RSS

Category Archives: ท.ทหาร อดทน

ไทย+สหรัฐ และ ไทย+จีน

1.เล่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุค 2500 ดีกว่า เพราะมันเกี่ยวพันกับ “อินทรี” และ “มังกร” โดยมี “ขุนศึกไทย” 2 ขั้วเป็นตัวเดินเรื่อง

2.ตั้งแต่ปี 2485 สหรัฐฯ หวังให้ไทยเป็น “ป้อมปราการ” ต้านคอมมิวนิสต์ จึงหนุนขุนศึกไทย ยึดอำนาจเบ็ดเสร็จในปี 2490

3.ก่อน 2500 จอมพล ป.เรืองอำนาจ เล่นบทการทูต 2 หน้า ด้านหนึ่งคบสหรัฐฯ อีกด้านหนึ่งส่งทูตลับเชื่อมไมตรี “ปักกิ่ง” หวังดึงปรีดีกลับไทย

4.ก่อน 2500 เกมชิงอำนาจระหว่างจอมพล ป.กับจอมพลสฤษดิ์ เข้มข้น โดยจอมพล ส.ส่งตัวแทนไปพบทูตสหรัฐฯ หยั่งเสียงเรื่องการทำรัฐประหาร

5.เหตุที่เกิดรัฐประหาร 16 ก.ย.2500 มาจากจอมพล ส.แตกหักจอมพลเผ่า ศรียานนท์ เจ้าพ่อตำรวจ และสหรัฐฯ ไม่พอใจจอมพล ป.จะผูกมิตรกับปักกิ่ง

6.จอมพล ส.ทำรัฐประหารซ้ำ 20 ต.ค.01 ด้วยเหตุผลเดียวคือ รับใช้นโยบายต่อต้านคอมมิวนิสต์ของสหรัฐฯ โดยมีทีมงานซีไอเอเป็นที่ปรึกษา

7.หลังจากยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ จอมพล ส.ก็เปิดฉากทำ “สงครามลับในลาว” หนุนช่วยนายพลพูมีและท้าวกระต่าย สู้กับคอมมิวนิสต์ลาวและเวียดนาม

8.หลังจอมพล ส.เสียชีวิต จอมพลถนอมก็รับไม้ต่อทำสงครามลับในลาว โดยซีไอเอ จัดตั้ง”ทหารเสือพราน” ส่งไปรบในลาว ด้านหนึ่งก็แทรกแซงกัมพูชา

9.สมัยจอมพลถนอม ร่วมมือซีไอเอ หนุนนายพลลอนนอล ยึดอำนาจสมเด็จสีหนุ สถาปนาสาธารณรัฐเขมร มีประธานาธิบดี แทนราชอาณาจักรกัมพูชา

10.ความวุ่นวายทางการเมืองในไทย เขมร ลาว และเวียดนาม เมื่อ 40-50 ปีก่อน ก็มาจากสหรัฐฯ กลัวคอมมิวนิสต์ กลัวปักกิ่งยึดแหลมทอง

11.มาถึงวันนี้ ไม่มีสงครามเย็น มีแต่ “สงครามทุน” สหรัฐก็ยังระแวงปักกิ่ง เพราะปักกิ่งกำลังเป็นมหาอำนาจทางธุรกิจในยุคโลกาภิวัตน์

Via @can_nw

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,

นางสนองพระโอษฐ์

 

นางสนองพระโอษฐ์ เป็นตำแหน่งของสุภาพสตรีสูงอายุและมีอาวุโสสูง โดยส่วนมากจะเป็นราชสกุล พร้อมที่จะรับสนองพระราชเสาวนีย์ พระราโชบาย และปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ชื่อตำแหน่งเป็นคำแปลอยู่แล้วถึงความหมายในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ที่จะกล่าวถึงนี้มิใช่จะกล่าวถึงเรื่องนางสนองพระโอษฐ์แต่จะแสดงถึงมากรที่มีชีวิตที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงปั้นขึ้นมาจากบุคคลจำนวนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการปั้นสมาชิกศิลปาชีพ ซึ่งทรงปั้นจากบุคคลที่ยากจน บางครั้งแทบจะไม่มีสมบัติอะไรติดตัวนอกจากร่างกายและชีวิตอันเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่หมดหวังแล้วของชีวิตในอนาคต นอกจากรอวันตายโดยปราศจากความสนใจ นั้นคือพวกคนพิการทรงทำให้คนพวกนี้มีอาชีพ มีความสุขมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง

นางสนองพระโอษฐ์ เป็นบุคคลที่พอมีสมบัติ พอมีความรู้บ้าง บางคนในเวลาที่ครองเรือนอยู่กับครอบครัวพอจะอยู่อย่างผาสุก มีผู้คนคอยรับใช้ช่วยเหลือให้ความสะดวกสบาย สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะทรงนำบุคคลเหล่านี้มาทรงอบรมและทรงปั้นให้แปรสภาพจากผู้ที่มีความสุขสบายอย่างไร้สาระ มาให้รู้จักกับความลำบาก เหน็ดเหนื่อยอย่างที่บางครั้งเรียกว่า สายตัวแทบขาด และต้องอดทนตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะทรงนำให้เข้าพบกับชีวิตที่แท้จริงของประชาชนที่ยากจนห่างไกลจากความเจริญของเมืองหลวง

