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ยินดีทำตามทุกประการ ขอแค่อย่างเดียว คอรัปชั่น โกงบ้าน กินเมือง ที่ฝังรากลึกจนกลายเป็นสนิมที่กัดกินความเข้มแข็งของชาติจนรากฐานสั่นคลอน โปรดรีบขจัดปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าซุกปัญหาไว้ใต้พรม และร้องเพลงคืนความสุข หาความสามัคคี ปรองดอง ถ้าใครถามถึง ปัญหาการสุจริต คอรัปชั่นที่ไม่เร่งสะสาง จะโบ้ยให้เป็น เรื่องของความขัดแย้ง ทำให้คนในชาติทะเลาะเบาะแว้งกัน เหมือนทำแผลติดเชื้อเป็นหนอง โดยการปิดพลาสเตอร์สักแผ่นแต่ไม่ยอมล้างแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ

#น้ำมะระขี้นกสักแก้วมั้ยคะ ขมแต่ดีนะ

 

ป้ายกำกับ:

ไทย+สหรัฐ และ ไทย+จีน

1.เล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุค 2500 ดีกว่า เพราะมันเกี่ยวพันกับ “อินทรี” และ “มังกร” โดยมี “ขุนศึกไทย” 2 ขั้วเป็นตัวเดินเรื่อง

2.ตั้งแต่ปี 2485 สหรัฐฯ หวังให้ไทยเป็น “ป้อมปราการ” ต้านคอมมิวนิสต์ จึงหนุนขุนศึกไทย ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 2490

3.ก่อน 2500 จอมพล ป.เรืองอำนาจ เล่นบทการทูต 2 หน้า ด้านหนึ่งคบสหรัฐฯ อีกด้านหนึ่งส่งทูตลับเชื่อมไมตรี “ปักกิ่ง” หวังดึงปรีดีกลับไทย

4.ก่อน 2500 เกมชิงอำนาจระหว่างจอมพล ป.กับจอมพลสฤษดิ์ เข้มข้น โดยจอมพล ส.ส่งตัวแทนไปพบทูตสหรัฐฯ หยั่งเสียงเรื่องการทำรัฐประหาร

5.เหตุที่เกิดรัฐประหาร 16 ก.ย.2500 มาจากจอมพล ส.แตกหักจอมพลเผ่า ศรียานนท์ เจ้าพ่อตำรวจ และสหรัฐฯ ไม่พอใจจอมพล ป.จะผูกมิตรกับปักกิ่ง

6.จอมพล ส.ทำรัฐประหารซ้ำ 20 ต.ค.01 ด้วยเหตุผลเดียวคือ รับใช้นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ โดยมีทีมงานซีไอเอเป็นที่ปรึกษา

7.หลังจากยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ จอมพล ส.ก็เปิดฉากทำ “สงครามลับในลาว” หนุนช่วยนายพลพูมีและท้าวกระต่าย สู้กับคอมมิวนิสต์ลาวและเวียดนาม

8.หลังจอมพล ส.เสียชีวิต จอมพลถนอมก็รับไม้ต่อทำสงครามลับในลาว โดยซีไอเอ จัดตั้ง”ทหารเสือพราน” ส่งไปรบในลาว ด้านหนึ่งก็แทรกแซงกัมพูชา

9.สมัยจอมพลถนอม ร่วมมือซีไอเอ หนุนนายพลลอนนอล ยึดอำนาจสมเด็จสีหนุ สถาปนาสาธารณรัฐเขมร มีประธานาธิบดี แทนราชอาณาจักรกัมพูชา

10.ความวุ่นวายทางการเมืองในไทย เขมร ลาว และเวียดนาม เมื่อ 40-50 ปีก่อน ก็มาจากสหรัฐฯ กลัวคอมมิวนิสต์ กลัวปักกิ่งยึดแหลมทอง

11.มาถึงวันนี้ ไม่มีสงครามเย็น มีแต่ “สงครามทุน” สหรัฐก็ยังระแวงปักกิ่ง เพราะปักกิ่งกำลังเป็นมหาอำนาจทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์

Via @can_nw

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

มังกรสร้างชาติ

มังกรสร้างชาติ

image

” เรื่องส่วนตัว ใหญ่แค่ไหนก็เรื่องเล็ก เรื่องของชาติ เล็กแค่ไหนก็เรื่องใหญ่ “-เหมาเจ๋อตุง

