RSS

Category Archives: บทเพลงบรรเลงชีวิต

อาญารัก

image

เพราะ “บุญ” เคยทำ
ฤๅจาก “กรรม” ปางไหน 
ที่ทำให้ทุกชีวาต้องมาพบกัน 
ร่วมร้อยร่วมเรียง เรื่องราวที่ผูกพัน 
แต่ละคน…ต่างที่มา

ชดใช้เวรกรรม ที่เคยทำกันไว้ 
ได้เจอวันที่หวานชื่นคืนแห่งน้ำตา 
ไม่อาจฝืนเส้นทาง ถูกวางให้เกิดมา
ตามชะตา…เกิดเป็นใคร

ล่องเรือชีวิต ที่ลิขิตมาด้วยกัน
แต่ละวันแล้วแต่ “กรรม” พาไป 
ไม่มีใครรู้ จะสิ้นสุดลงที่ใด 
จุดจบที่ปลาย…ใครเศร้า…ใครสุขสันต์

ขอจงมั่นใจ ให้ความดีคอยคุ้ม 
สุขห่างหายทุกข์รายรุมล้อมอยู่ทุกวัน 
หมดเวรเมื่อไร หมดกรรมที่ผูกกัน 
อีกไม่นาน…คงได้ดี

ทำดีไว้…ต้องได้ดี

-อาญารัก

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,

เพลินภูพิงค์

25560401-211216.jpg

เด็กน้อย ที่พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ เชียงใหม่ เมื่อ 40 กว่าปีที่ผ่านมา

เพลินภูพิงค์

สมใจก่อนนี้เคยอยากชมเขางาม ตามหุบผาพงไพรได้มาเห็นภูพิงค์แพรวพราย
สวยจริงดอกไม้สะพรั่งบานทั้งปี ดูหลากสีเรียงรายโชยกลิ่นหอมอวลอบชื่นใจ
ดุจจะลอยฟ้าดั่งทิพย์วิมานทอง แห่งอินทร์พรหมสองเสกสนององค์ท้าวไท
แสนเพลินสุขสมสดับแต่เสียงเพลง วิหคร้องมาไกลช่วยกล่อมขวัญทุกวันเพลิดเพลิน

สมใจก่อนนี้เคยอยากชมเขางาม ยามอ่อนแสงรำไพได้ไปถึงดอยปุยเดียวดาย
สูงจริงเสียดฟ้าตระหง่านปานท้าลม ชมยอดผาเรียงรายคราหมดแสงดวงสุริยา
ดุจจะลอยฟ้าอยู่ชิดเดือนเคียงดาว โอ้ลมพัดหนาวรวดร้าวรานอุรา
แสนเพลินนั่งล้อมไฟอุ่นฟังเสียงเพลง ชาวเผ่าเขาครวญมาสนุกเหลือไม่เบื่อภูพิงค์
สุขจริงหนามาเชียงใหม่แดนสรวงแสนเพลิน

เพลินภูพิงค์ ถือกำเนิดมาหลังจากเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯแปรพระราชฐานประทับ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ใหม่ๆ โปรดในความสวยงามของพนะตำหนักและอุทยานที่รายล้อม จึงมีพระราชเสาวนีย์ให้ท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค เขียนคำชมเป็นเพลง “เพลินภูพิงค์” อีกเพลงหนึ่ง

ซึ่งท่านผู้หญิงมณีรัตน์เล่าว่า เมื่อโปรดเกล้าฯให้แต่งครั้งแรก ยังไม่เคยตามเสด็จฯไปภูพิงคราชนิเวศน์ จึงไม่ได้แต่งทันที ต่อเมื่อมีโอกาสตามเสด็จฯ ภายหลัง จึงได้เขียนคำร้องออกมาได้

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ก็เพราะว่าใจของเธอคือบ้านของฉัน แม้ข้างนอกเลวร้ายแค่ไหนก็ไม่กลัว

 

ที่บ้านหลังนี้ในทุกทุกมุมมีความรัก

มีความทรงจำอยู่ในทุกมุมของหัวใจ

ที่บ้านหลังนี้มีความอบอุ่นอยู่ข้างใน

แม้ข้างนอกเลวร้ายแค่ไหนก็ไม่กลัว

…..