เริ่มต้น ทรงอบรมให้เข้ากับประชาชน โดยต้องเข้าหาด้วยเมตตาจิตรับรู้และเข้าใจในความทุกข์หรือสิ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ซักถามถึงประวัติชีวิตและครอบครัว เพื่อทำรายงานขึ้นทูลถวายฯสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือ นางสนองพระโอษฐ์ทั้งหลาย ซึ่งถวายงานสนองพระราชเสาวนีย์จะปฏิบัติงานแตกต่างกันออกไป ตามที่จะทรงเห็นความสามารถของแต่ละบุคคล เช่น ปฏิบัติงานควบคุมทางด้านศิลปาชีพ ปฏิบัติงานควบคุมผู้ป่วยทั้งหมดตั้งแต่พระสงฆ์ตลอดจนชาวบ้าน ดูแลด้านการศึกษา ปฏิบัติงานทางด้านต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ตลอดจนการตกแต่งสถานที่ ฯลฯ

นางสนองพระโอษฐ์จึงมีความสามารถแตกต่างกันไป แต่การเข้าสู่ประชาชน นางสนองพระโอษฐ์จะต้องเข้าให้ได้ทุกคน ตามที่ได้รับการอบรมจากพระองค์ท่าน และเราจะต้องพบผู้ที่มาจากสถานที่ต่างกัน ต่างตำบลทั่วประเทศ สำเนียงการพูด ตลอดจนพูดวนไปวนมา ย่อมยากแก่การเข้าใจให้รวดเร็วทันใจ ในการพูด วนไปเวียนมา ต้องค่อยๆซักถามทีละคำ ช้าๆ

พร้อมทั้งท่องคาถาที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงสั่งสอนไว้ ให้เมตตาและอดทน เพราะทรงสั่งสอนแล้วสั่งสอนอีก ถึงการปฏิบัติงานว่า”จงทำงานด้วยหัวใจ ไม่ใช่สักแต่ทำให้แล้วๆไป เพราะเขาก็มีหัวใจเหมือนเรา “

ในคณะหน่วยแพทย์ บางครั้งพิจารณาดูแล้วก็น่าเห็นใจ ครั้งก่อนตั้งแต่ประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว คณะแพทย์ยังไม่ชำนาญเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉะนั้นไม่ว่าตามป่าดงพงไพรตามหมู่บ้านที่กันดารทั้งหลาย จะเปิดหน่วยแพทย์พระราชทานได้ทันที

 

ทุกสถานที่นางสนองพระโอษฐ์ที่จะสมัครใจอยู่ในหน่วยแพทย์ จะเป็นฝ่ายซักประวัติและหยิบยาแจกคนไข้ตามใบสั่งแพทย์ และขณะที่คนไข้อุ้มลูกจูงหลาน เข้ามาหาหน่วยแพทย์นั้น ต่างคนก็ต่างแย่งพูดน้ำลายกระเซ็นเป็นฟองฝอย ชี้มือประกอบคำพูดข้ามหัว ข้ามหู เป็นจ้าละหวั่น ท่ามกลางเชื้อโรคที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ในขณะที่พวกเราทั้งเหนื่อยทั้งกระหายน้ำ ยามที่แดดร้อนจัด และยามที่กลิ่นต่างๆระเหยออกมาจากร่างกายที่รุมล้อมอยู่รอบตัวจนเวียนหัว ตัวเองแทบจะเป็นคนไข้เสียเอง แต่สิ่งที่ปรากฏในสายตาพวกชาวบ้านคือเราจะคอยพูดชี้แจงซักถามประวัติของเขาจนกว่าเขาจะคลายจากความตื่นเต้น

บางครั้งก็ต้องส่งหน่วยแพทย์ออกไปตามหมู่บ้านไกลๆ ทั้งในถิ่นทุรกันดารบ้าง ในที่อันตรายบ้าง จะขอยกตัวอย่างเบาๆมาเล่าสู่กันฟัง เช่นครั้งหนึ่งราวปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ขณะนั้นเป็นระยะของการรวมกลุ่มของชนที่ต้องการอิสรภาพแยกตัวออกจากรัฐบาลกลาง และชายแดนไทย และด้วยความที่มีพระเมตตาต่อพสกนิกรทั่วหน้าตลอดทั่วขอบขัณฑสีมานั่นเอง

จนบางครั้งเกือบจะต้องทำให้นางสนองพระโอษฐ์นั้นเหลือแต่ชื่อ เนื่องจากหน่วยแพทย์ถูกส่งไปตั้งที่โรงเรียนสุดเขตชายแดนอำเภอเมืองงาย ขากลับเกิดรถเบรคแตกหยุดรถไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าชนเนินเขาเนินดินข้างทางเพื่อให้รถหยุด ขณะเดียวกันเราก็ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนประมาณ ๓๐ คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลเหล่านั้นขี่ม้าบ้าง จูงม้าและฬ่อ มีของบรรทุกมาบนหลังพร้อมทั้งคลุมหน้ามิดชิด เสียงดังของรถยนต์ทำให้ม้าและฬ่อตื่นตกใจออกวิ่ง ทำให้ผ้าที่คลุมของและสิ่งของที่บรรทุกบนหลังฬ่อหล่นลงมากลางถนน ของเหล่านั้นคือปืนบาชูก้า ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน

พวกเขาเข้ามาถามเราว่าเรามาจากไหนเราก็ตอบไปว่ามาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อมาช่วยเหลือคนเจ็บที่ยากจน พอจะถามพวกเขาบ้างว่า พวกเขา หล่ะมาจากไหน ก็โดนสะกิดห้ามไม่ให้ถาม เพราะถ้าเกิดประทะกันเราจอดสนิทแน่ไม่ต้องแจว เพราะมีตำรวจตระเวนชายแดนมาด้วย ๓-๔ คนเท่านั้นเอง นางสนองพระโอษฐ์ครั้งนั้นเท่าที่จำได้ มีคุณหญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล (ปัจจุบันเป็นท่านผู้หญิง) คุณหญิงสุวรี เทพาคำ (ท่านผู้หญิง) ม.ร.ว.ฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ (ท่านผู้หญิง) น.พ.วิวัฒน์ โปษยานนท์ และนาวาตรี สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ( ศ.ร.ภ.) ทั้งสองฝ่ายที่พบกันโดยไม่มีการนัดหมายในครั้งนั้น ต่างแยกทางจากกันโดยทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะถ้ามีการประทะกัน จะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอย่างว่า เพราะเราเสียเปรียบทุกทาง

การผจญภัยของนางสนองพระโอษฐ์ในครั้งก่อนๆมีหลายประเภทต่างๆกัน แล้วแต่กลุ่มไหนจะได้ประสบมากับตัวเองอย่างไร ตามแต่ภารกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะมีพระราชเสาวนีย์ ถ้าจะมาเล่าสู่กันฟังก็คงจะเหลือที่จะเล่า ไม่ต้องเล่าถึงอันตรายและความยากลำบาก แค่การเดินทางก็เหลือร้ายแล้ว ถนนหนทางก็แสนจะทารุณ มีหลุมขนมครกขนาดใหญ่ บ้างก็เป็นเหมือนผิวโลกพระจันทร์ ตัวก็กระเด็นกระดอน ไปตามจังหวะของรถ ที่แล่นโขยกเขยกเหมือนคนขาเป๋ บางทีฝนตกรถติดหล่มกลางป่า ที่ต้องเรียกว่าป่าเพราะมีแต่ต้นไม้ไม่มีบ้านคน ข้าวของและหยูกยาที่บรรทุกไป เพื่อแจกจ่ายราษฎรก็เปียกบ้างแห้งบาง ต้องผจญกับความลำบาก ต้องช่วยกันหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเหมือนบ้าหอบฟาง บุญแต่ไม่ถึงกับแบกหามเท่านั้น ซึ่งในลักษณะนี้ก็เป็นธรรมดาเสียแล้ว มีอะไรหลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะพบ บางครั้งต้องเข้ามารับคนไข้อีก ในการที่จะต้องได้รับการรักษาด่วนหรือระยะยาว นี่คือหน่วยแพทย์และพวกแจกของถามข่าวคราวความทุกข์สุขของประชาชน พวกหน่วยงานทางศิลปาชีพก็คงไม่แพ้กันเท่าไหร่ในความทรหดอดทน

เริ่มต้นจากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในความงามของผ้าไหมมัดหมี่ สิ่งทอตามหมู่บ้านแปลกๆ ที่เก่าแก่ และทรงคิดจะพัฒนาฟื้นฟูรักษาศิลปะของไทยให้ดำรงไว้ ฉะนั้นต่อมาพวกหน่วยนางสนองพระโอษฐ์แขนงนี้ ก็ต้องออกเดินทางซอกซอน ไปตามหมู่บ้านที่ยากจนและพวกที่มีอาชีพในทางทอ ไปดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม แนะนำการปลูกหม่อน หาพันธุ์หม่อนที่ดีกว่าให้ เพื่อจะได้ผลิตผลให้มากขึ้นตลอดจนแนะนำการทอให้ถูกกับรสนิยมของผู้ซื้อ และรับซื้อผ้าในราคาที่ควรเพื่อให้ชาวบ้านมีเงินทุนหมุนเวียน ให้กำลังใจมีความหวัง(ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสั่งสอนมา)

 ความทุรกันดารของบ้านเมืองเมื่อกาลก่อน ก็คงทราบแล้วว่าเป็นอย่างไร บางครั้งก็ต้องค้างคืนตามต่างจังหวัด ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของการติดต่อเพื่ออกไปตามตำบลหมู่บ้านที่ใกล้เคียง ความชุลมุนมีน้อยกว่ากลุ่มหน่วยแพทย์ เพราะพวกเราเข้าไปหาชาวบ้านในแต่ละบ้าน แต่มีวิธีการเจรจาผิดไปกับพวกหน่วยแพทย์ เพราะพร่ำพูดจน”คางยาน” พูดแล้วพูดอีก อธิบายจนกว่าเขาจะเข้าใจความหมาย เขาอาจจะเข้าใจเราสัก ๗๐ % ก็ยังดี ท่านสุภาพสตรีหัวเห็ดเหล่านี้ มีหม่อมราชวงศ์สุประภาดา เกษมสันต์(นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ) เป็นหัวหน้าคณะ รองลงมาคือคุณหญิงจรุงจิตต์ ฑีขะระ และผู้ติดตามที่จะต้องร่วมรับรู้งานแขนงนี้