 

ด้วย”สติ”และ”ปัญญา”และวัฒนธรรมความคิดแบบพุทธ ผมหวังเหลือเกินว่า คนไทยจะมีรากเหง้าและวิถีปฏิบัติที่หลักแหลม และมีความพลิกพลิ้วที่ชาญฉลาด ไม่ปล่อยให้ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของสังคมไทย ต้องเกิดการเปลี่ยนแปลงในสภาวะสงคราม จนต้องประหัตประหารกัน

คนไทยต้องฉลาดไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักการเมืองที่คิดถึงแก่ตนเอง ผมดูจากหนัง “มังกรสร้างชาติ” แล้ว เกรงว่านักการเมืองไทยยังห่างชั้นในด้านความสูงส่งและอุดมการณ์แบบนักการเมืองของจีนในอดีตอยู่หลายขุมทีเดียว

The Founding Of A Republic

http:// http://youtu.be/_SIlHptiWYU

 

ป้ายกำกับ: , ,

แบ่งประเทศ

แบ่งประเทศ

สงครามกลางเมือง ขู่อยากจะแบ่งประเทศ ถ้าคิดว่าทำได้ก็ทำ และถ้าคิดจะ”ผ่านฟ้า“อีก ไปโน้น”ประตูผี“ได้เท่านั้น

กองกำลังต่างชาติ ฉันได้ยิน นย.หน่วยซีลพูดมาตั้งแต่เมื่อปี 48 เขาเรียกพวกนี้ว่า “เขมรมุสลิม” ผ่านไทยทางคลองลึก ตราด ที่ นย.ดูแลอยู่

นย.จับตาความเคลื่อนไหวกองกำลังพวกนี้ ตอนนั้นตั้งข้อสังเกตุว่า ใช้ไทยเป็นทางผ่าน ลงภาคใต้และไปต่อประเทศในตะวันออกกลางโดยยอมเปลี่ยนศาสนา

ถึงเป็นที่มาของคำว่า เขมรมุสลิม

ปี 48 นอกจากหน่วยซีลแล้ว เขายังเคยบ่นพ้อว่า เรื่องนี้คนไม่ค่อยเชื่อว่ามีจริง แต่พวกเขารู้จักดี มาปีนี้ได้ยินท่าน ผบ.ซีล เน้นย้ำต่อสาธารณะ

ซีลมีข้อมูลเหล่านี้มานานแล้ว ไม่ใช่พอมีเรื่องก็เพิ่งมาโยงถึงแต่อย่างใด เขาตามความเคลื่อนไหวนี้มานานต่อเนื่อง

สิ่งที่จะเกิดในกรุงเทพฯ คือ ปฎิบัติการ”ภาคใต้โมเดล” นั้นก็คือสิ่งที่คนชั่ววางแผนไว้นานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งจะมาเกิดเพราะคนไทยแตกแยกกันเองธรรมดาๆ

ไม่เคยมีเรื่องบังเอิญในทางการเมือง

นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องการแบ่งแยกดินแดน แต่ทวีความรุนแรงถึงขั้นแบ่งแยกประเทศเป็นไทยเหนือ ไทยใต้ ภาวนา!!ขอให้ไต่ระดับไปไม่ถึงจุดหมาย

โชคดีที่ชายแดนไทยฝั่งตะวันตก”เจ้ายอดศึก”ท่านเคารพเทิดทูนราชวงศ์ของไทยมาตั้งแต่ สมัยสมเด็จพระนเรศวร ไม่เช่นนั้นมองไปทิศไหน ไทยอ่อนแอทุกทิศ

บางทีเจ้ายอดศึก ท่านอาจจะต้องช่วยไทย เป็นเหมือน”รัฐกันชน”กับประเทศไทยของเราเสียอีกด้วยซ้ำ คอยดูเหตุการณ์ในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่ใช่”พม่า”จะบุกตีไทยหรอกนะ รัฐฉานคอยช่วยเป็นกันชน คนของเจ้ายอดศึกอยู่เชียงใหม่ เยอะและอาวุธหนักทั้งนั้น มี พล.ปตอ อยู่ตะเข็บชายแดนด้วย

image

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

กษัตริย์ และ เกษตร

นับว่าเป็นความคิดที่ดี ที่ได้มีการจัดพิมพ์หนังสือ กษัตริย์ – เกษตร ขึ้น เพราะทั้งสองประการนี้คือทั้ง กษัตริย์ และ เกษตร เป็นความสำคัญอย่างยิ่งยวดของประเทศไทยตั้งแต่โบราณมาจนปัจจุบันนี้

ประเทศไทยปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมาตลอดนับพันปี และก็จะมีต่อไปทั้งๆที่ระบบนี้ได้ล้มเหลวมาแล้วในหลายประเทศ เพราะอะไร? พระมหากษัตริย์ของไทยแม่ในสมัยที่เรียกกันว่าสมบูรณาญาสิทธิราช ก็มิได้ทรงใช้พระราชอำนาจนั้นในทางที่จะเป็นประโยชน์ส่วนพระองค์ยิ่งไปกว่าที่จะให้เป็นประโยชน์แก่ราษฎร ทั้งยังจะทรงใช้พระราชอำนาจในทางสมบูรณาญาสิทธิราชนั้น สั่งสอน ปลูกฝัง ประชาธิปไตยให้แก่ราษฎรของพระองค์เป็นลำดับมา

เมื่อระบอบการปกครองเปลี่ยนไป พระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นพระประมุข ควรจะทรงวางพระราชภาระบางอย่างให้รัฐบาลของพระองค์รับช่วงไปดำเนินการ ดังเช่นที่เป็นอยู่ในหลายประเทศ แต่เพราะเหตุใด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระองค์ปัจจุบันของเรากลับยิ่งจะทรงเหน็ดเหนื่อยยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าในการแบกภาระของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ทั้งนี้ก็เพราะอาชีพส่วนใหญ่ของประชาชาชาวไทย คือ เกษตรกรรมนั่นเอง เกษตรกรมีความสุขสมบูรณ์ บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อย เกษตรกรลำบากยากแค้น บ้านเมืองก็เจริญไม่ได้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันประเสริฐของเรา มิได้ทรงนึกแต่เพียงว่า พระองค์ทรงเป็นพระประมุขของประเทศโดยทางนิตินัย หรือตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่พระองค์ยังทรงระลึกอยู่เสมอว่า พระองค์เป็นคนไทย ที่จะต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขกับคนไทยทุกคนทั่วประเทศไม่ว่าเพศไหน วัยใด ศาสนาใด และอาชีพใด พระองค์ทรงมองประชาชนอย่าง “ลูก” ด้วยความเมตตากรุณาเท่าที่ “พ่อ” จะพึงมีให้ได้อย่างดีที่สุด

ในหลายประเทศที่มีการปลุกระดม ฝ่ายซ้ายจัดมักจี้จุดมีช่องว่างระหว่างชนชั้นและเยุยงชาวนาหรือเกษตรกรว่าตัวเองเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ต้องทำงานอย่าง “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” แต่กลับไม่ได้รับความเหลียวแลจากบุคคลในระดับสูง

แต่ในประเทศไทย การปลุกระดมแบบนี้ย่อมล้มเหลว เพราะราษฏรเห็นได้ด้วยตาของตนเองว่า การปลุกระดมแบบนั้นเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง เพราะผู้ที่ทำงานอย่าง “หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน” ที่แท้จริงในประเทศเกษตรกรรมอย่างประเทศไทย คืิอ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช พระธรรมิกมหาราชของเรานั่นเอง

พระพักตร์ของพระองค์ก้มลงสู่ดินตลอดเวลา ทอดสายพระเนตรดูว่าเกษตรกรของพระองค์มีความเป็นอยู่อย่างไร “ดิน” ที่เขาทำมาหากิน มีพอหรือไม่, เป็นกรรมสิทธิ์ของเขาหรือไม่, มีน้ำน้อยไม่พอเพียงหรือมีมากเกินไป ตลอดจนเมื่อเกี่ยวพืชผลแล้ว จะขายได้ราคายุติธรรมหรือเปล่า

นี่เองเป็นเหตุให้มีการพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ และ ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ให้ “ปฏิรูปที่ดิน” กัน ทรงแนะนำราษฏรให้ปลูกพืชให้เหมาะสมแก่ลักษณะภูมิประเทศ เพื่อให้ได้ผลผลิตมากพอ ทรงแนะให้มีการปลูกป่าทดแทน ทรงชักชวนให้ชาวเขาเลิกทำไร่เลื่อนลอยอันเป็นการทำลายป่า ทรงช่วยเหลือชาวเขาให้ปลูกพืชทดแทนการปลูกฝิ่น ทรงแนะเรื่องการสร้างเขื่อน และคลองส่งน้ำ ทรงทดลองเรื่องการทำฝนเทียม(ที่บัดนี้เรียกวาฝนหลวง) จนเป็นผลสำเร็จ ช่วยเกษตรกรได้เป็นอันมาก