ก็เพราะว่าใจของเธอคือ บ้านของฉัน


แอนน์ตีความตามเข้าใจและนำประโยคบางส่วนของสองเพลง

มารวมกัน ประกอบความเข้าใจในสองทวิตนี้ของพี่แดน

ขอบคุณค่ะพี่แดน

แต่ถ้าแอนน์ตีความหมายผิดพลาดไปอย่างไร

อธิบายมาได้นะคะ

เขียนเพื่อให้พี่เข้าใจว่า แอนน์เข้าใจในสิ่งที่พี่ทวิตแล้วนะคะ

เข้าใจในความปรารถนดีนี้แล้ว

ในเมื่อพี่ยังไม่แคร์ แล้วทำไมแอนน์ต้องแคร์กับสิ่งเหล่านั้น

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , ,

ยามเมื่อยินเพลงเศร้าลาวดวงเดือน เสมอเหมือน”วิยะฎา”มาประจักษ์

 

ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา

สตรีสูงวัยในชุดแต่งกายที่งดงามเหมาะสมกับทุกโอกาส ดวงหน้ายังคงเค้าความงามอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง บุคลิค ท่วงท่าสง่างามต้องตาต้องใจแก่ทุกคนที่ได้พบเห็น แววตาแจ่มใส รอยยิ้มจริงใจบริสุทธิ์ และเสียงหัวเราะที่เบิกบาน เธอคือ “ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา” อีกนานแสนนานเพียงใดที่จะมีกุลสตรีที่งามพร้อมทั้งกาย วาจา และใจที่ถวายหัวใจทั้งดวงเพื่อรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างมั่นคงตลอดกาลเทียบเท่าเธอ

เด็กหญิงผิวขาวนวลละเอียด รูปหน้าสวยเด่นสะดุดตา ที่โรงเรียนเซ็นฟรังส์ซิสซาเวียร์คอนแวนต์ รุ่นพี่รุ่นน้องต่างรู้จักเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความสวยสดใส เป็นที่พอพระราชหฤทัยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นรุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกัน เธอคือ “วิยะฎา” หรือ “เภา” ลูกสาวคนสุดท้องในจำนวนลูกๆ ๖ คนของพระยาราชวัลลภานุสิศฐ์ และคุณหญิงองุ่น

สาวสวยวิยะฎาได้รับการอบรมสมเป็นกุลสตรีโดยแท้ ทั้งกิริยา มารยาท วาจางดงามอ่อนหวาน เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป อีกทั้งยังฝึกฝนวิชาการบ้านการเรือน ทั้งงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการครัว ฝึกปรุงอาหารทั้งคาวหวาน และการคว้านแกะสลักผลไม้ แม้กระทั่งผลเชอรี่ที่เล็กแสนเล็ก เธอก็คว้านได้สวยงาม โดยที่ผลไม้นั้นไม่เคยช้ำเลยแม้แต่น้อยท่านผู้หญิงวิยะฎามีพรสวรรค์อยู่ในตัว จึงซึมซับความรู้ความสามารถได้อย่างดีเยี่ยม

หลังจบจากเซ็นฟรังส์ฯ แล้ว ท่านผู้หญิงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเซ็นโยเซฟคอนแวนต์ และจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนราชินีบน เมื่อจบการศึกษาแล้วท่านผู้หญิงตั้งใจจะเป็นครู ช่วงที่รอเวลาอยู่นั้น ก็ได้เย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นงานที่โปรดปรานที่สุด