ต่อจากพวกทอผ้าทั้งหลาย ศิลปาชีพก็ขยายแขนงออกไปตามลำดับ แล้วแต่จะพบผู้ที่ยากจนที่สุดจะอยู่ ณ.ที่แห่งหนตำบลไหน มีวัสดุและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะอำนวยในการทำมาหากินอย่างไร ตลอดจนมีฝีมือและความชำนาญ อันเป็นสมบัติดั่งเดิมมาแต่โบราณ จนเป็นอาชีพที่แสดงเอกลักษณ์ประจำตำบลนั้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก็จะทรงช่วยเหลือ และทรงส่งเสริมให้มีการผลิตให้มากขึ้นจนเป็นอาชีพที่ยั่งยืน ก็นางสนองพระโอษฐ์อีกนั้นแหละที่จะออกไปปฏิบัติตามพระราชประสงค์ กาลเวลาที่ล่วงเลยมาสถานการณ์และถนนหนทางสะดวกขึ้น ทำให้การติดต่อกับราษฎรตามต่างจังหวัดไกลๆสะดวกขึ้นตามลำดับความชำนาญและความเข้าใจระหว่างเราทั้งสองฝ่ายก็เข้ารูปเข้ารอยจนค่อยวางใจได้

หน่วยแพทย์ก็เจริญและมีความคล่องตัวมากขึ้นมีการปรับตัวให้เข้าตามหลักสถานที่ตั้งหน่วยตรวจคนไข้ตามท้องถิ่นมีการเข้าคิวรอคอยตามระเบียบ แยกตามประเภทของโรคและเปิดหน่วยแพทย์ทุกวันเว้นวันอาทิตย์ สถานที่ตั้งคือ หน้าที่ประทับยามแปรพระราชฐานทุกจังหวัด ปัจจุบันความชุลมุนวุ่นวายจึงลดน้อยลงมาก ถึงแม้ความแออัดจะยังคงมีบ้าง

นางสนองพระโอษฐ์ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า รับสนองพระเดชพระคุณหลายแขนง ของงานตามแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลตลอดจนติดตามพระยุคคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แล้ว ในครั้งก่อนบางครั้งยังมีพระราชเสาวนีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ออกไปตามจังหวัดไกลๆ จากเหนือจรดใต้ออกไปเพื่อไกล่เกลี่ยในกรณีพิพาทที่ราษฎร ทูลเกล้าฯถวายฎีกา
ในการเดินทางครั้งนั้น ส่วนมากถ้าอยู่ในเขตอันตรายจะพระราชทานให้มีผู้คุ้มกันไปด้วย เช่น พลเอกดำรง สิกขะมณฑล (ยศในขณะนั้น ซึ่งต่อมาท่านได้รับตำแหน่งมุหราชองครักษ์) และพลตำรวจเอก ประเนตร ฤทธิฤาชัย การเดินทางก็สะดวกบ้าง

 ผจญภัยบ้างบางครั้งถ้าในขณะที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ท่ามกลางพายุและฝนตกหนัก บนหน้าปัดเกิดมีไฟแดงขึ้น วิทยุติดต่อกับใครก็ไม่ได้ ต้องลงฉุกเฉินครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดต้องจอดเลย อาหารที่เอาไปสำหรับกินมื้อเดียวก็หมด รอบตัวมีแต่ความมีดมิดไปหมด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่ค่อนสนุกกันนัก บางครั้งอยู่ในเครื่องบินเล็กเฮลิคอปเตอร์นางสนองพระโอษฐ์ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า รับสนองพระเดชพระคุณหลายแขนง ของงานตามแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลตลอดจนติดตามพระยุคคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แล้ว ในครั้งก่อนบางครั้งยังมีพระราชเสาวนีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ออกไปตามจังหวัดไกลๆ จากเหนือจรดใต้ ออกไปเพื่อไกล่เกลี่ยในกรณีพิพาทที่ราษฎร ทูลเกล้าฯถวายฎีกา

 