นอกจากการเพาะปลูกแล้ว ยังได้ทรงส่งเสริมและทรงทำเป็นตัวอย่าง ในการเลี้ยงโคนม การเพาะพันธุ์ปลาที่โตเร็วเพื่อเป็นอาหารของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

จริงอยู่งานทั้งหลายแหล่นี้ย่อมมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ แต่ถ้าหากเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานเหล่านั้นไม่มี “บารมี”พอ และไม่เสียสละอย่างแท้จริง ก็ยากที่จะบรรลุผลสำเร็จได้โดยรวดเร็ว งานเกษตรนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใดโดยเฉพาะ เพราะมันเกี่ยวพันกันเป็นลูกโซ่ เรื่องที่ดินอยู่กับมหาดไทย เรื่องเขื่อนไม่ใช่เรื่องของชลประทานฝ่ายเดียว แต่เป็นเรื่องของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตด้วย เรื่องฝนเทียมบางทีก็ต้องใช้เครื่องบินของทหาร, ตำรวจ เรื่องการนำผลผลิตออกมาสู่ตลาด ต้องใช้ทางของคมนาคม และยังมีเรื่องอื่นๆอีกร้อยแปด ที่สำคัญที่สุดคือ ศรัทธาของประชาชน

ในแต่ละปีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงใช้เวลาของพระองค์ประทับแรมอยู่ในต่างจังหวัดมากกว่าพระราชวังที่กรุงเทพฯ พระองค์ทรงทราบสารทุกข์สุกดิบของราษฏรทั่วทุกภาคตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุด ตั้งแต่ตะวันออกจรดตะวันตก ทรงคลุกคลีอยู่กับราษฏร ทรงไต่ถามความเป็นอยู่ของเขาด้วยพระองค์เองโดยไม่ต้องอาศัยรายงาน ทรงสดับความทุกข์ร้อนจากปากของเขา จึงได้ทรงทราบว่าภาคใดจังหวัดใด ท้องที่ใด ควรจะปลุกอะไร เลี้ยงอะไรจึงจะได้ผลดีที่สุด

และก็ทรงใช้ “บารมี” ของพระองค์ ดึงเอาเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆมาประสานงานกัน เพื่อให้ราษฏรอยู่เย็นเป็นสุข

มีประเทศใดบ้างในโลกที่พระมหากษัตริย์ประทับนั่งกับพื้นดินในระดับเดียวกับราษฏรของพระองค์ “จับเข่า” คุยกันถึงเรื่องการทำไร่ไถนา การเจ็บไข้ได้ป่วย มีประเทศไหนที่เราจะได้เห็นคนแก่คนเฒ่าตามบ้านนอกดึงพระหัตถ์พระเจ้าอยู่หัวไปลูบคลำอย่าง “กันเอง” เหมือนเป็นญาติสนิท มีใครเคยคิดว่าจะได้เห็นพระเจ้าอยู่หัวประทับกับพื้นในกระท่อมเล็กๆ เสวยเหล้าเมืองกับหัวหน้าหมู่บ้านชาวเขา มีประเทศไหนในโลกที่พระราชวังที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดิน จะมีสภาพอย่างพระตำหนักจิตรลดา คือเต็มไปด้วยไร่นาทดลอง บ่อปลา โรงสี ฝูงโค โรงทำนมผงตังอย่าง ฯลฯ

เราพูดได้อย่างเต็มปากว่าในประเทศไทยไม่มีช่องว่างระหว่าง พระมหากษัตริย์ กับ เกษตรกร และไม่มีใครจะช่วยเหลือยกย่องเกษตรกรยิ่งไปกว่าพระมหากษัตริย์ภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงทำงานอย่างหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินด้วยพระองค์เอง

พลอากาศเอก หะริน หงสกุล

ประธารรัฐสภา

พ.ศ.2523

25560313-010551.jpg

25560313-010559.jpg

 

ป้ายกำกับ: ,