ในช่วงเวลานั้น คนไทยทุกคนต่างปลาบปลื้มปิติยินดีกับข่าวราชาภิเษกสมรสและการเสด็จนิวัติประเทศไทย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านผู้หญิงก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปิติเป็นล้นพ้นอย่างเงียบๆ ทั้งนี้เพราะชื่นชมในพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ด้วยคำสั่งของคุณแม่ที่มิให้คบหาพระองค์ท่านดุจเพื่อน เพราะจะเป็นการไม่เหมาะสม แต่แล้ววันหนึ่งท่านผู้หญิงกรัณฑ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางพระกำนัล ได้เชิญพระราชเสาวนีย์มาแจ้งแก่ท่านผู้หญิงว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯรับสั่งว่า “ฉันเคยเห็นพี่เภาลูกสาวของพระยาราชวัลลภานุสิศฐ์ ที่เซ็นฟรังส์ฯเขาเป็นรุ่นพี่ฉัน และเป็นคนสวย” ท่านผู้หญิงวิยะฎาปลาบปลื้มใจเป็นยิ่งนัก จึงนำดอกกล้วยไม้ที่ปลูกไว้ในบ้านมาผูกช่อบูเก้ถวายในวันต่อมา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงชวนท่านผู้หญิงให้มาทำหน้าที่นางพระกำนัล ถวายการรับใช้คู่กับท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ซึ่งท่านผู้หญิงวิยะฎาเต็มใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทนับจากวันนั้นจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอได้ปฎิบัติหน้าที่สมบูรณ์ดีพร้อมจนเป็นที่ชื่นชมตลอดมา

ด้วยวัยเพียง ๒๒ ปี อีกทั้งความงามที่โดดเด่น ท่านผู้หญิงจึงเป็นสาวสวยที่หนุ่มต่างหมายปอง หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร มีโอกาสตามคุณแม่เข้าวังอยู่เสมอ สะดุดตากับความอ่อนหวานอย่างกุลสตรีไทย แต่ด้วยท่านผู้หญิงเติบโตในครอบครัวที่ดูแลลูกสาวอย่างเคร่งครัด การพบปะกันของสองหนุ่มสาวต้องอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เสมอ หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ ผู้ดีพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ก็ไม่เคยทดท้อ ได้พิสูจน์ความดีและความจริงใจจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งสองจึงตกลงใช้ชีวิตด้วยกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสังข์ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๔ 

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเป็นเกียรติแก่ หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ และท่านผู้หญิงวิยะฎา ณ ศาลาผกาภิรมย์ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

หลังจากแต่งงานไม่นานนัก ท่านผู้หญิงได้ให้กำเนิดบุตรีคนโต “ต้น” หรือ หม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ซึ่งเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบุตรชาย “ปืน” หรือ หม่อมหลวงชโยทิต ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานนามให้เพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่งของชีวิต ครอบครัว”กฤดากร” ซึ่งเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เปี่ยมล้นด้วยความรักและความห่วงหาอาทร สายสัมพันธระหว่าง พ่อ-แม่-ลูก แน่นแฟ้น ยิ่งนัก แม้กระทั่งลูกทั้งสองแต่งงานมีครอบครัวของตนเอง ครอบครัว “กฤดากร” ก็ยิ่งอบอุ่นด้วยลูก หลาน รายล้อมคุณตา คุณยาย

ท่านผู้หญิงนับเป็นคุณแม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ลูกสาวและลูกชายของเธอได้รับการหล่อหลอมให้เป็นคนดี มีการศึกษา และมีจิตใจที่อารีต่อทุกคน แม้บางครั้งลูกต้องห่างแม่ เพราะแม่ต้องปฎิบัติหน้าที่ แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยน้อยใจ “แม่ไม่อยากทิ้งลูกไป แต่งานที่แม่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทนั้น ยอมจากเป็นงานที่แม่เต็มใจ รักและภูมิใจจะทำแล้ว ยังช่วยประเทศชาติและประชาชนผู้ยากไร้ให้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หากไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว เมืองไทยก็ไม่มีวันอยู่เย็นเป็นสุขได้เท่าทุกวันนี้” คำพูดของคุณแม่นั้น ลูกทั้งสองคนของท่านจำได้ไม่มีวัยลืม และถือเป็นความภูมิใจใหญ่หลวงที่แม่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับใช้ชาติ