ในกรณีมีราษฎรถวายฎีกาเหล้านี้ ผู้เขียนยึดหลักการของการไกล่เกลี่ย ที่สังเกตเห็นจากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ คือ ๑ ความยุติธรรม ๒. ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด ๓. ความเมตตาของทั้งสองฝ่าย ๔. ความซื่อตรงต่อกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องอะลุ้มอล่วยด้วยการเดินทางมาพบกันครั้งทางเฮลิคอปเตอร์บินปีกพึ่บพั่บอยู่กลางทะเลเอียงกันไปทั้งลำ ทั้งที่ทราบกันมาว่าก่อนหน้านี้มีเฮลิคอปเตอร์ตกมาและมีคนตายหมด ๗ คนในทะเล ขณะนั้นหลวงพ่อหลวงปู่ทั้งหลายเราต่างก็อาราธนาท่านให้มาช่วยกี่องค์กี่องค์ก็เชิญเสด็จมาหมด ในครั้งนั้นนายภาวาส บุนนาค ร่วมมาด้วยในการเดินทางไปจังหวัดสงขลา ในกรณีราษฎรร้องทุกข์เรื่องการใช้เงินผันไปขุดคลองในที่ของเขา (ซึ่งความจริงเขาก็เหยียบย่ำลงไปในที่เดิมเป็นคลองเก่า แต่เดี๋ยวนี้แห้ง)

ถ้าบางกรณีอาจมีเหตุที่จะต้องใช้เกี่ยวกับกฎหมาย ก็จะมีผู้พิพากษา นายวินิจ วินิจนัยภาค ร่วมไปด้วย สิ่งเหล่านี้ นางสนองพระโอษฐ์ผู้รับพระราชเสาวนีย์ ย่อมจะต้องถือเป็นหลักเช่นกัน และเมื่อพบหน้ากันครั้งแรก ต้องหาวิธีให้ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในอารมณ์ที่ดี (อาจะอารมณ์ขันก็ได้) เพื่อพร้อมที่จะรับฟังเหตุผลด้วยความสงบและเข้าใจ วิธีนี้ทำให้พบความสำเร็จด้วยดีมาแล้ว ส่วนมากเรื่องที่ถวายฎีกามักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน เช่นที่ตำบลทุ่งลุยลาย จังหวัดชัยภูมิ ราษฎรรวมชื่อกันถวายฎีกาว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไล่ที่ปลูกบ้านของชาวบ้าน ข้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็อ้างว่าราษฎรเข้ามาปลูกบ้านอยู่บนถนนที่เขาทำเครื่องหมายเขตไว้แล้ว

บ้างที่อำเภอเชียงราย ราษฎรลงลายชื่อยาวเหยียดถวายฎีกาว่า กรมพัสดุไล่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและจะยึดที่ดิน พอไปสอบสวนเขากลับได้ความว่ากรมพัสดุมอบให้ผู้ใหญ่บ้านดูแลที่ดินของพัสดุ แต่ผู้ใหญ่บ้านผู้ชาญฉลาดกลับเอาที่ดินไปจัดสรรขายราษฎร พอกรมพัสดุจะจัดการตามกฎหมาย ราษฎรที่ไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านหลอกขายที่ดิน ก็ถวายฎีกา หรือไม่นายทุนก็จะยึดที่ผู้จำนองอย่างทารุณเกินไป ในที่สุดด้วยหลักธรรมตามที่เล่ามาแล้วข้างต้น จึงทำให้ประนีประนอมกันได้

ปัจจุบันการปฏิบัติงานตามี่กล่าวมาข้างต้น ต่างก็อยู่ในระเบียบแบบแผนที่วางไปนอย่างดี พร้อมทั้งมีคณะ(ก.ร.ส.) ที่มีความว่องไวและสมองปราดเปรื่องมาช่วยรับปฏิบัติงานบ้าง จากนางสนองพระโอษฐ์รุ่นแรกๆ ซึ่งร่างกายย่อมโรยราลงตามลำดับของอายุ แต่สมองก็ยังไม่ยอมท้อถอย อายุแต่ละคนอย่างที่สุดก็เกือบ ๕๐ จากนั้นก็เป็น ๖๐ และ ๗๐ ปีตามลำดับ

และนี่คือผลงานของบุคคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเก็บบุคคลเหล่านี้มารวมกัน ทรงปั้น ทรงอบรมสั่งสอนในสิ่งที่เขาเหล่านั้นไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยรู้ถึงแก่นแห่งความจริงของมนุษย์ที่มีความทุกข์ยากไร้ ทรงนำมาให้ทำงานร่วมกัน เพียงจุดประสงค์เดียวที่จะให้รู้ถึงความเป็นเมื่อมีนางสนองพระโอษฐ์ผู้หนึ่งกราบบังคมทูลว่า การที่เขาสามารถทำกิจการตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ได้สำเร็จ ก็เพราะทรงสั่งสอนมาทุกสิ่งทุกอย่าง

พระองค์ท่านกลับรับสั่งว่า ถ้าพวกเธอไม่รับเสียอย่าง ผลก็ไม่สำเร็จออกมาอย่างเช่นทุกวันนี้

ในสายตาของพวกเรา ทั้งสองพระองค์มิมีวันที่จะทรงบ่นหรือท้อถอยในขณะที่ทรงผจญต่อความลำบากทุรกันดารที่อยู่เฉพาะพระพักตร์ อย่างดีก็จะรับสั่งให้เห็นเป็นเรื่องขัน หรือถ้าข้าราชบริพารคนใดบ่น นั่นคือ พระบารมีจะไม่ปกเกล้าและพระราชอาญาจะไม่พ้นกระหม่อมเช่นกัน และต้องขอพูดในที่นี้ถึงความรู้สึกว่า