ท่านผู้หญิงวิยะฎาไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยเลย แต่กลับรู้จักคุณค่าของเงินและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในสมัยที่ลูกทั้งสองยังเด็ก เธอจะหาซื้อผ้าดีๆ ก้นไม้ที่เหลือเศษเพียง ๕๐ ซม. จากแขกขายผ้าในราคาเพียง ๑๐ บาท เป็นประจำ เมื่อผ้าดีๆได้รับการออกแบบและตัดเย็บด้วยฝีมืออาชีพอย่างเธอ ทั้งลูกสาวและลูกชายจึงมีชุดสวยใส่ไม่น้อยหน้าใคร นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ของแม่และภรรยาที่ดีของครอบครัวแล้ว หน้าที่ของนางพระกำนัลก็ทำได้ดีไม่มีบกพร่อง ท่านผู้หญิงตามเสด็จฯถวายการรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งในและต่างประเทศ ทำงานด้วยความเข้มแข็ง ต่อมาพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ทำหน้าที่ออกแบบและจัดเตรียมฉลองพระองค์ให้เหมาะสมกับโอกาสต่างๆด้วยพรสวรรค์ทางศิลปะอันเป็นเลิศ ท่านผู้หญิงยังออกแบบย่านลิเภา ตกแต่งให้สวยงาม และยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีหน้าที่ดูแลจัดเตรียมที่พักให้พระราชอาคันตุกะ ซึ่งเธอทำหน้าที่ได้ละเอียดรอบคอบ แม้กระทั้งความร้อนหรือความเย็นไปน้อยไปของเครื่องปรับอากาศเธอก็ยังเอาใจใส่เสมอ

ด้วยความที่เชี่ยวชาญในเรื่องสวยๆงามๆ ของเสื้อผ้ามานาน จึงได้รับหน้าที่เป็นแม่งานจัดแฟชั่นโชว์ โดยนำนางแบบสมัครเล่น คือ พี่ๆน้องๆ เพื่อนร่วมงานมาสวมชุดมัดหมี่ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เดินแฟชั่นโชว์จนเป็นที่สนุกสนานและประสบความสำเร็จทุกครั้ง

อีกหนึ่งความสามารถอันเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาของท่านผู้หญิงคือ การรำฟ้อน ฟ้อนได้สวยงามมาก สง่างาม ยามฟ้อนบ่าของเธอตรงเหมือนช่างฟ้อนชาวเหนือทีเดียว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลง “ลาวดวงเดือน” และได้เห็นท่วงท่าการฟ้อนของเธอ ทุกคนประทับใจไม่มีวันลืม โดยเฉพาะการฟ้อนครั้งสุดท้ายที่บ้านละเวง จัวหวัดนราธิวาส ค่ำคืนนั้นพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผืนน้ำที่พลับพลา แสงงามระยับ ท่านผู้หญิงแม้ในวัย ๖๖ ปี ก็ยังคงฟ้อนได้งามสง่าทุกท่วงท่ารับกับเพลงลาวดวงเดือนได้อย่างสวยสดงดงาม เธออยู่ในชุดสีครีมอ่อนเกือบขาว ฟ้อนด้วยสีหน้าเป็นสุขยิ่ง โดยมิมีใครล่วงรู้ว่าจะได้ชมฟ้อนที่สวยงามที่สุดเช่นนี้เป็นครั้งสุดท้าย