ในการที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยี่ยมราษฎร หรือเสด็จฯไปตามท้องที่ที่จะต้องสำรวจเพื่อพัฒนาตามโครงการพระราชดำรินั้น ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายเสมอไป ต้องไปด้วยความอดทน ไม่บ่น และมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงทำทุกอย่างให้สำเร็จด้วยดี การเดินทางโดยรถยนต์ บางครั้งก็ต้องผจญภัยกับฝนทำให้รถตกหล่ม ถนนหนทางเละ ตัวทากกระโดดดูดเลือดจนตัวโป่งเป็นสีเลือดหมูแก่น่าเกลียด บางครั้งหลบฝนพายุหนาวสั่นเหมือนลูกนก บางครั้งหิวจนแสบท้องก็ยังกินอะไรไม่ได้ เพราะงานยังไม่เสร็จถึงแม้อาทิตย์จะตกดินมีแต่ความมืดอยู่รอบด้านแล้วก็ตาม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังประทับอยู่ตามพื้นดินที่มีผ้าพลาสติกสีทหารรองอยู่ อยากจะเรียกว่าอยู่ในป่าเหลือเกิน เพราะอยู่ตามต้นไม้บ้างและรอบรอบด้านก็มีแต่ความมืด หรือไม่ก็ประทับอยู่บนศาลาตามวัด มีแสงสว่างส่องเฉพาะไฟฉายที่เปิดอยู่เฉพาะพระพักตร์ ในขณะที่ยังทรงซักถามถึงการครองชีพ และสิ่งที่ท่านคิดว่าจะหาทางช่วยเหลือวิธีใดจึงจะเหมาะแก่บุคคลเหล่านั้น แทบจะเรียกได้ว่า ถ้างานไม่เสร็จก็ยังไม่เสด็จฯกลับพระตำหนัก แต่ปัจจุบันนี้มีหลายแห่งดีขึ้นมาก เนื่องจากฐานะโครงการศิลปาชีพเจริญขึ้นจึงมักประทับตามศูนย์ และนัดพบกันราษฎรตามพื้นที่ใกล้เคียง

แม้พวกเราจะหิวกระหายเรายังขอแบ่งขนมกันกินได้ แต่ทั้งสองพระองค์สังเกตได้จากพระโอษฐ์ที่แห้งพระเสโทที่ชุ่มโชกพระองค์ พวกเราก็รู้ว่าท่านก็ทรงมีความรู้สึกเหมือนพวกเราแต่ท่านจะทรงทำอย่างพวกเราทำไม่ได้ เพราะท่านประทับอยู่ในสายตาของราษฎรตลอดเวลา

ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนิสัยรอบคอบสมเป็นแม่บ้าน ท่านจะทรงสั่งสอนเสมอว่า อย่าประมาทในการเดินทางควรมีของให้พร้อม เช่นลูกกวาด ท๊อฟฟี่ บิสกิตส์ จำพวกของกินบางอย่างแม้กระทั้งไข่ต้มก็ควรจะมี ส่วนของใช้ เช่น ไฟฉาย มีด กรรไกรเล็ก เข็มซ่อนปลาย พลาสเตอร์ ยาแก้แมลงกัดต่อย ช้ำบวม มีพร้อม ฯลฯ อย่างละเล็กละน้อยในกระเป๋าที่ต่างคนต่างสะพาย ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือสมุด ปากกา สำหรับจดข้อความต่างๆทุกคนต้องมี บางครั้งถึงกับต้องแบกเป๋ เอาข้าวห่อไปกินของตัวเอง(ส่วนมากเข้าป่าตามดอยสูงๆ และยามที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมทหารตามหน่วยในที่กันดาร)

แต่ขนมถึงจะมีอย่างไรเราก็แบ่งให้พวกเจ้าหน้าที่หรือพวกบ้านเมืองที่ตามเสด็จฯ เขาก็คงหิวเหมือนเรา ลูกอมลูกหนึ่งจะแก้ความหิวไปได้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที (เราพยายามจับเวลา)

การเดินทางทางอากาศ มีหลายครั้งที่ต้องใช่คำว่าหวิดตาย เพราะพวกเราต้องผจญกับพายุฝนขนาดหนัก แม้บางครั้งที่เฮลิคอปเตอร์จะลงมาต่ำถึงพื้นดินประมาณ ๔-๕ เมตร ก็ยังลงไม่ได้เพราะเฮลิคอปเตอร์แกว่งเหมือนเปล ใครมีบทสวดมนต์ขลังๆก็นำมาใช้หมด แม้แต่พลโท นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ซึ่งนั่งลำพระที่นั่งก็ยังต้องสวดมนต์ แต่การสวดผิดปรกติเนื่องจากความกลัว จึงสวดกลับหน้าเป็นหลังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเป็นที่ขบขัน และทรงล้อภายหลังว่า ” มิน่ายิ่งสวดมนต์พายุก็ยิ่งโหมหนัก ” ลูกเห็บลูกโตๆ หล่นลงมาโดนทหารหน้าผากแตกต่อพระพักตร์