งานทุกอย่างที่ทำถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เธอทำด้วยความเต็มใจและระลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เสมอ ลูกทั้งสองคนจดจำได้ขึ้นใจว่าแม่พูดเสมอ…”ถ้าแม่ไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ามาทำงาน แม่ก็คงไม่ได้พบพ่อ ได้มีความสุขเช่นนี้ ได้มีครอบครัวขึ้นมา ได้มีโอกาสตามเสด็จฯในที่ต่างๆได้พบได้เห็นสิ่งที่เป็นประสบการณ์มากมาย และมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระราชกรณียกิจทั้งหลายทั้งปวงที่ทรงทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนสำเร็จลุล่วงลงได้ แม้จะเป็นส่วนเล็ก เปรียบเหมือนกับน๊อตตัวเดียวในเครื่องจักรใหญ่ แต่ก็เป็นโอกาสที่น้อยคนจะได้มี”

เธอจึงตามเสด็จฯ ทุกครั้งไม่เคยทดท้อ ไม่ว่าจะต้องบุกป่าฝ่าดงถิ่นทุรกันดารแค่ไหน สตรีผู้สง่างามดุจนางพญาคนนี้ก็สามารถทำได้ทุกอย่างด้วยความจงรักภักีดยิ่งชีวิต ทุกหนแห่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ท่านผู้หญิงก็พร้อมจะตามเสด็จฯเสมอ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงภัยหรือต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามที

ท่านผู้หญิงวิยะฎางดงามทุกท่วงท่า งามสง่าในทุกความทรงจำ สมญานามที่ว่า B to B หรือ Born to be beautiful เป็นความจริงยิ่งนัก ความงามนั้นเกิดมาคู่กับเธออย่างแท้จริง “สวยเสมอ-สาวเสมอ” คือคำที่เพื่อนพ้องกล่าวถึงท่านผู้หญิงด้วยความชื่นชม

วันนี้ แม้เข็มนาฬิกาแห่งชีวิตของท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา ได้หยุดนิ่งอย่างสงบแล้ว ตลอดเวลา ๖๖ ปีที่ผ่านมา สตรีผู้มีเรือนกายที่งดงาม วาจาอันไพเราะ อ่อนหวาน จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ได้ประกอบคุณงามความดีมาตลอดชีวิต ทุกคนยังคิดถึงเธอเสมอ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงรำพึงถึงท่านผู้หญิงวิยะฎาว่า..”.เขาเป็นเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งฉันเลย”

เสียงเพลง”ลาวดวงเดือน” ที่เธอเคยฟ้อนรำแว่วดังกังวานมากับสายลม ฟังดูแสนเหงาและวังเวงเหลือเกิน ..เสียงหัวเราะอันสดใสของเธอแจ่มชัดเสมอในความทรงจำ..เนิ่นนานเพียงใด…ใครจะลืมเธอได้ลง…”วิยะฎา” สตรีผู้งดงามและมีความดีเป็นแก่นแท้แห่งชีวิต ดุจดั่งเป็นเม็ดงามที่จะส่องแสงแวววาวในหัวใจเราตราบนิรันดร์

โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอพี่ขอลาแล้ว
อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย
ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม
พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
จะหาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย

การฟ้อน”ลาวดวงเดือน”ครั้งสุดท้ายหน้าพระที่นั่ง บ้านละเวง นราธิวาส

 

การสวดพระพิธีธรรมอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และ
ภาพสุดท้ายของท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งตกในหัวค่ำของวันนั้น
 

สองแขนเคยกรายร่ายฟ้อน สองกรเคยจัดหัตถศิลป์

สองบาทย่ำไปในแผ่นดิน ตามเสด็จนวมินทราชินี

เธอผู้อรชรอ่อนช้อย เรียบร้อยและรักในศักดิ์ศรี

เธอผู้เมตตาเอื้ออารี เป็นคนงามคนดีที่คนรัก

ยามเมื่อยินเพลงเศร้าลาวดวงเดือน เสมอเหมือน”วิยะฎา“มาประจักษ์

แม้บทเพลงบทนั้นแสนสั้นนัก แต่จำหลักอยู่ในใจใครทุกคน

บัดนี้เธอคงเดินทางท่ามกลางบุญ อบอุ่นอิ่มด้วยใจใฝ่กุศล

ไม่มีทุกข์ใดประสบพบผจญ สถิตบนเมืองแมนนานแสนนาน

……………

จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาลชาวสยามทุกคนร่มเย็น

 

มองเห็นพระเจ้าอยู่หัวท่ามกลางคนมืดมัวเหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสองก้มลงกราบด้วยหัวใจ

มองพระผู้ทรงเมตตาเฝ้าดูแลประชาทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้าหมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักรวมหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวงของแผ่นดิน บันดาลให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
อยากขอฝากกายและใจไม่จากไปไหน
รู้แล้วว่าใครทำให้ทุกคนอยู่ร่มเย็นเช่นนี้

ในหลวงของแผ่นดิน ได้อยู่บนพื้นดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา

ในหลวงของแผ่นดิน ได้อยู่บนพื้นดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา
แผ่นดินนี้คือบ้านคือแดนสวรรค์แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

(รวม) ในหลวงของแผ่นดิน ก่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหนทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาลชาวสยามทุกคนร่มเย็น
แผ่นดินนี้คือบ้านคือแดนสวรรค์แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ด.ญ ณัฐนิช รัตนเสรีเกียรติ (น้องพินต้า) ขับร้อง

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , ,

กว่าจะยอมเรียก”น้องแอนน์”เหมือนดั่งวันวาน

 

การอ่าน TimeLine ของพี่ @stemsystem สำหรับบุคคลทั่วไป อ่านแล้วคงจะรู้สึก”ธรรมดา” ไม่มีอะไรหวือหวา ก็แค่การสนทนาของ”คนสองคน” ที่สอนเล่นทวิตเตอร์  ที่สงสัยว่าอีกนานกว่าจะใช้ทวิตเตอร์ได้อย่างคล่องแคล้ว เพราะไม่ยอม Follow ใครแบบนี้และ TimeLine จะมีใครโผล่มาให้ Mentions หรือ Retweet นะ เวลาจะเล่นอย่างจริงจังก็ไม่ค่อยจะมีนัก..กระมัง ??

แต่ TimeLine นี้ สำหรับ “คนสองคน”  การที่อีกฝ่ายจะกลับมาเรียกอีกคนว่า”น้องแอนน์” ไม่ใช่เรื่องปรกติ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่เคยเกิดขึ้นมานาน นานมากที่ไม่ใช่แค่ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป หรือ หนึ่งเดือนผ่านไป หรือ หนึ่งปีผ่านไป  …นานกว่านั้นมาก

และสำหรับคนที่ได้อ่านเจอผ่านการทวิตครั้งนี้อย่างฉัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ คงไม่แตกต่างจาก”น้องเอย”ในคลิปนี้ ที่กว่าพี่วิกจะยอมกลับมาเรียกน้องเอยได้นั้น -นานมาก หลังจากคนสองคนนี้ มีเหตุผิดใจกัน ทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน

สำหรับฉันและพี่ @stemsystem การสนทนา การสื่อสาร จะเหลือแค่.. You and I  ในภาษาอังกฤษ หรือ “คุณแอนน์”ในภาษาไทย  ไม่มี ” Nong Ann ” เหมือนอย่างเช่นการสนทนาหรือ การส่ง SMS ดั่งเช่นวันวาน ที่แม้นแต่จะพิมพ์ภาษาอังกฤษส่งมาให้ ก็ยังเป็น ” Nong Ann ” ซึ่งตลอดเวลาที่เราห่างเหินกันนั้น ฉันเองรู้ดีแก่ใจว่า การเลี่ยงด้วยการใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนานั้น คือการหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อของฉัน เป็นการเฉพาะเหมือนเคยทำเท่านั้นเอง

ดังนั้นการทวิตเรียก”น้องแอนน์”ออกมาแบบเหมือนพลั้งเผลอ  แต่ฉันอยาก”ขอบคุณ” อย่างน้อย ความรู้สึกดีๆที่เคยมีต่อกันตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ถึงกับจางหายไปไหน แม้นว่าจะไม่หอมกรุ่นสดใสได้ดังเดิมอีกต่อไป  แค่อดีตเชื่อมต่อกับปัจจุบันได้ นั้นคือความสวยงามของ”มิตรภาพ”สำหรับคนสองคนแล้วค่ะ

เพราะอนาคต…มีแต่เรื่องหนักหนาสาหัสรออยู่ ต่างคนต่างมีหน้าที่ ที่ต้องทำแตกต่างกัน แต่ เราก็มีหน้าที่ที่เลียงไม่ได้ ที่พึงต้องกระทำต่อประเทศชาติบ้านเมือง  อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีใครกำหนดได้  ขอแค่ปัจจุบัน…เราไม่ได้ห่างกันใน”ความรู้สึก” พอใจแล้วค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

คลิปนี้ จากเริ่มต้นถึงนาทีที่  4.50 นะคะ นอกนั้นไม่ต้องเสียเวลาดู ไม่มีอะไร

อือม..แต่ช่วงหลังยังมีทะเลาะกันอีกและอีก เข้าใจผิดกันอยู่บ้าง เริ่มน้อยใจมาก ไม่เรียก”พี่และตามด้วยชื่อ”อีกเหมือนเดิม  แต่เรียก Honey !! What do you want from me?? นี่คือประโยคแรกที่ถามและกลายเป็นว่า ทุกครั้งเวลา”น้อยใจ” และเรียกจนติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ ที่”ชอบ”เรียกมากกว่า เรียกพี่แล้วตามด้วยชื่อเล่นแล้วนะคะ

แอนน์จะพยายามบันทึกไว้ให้พี่เหนื่อยจากงานมาอ่านนะคะ  เพราะ..”เวลามีน้อย”การเรียบเรียงและเนื้อหาที่อยากสื่อสารคงไม่ครบถ้วนอย่างที่อยากจะทำ  พี่ก็คงทราบดีอยู่แก่ใจ  ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ และแอนน์ก็รู้ว่า อีกไม่กี่อึดใจ พี่คงต้องทำในสิ่งที่..ต้องทำในหน้าที่สำคัญของพี่ ที่ประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ไว้  

ปล.ฮันนี่จะเรียก”น้องแอนน์”ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน จะเหมือนกัน รวมทั้ง”นะฮะ”นี้ก็เป้นภษาพูดที่ไม่ขัดเขิน เวลาฮันนี่พุดแล้วเพราะดี  ไม่ได้เหมือน เพศที่สามพูดกันอย่างที่มีใครเคยตั้งข้อสงสัยแต่อย่างไร  แมนมากค่ะ  ขอยืนยัน

 

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

 

  

เราจะอยู่ด้วยกันตลอดไป

 ในความทรงจำ ในหัวใจ ในความผูกพัน

แอนน์จะไม่ไปไหน

“วันนี้คงไม่ออกไปไหน รู้สึกอากาศมันเศร้ามากเลย” Tuesday, February 16, 2010

 

แค่ได้ยินประโยคนี้หลุดออกจากปากผู้ชายคนนี้ ก็ถือเป็นเรื่องไม่ปรกติแล้ว เพราะตลอดเวลาตั้งแต่รู้จักกันมา คบหาเป็นเพื่อนกัน ไม่เคยเจอ หรือได้ยินคำพูดลักษณะนี้เลย ไม่ว่าวันไหน ก็เป็นวัน-สุข-สำหรับหนุ่มรูปหล่อ เจ้าสำราญ คนนี้ได้ทุกเมื่อ

ความจริงเริ่มรู้สึกผิดปรกติในท่าทีและน้ำเสียงมาสักระยะได้กระมัง แต่..ไม่รุนแรงเท่าวันนี้ เริ่มรู้สึกแปลกใจ ที่จะมีเวลามาอยู่เป็นเพื่อนในยามป่วยไข้ได้ มีเวลาว่างขนาดนั้นได้เชียวหรือ เราคบหากันมานานมากพอที่จะรู้ว่า มีความไม่ปรกติในอารมณ์ น้ำเสียง และท่าที การแสดงออก ที่ทำให้เรา ต้องรู้สึก เจ็บปวด และ..ต้องแอบมีน้ำตาด้วยกันทั้งคู่ และยิ่งคำพูดที่เน้นย้ำว่า ไม่ลืมสัญญาที่ให้ไว้กับแอนน์เลย  คุณพูดได้เท่านี้ และเหมือนเราอับจนคำพูด

“ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมไม่เคยมีเวลาว่างเลย เป็นอย่างนี้มาตลอด …”

ไม่เป็นไร เรามีภาพความทรงจำดีๆเก็บตุนไว้พอจะให้หัวใจอุ่นได้อยู่เสมอ  เราต่างคนต่างมีหน้าที่ ที่ไม่สอดคล้องกันเอาเสียเลย แต่นั้นก็ไม่ได้ทำให้มิตรภาพที่เรามี “สั่นคลอน” ลงได้สักครั้ง แอนน์จะต้องกลับไปนั่งกินอาหารญี่ปุ่นที่ร้านๆหนึ่ง เราไม่ได้นั่งมองหน้ากัน เราไม่ได้นั่งตรงข้ามกัน แต่เรานั่งข้างกันที่เคาเตอร์บาร์หันหน้าออกมองวิวด้านนอกร้านผ่านกระจกใส เราจะมองเห็นเงาของกันและกันผ่านกระจกที่มองอยู่เบื้องหน้า เราไม่จำเป็นต้องหันหน้ามามองกัน แต่เราเห็น”เงา”ของกันและกันผ่านกระจกบานใหญ่บานนั้น  ลองหลับตานึกภาพนั้นสิ เราอยู่เคียงข้างกัน อีกทั้งอารมณ์ น้ำเสียงที่ถ่ายทอดผ่านการสะท้อนจากกระจกบานนั้น เวลาที่เราอยากรู้ว่า สิ่งไหนที่อีกฝ่ายอยากจะถ่ายทอดให้เข้าใจ นอกจากได้ยินผ่านน้ำเสียงที่มากระทบหูแล้ว เราไม่เคยหันหน้ามามองกันเลย สังเกตมั้ย แต่เราจะเงยหน้า หยุดกิน เพื่อจับจ้องสีหน้าและแววตาซึ่งกันและกัน ผ่านกระจกบานนั้น

ภาพความทรงจำดีๆมีอยู่มากพอให้อุ่นหัวใจได้อยู่ค่ะ  เวลาที่คิดถึงแอนน์ นึกถึงภาพที่มองผ่านกระจกนั้น จะเห็นว่าเราอยู่เคียงข้างกันเสมอ ตลอดไป

และแอนน์จะไม่ยอมให้การเต้นรำที่สนุกสุดเหวี่ยงครั้งนั้น เป็นครั้งสุดท้ายของชีวิต เคยบอกแล้วไงคะว่าอนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน ทำวันนี้ ปัจจุบันให้ดีที่สุด และวันข้างหน้า จะไม่เสียใจว่า ทำไม”วันนั้น”ถึงไม่ทำให้ดีที่สุด

ขอใช้ภาพเดิมไปก่อนนะคะ ถึงจะมีภาพคู่กันอยู่เยอะ แต่ กลัว “น้ำตา”จะพรั่งพรูกันออกมา  และขออนุญาตใช้เพลงข้างล่างนี้ ไม่เคยลืมว่าให้กับใครไว้ แต่ครั้งนี้ ขอเป็นกรณีพิเศษ เพราะ..ไม่ใช่วาระบอกรักกัน หรือเสน่หากัน แต่..ต่างกำลังกลัวการพลัดพรากจากกัน ไม่เจอกันอีกเลย ..แอนน์ไม่สามารถคิดถึงเพลงไหนได้ นอกจากเพลงนี้ และถือว่าเป็นเพลงเฉพาะกิจสำหรับทุกดวงใจที่ส่งผ่านมา รับรู้และรู้สึกไม่ต่างกันค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

 

ป้ายกำกับ: ,