บางครั้งเฮลิคอปเตอร์ ลำผู้เขียนนั่งต้องอยู่กลางอากาศ และนักบินผู้ขับบอกให้รัดเข็มขัดขอลงฉุกเฉินและให้ออกจากเฮลิคอปเตอร์โดยเร็วเมื่อถึงพื้นดิน เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าสายพานขาดกลางอากาศ ผู้เขียนก็คงไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบอยู่ขณะนี้ เพราะพอเฮลิคอปเตอร์ถึงพื้น สายพานใบพัดหลังก็ขาดพอดี
นึกถึงผู้ร่วมชะตากรรมในครั้งนั้น ถ้าเราจะต้องตายก็คงไม่เหงาระหว่างการเดินทางไปสู่ปรโลก เท่าที่จำได้มี หม่อมเจ้าเพ็ญศิริ จักรพันธุ์ พลเรือเอก นิรันดร์ ศิรินาวิน ท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ นายแพทย์รุ่งธรรม ลัดพลี ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์

พวกเราทั้งหมดได้ถวายชีวิตร่วมกันในการติดตามรอยพระยุคลบาทตลอดเวลาอันยาวนาน มีหลายครั้งที่เราต้องตกใจถึงต้องนึกว่าครั้งนี้ไม่รอดแล้ว และก็ตลอดเวลาที่ทำให้เราชื่นใจที่ได้เห็นราษฎรมี ความปิติยินดีที่ได้เฝ้าฯอย่างใกล้ชิด หรือได้กราบทูลว่าได้มีความสุขขึ้นหลังจากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแล้ว พวกเราได้พบกับความหิวกระหายเมื่อยังไม่ได้กินอะไร หรือบางครั้งไม่มีอะไรจะกิน

เดินท่ามกลางแสงแดดตามยอดเขาฝุ่นตลบ บางครั้งฝุ่นผสมกับเหงื่อบนใบหน้ามอมแมม เหมือนมีหนวด บางครั้งโดดฝนจนเปียกทั้งตัวจนแห้งไปเอง เรื่องนั่ง(ยังไม่ถึงนอน) กลางดินกินกลางทรายเป็นเรื่องปรกติ แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังบรรทมบนเสื่อกระจูดตามพื้นศาลาโดยไม่มีพระเขนยจะรองรับ ที่เขาล้าน

ในฐานะที่ทรงเป็นองค์สภานายิกา สภากาชาดไทย บางครั้งต้องค้างคืนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พวกเราไม่มีเครื่องกันหนาวพอเพราะไม่คิดว่าจะต้องค้าง และที่นั่นหนาวอย่างที่เรียกว่าเข้ากระดูกดำ ต้องเอาขาใส่ไว้ในถุงพลาสติกห่อไว้ ตกดึกลุกขึ้นมาดูว่าทหารเขาจะทำกันอย่างไร ก็เห็นเขาเอาเสื่อมาห่อตัวมองดูแล้วรูปร่างประหลาด น่าขัน จากฉายาทหารเสือ กลายเป็นทหารเสื่อไปเสียแล้ว
สิ่งที่ได้ประสบมาคงจะเล่าไม่จบ ถึงความที่ต้องผจญกับสิ่งที่พวกเราต้องใช้ความอดทนในความยากลำบากบางประการ ตลอดจนแทบจบชีวิตอย่างหวุดหวิดในการตามรอยพระยุคลบาท และทั้งสองพระองค์เล่า ท่านทรงพระดำเนินนำหน้าพวกเรา ท่านจะต้องทรงพบทุกสิ่งทุกอย่างก่อนเราเสมอ

พวกเราภูมิใจในการที่เราได้มีโอกาสรับรู้และร่วมอยู่ในกาลเวลานั้นๆ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงดำรงพระยศอันสูงส่งคือ “กษัตริย์” อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เฝ้าเห็นถึงความอดทน และทรงทำพระทัยได้เหมือนแผ่นดินและห้าวงนที คือ “ข่าวลือ” การบิดเบือนความจริงทั้งหลายในปัจจุบันแทบจะเป็นธรรมดาของข่าว แต่ข่าวลือเหล่านี้บางครั้งก็อาจจะบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ในอนาคตอนุชนรุ่นหลังย่อมจะไม่รู้แจ่มแจ้งในข้อเท็จจริง จะต้องสงสัย ไม่แน่ใจ ความจริงคืออะไรกันแน่

อย่างที่พวกเราเคยสงสัยและถึงกับโต้เถียงกันในระหว่างปัญญาชนทั้งหลายในประวัติศาสตร์บางเรื่อง ผู้เขียนไม่ใจเย็นพอที่จะให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ในเมื่อความจริงก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว มีเรื่องที่บิดเบือนจากความจริงมากมายนัก ที่ควรจะแถลงความจริง แต่แล้วก็จนใจในประโยคที่ว่า
” ถ้าเราจะต้องคอยแก้ข่าวลือ เราก็ไม่ต้องเป็นอันทำอะไร นอกจากนั่งฟังข่าวลือและคอยแก้ข่าวลือเหมือนคนบ้าจี้ เป็นตัวตลกให้เป็นที่ขบขันของคนที่ก่อข่าว”

 ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ข่าวลือหรือเรื่องที่บิดเบือนความจริงให้เป็นเหมือนกระแสลมที่ผ่านไป ถึงแม้จะเป็นลมที่เป็นพิษก็ตาม แต่ทำไม ทำไมบางเรื่องที่ยิ่งใหญ่เราจะยอมให้เรื่องที่ไม่เป็นความจริงผ่านไปด้วยเล่า ทั้งสองพระองค์ซึ่งทรงเป็นมนุษย์ปุถุชน แต่ด้วยพระชาติกำเนิดและหน้าที่ ซึ่งต้องทำให้ทรงข่มพระอารมณ์ ต้องทรงอดทนและพยายามที่จะปฏิบัติพระองค์ให้ตั้งอยู่ในกฎแห่งทศพิธราชธรรมเพียงใด แต่ก็ยังทรงอดที่จะไหวหวั่นในคำพูดของมนุษย์ด้วยกันไม่ได้ในคำกล่าวที่ไม่ตรงกับความจริง ในบางครั้งก็ทำให้ทรงท้อแท้เสียพระทัยโดยจะไม่มี

การกล่าวแก้ใดๆทั้งสิ้น ในเวลาเดียวกันถ้าปวงชนแสดงออกให้เห็นว่า เขาเข้าใจในความปรารถนาดีของทั้งสองพระองค์ และพวกเขาเป็นสุข สิ่งนี้ก็จะทำให้ทรงมีกำลังพระทัยอิ่มเอมที่จะทรงอดทนและทุ่มเทกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา เพื่อประชาชนอย่างไม่ทรงท้อถอยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บางครั้งเมื่อทรงทราบว่ามีผู้สมมุติพระนามว่า “ ซูสีไทเฮาและแม่รีอังตัวเนตหรือแมรี่ไล่ควาย” ท่านได้แต่ทรงพระสรวลด้วยความเศร้าพระทัย

 เพราะท่านทั้งสองที่ได้ถูกกกล่านามมานี้ ตามประวัติศาสตร์ ซูสีไทเฮา เป็นบุคคลที่ฉลาดเชื่อมั่นในตนเอง มีความทะเยอทะยาน ทุกคนจะต้องอยู่ใต้อำนาจ จะต้องทำตามกฎเกณฑ์และคำสั่งทุกประการ ตลอดมาจนถึงต้นรัชกาลกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน ก็ยังไม่พ้นอิทธิพลของซูสีไทเฮา แม้แผ่นดินจะเดือดร้อนอย่างไรก็ไม่สนใจ นอกจากอำนาจ ส่วนแมรีอังตัวเนตหรือแมรี่ไล่ควาย (ตามที่มีคนตั้ง) สำหรับรายนี้ประวัติศาสตร์อีกนั้นแหละ เพราะพระชนม์ยังน้อย อยู่ในความสุขไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น อยู่สูงไร้เดียงสา จนไม่รู้ความจริงของประเทศว่า อยู่ในขั้นวิกฤตเพียงไร ไม่รู้ถึงความอดอยากของราษฎรถึงแม้ขนมปัง(แทนข้าวของเรา) ก็ยังไม่มีจะกิน และทรงปลอบใจให้คนกินเค้กแทน

แต่คำว่าแมรี่ไล่ควายกลับทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงดีพระทัย เพราะเป็นการยอมรับว่าพระองค์ท่านพระบาทติดดินเหมือนกับประชาชน ในเมื่อควายมันยังต้องเดินอยู่ตามท้องนา และท่านต้องทรงพระดำเนินไปตามท้องนาเพื่อไล่ควาย แต่ทรงข้องพระทัยว่า ทำไมชาวไร่ ชาวนา มีสิทธิ์ใส่งอบ ใส่หมวกกันแดดได้ แต่ทำไมท่านจะทรงพระมาลากันแดดบ้างไม่ได้

 ในเมื่อบางครั้งท่านจะเสด็จฯไปเยี่ยมประชาชนตั้งแต่เช้า และตามปรกติจะเสด็จฯกลับถึงพระตำหนักก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้า พระอาทิตย์อยู่กลางฟ้า ถ้าไม่ทรงพระมาลา พระหัตถ์หนึ่งก็ต้องทรงถือพระกลด ก็ถ้าจะพระราชทานพระหัตถ์ทั้งสองข้างให้แก่ประชาชนจะมิดีกว่าหรือ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยรับสั่งถึงการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรว่า “ฉันจะทำอย่างไรได้ เดินทำยิ้มๆ แล้วก็โบกมือให้เขา ฉันทำไม่ได้ เมื่อบางคนเข้ามาหาด้วยน้ำตาอาบแก้มทุกข์แสนสาหัส ฉันจะทนได้รวมใจความแล้วทั้งสองนามที่กล่าวถึง ไม่มีนิสัยเหมือนกันเลย เหมือนกันอย่างเดียวคือ อยู่สูงเสียจนไม่รู้จักประชาชนชาวดิน”

 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เลยไม่ทรงทราบว่าจะให้ท่านเหมือนใครกันแน่ แต่ที่แน่ๆทั้งสองท่านที่กล่าวนามมานี้ ไม่ลงมาเดินดินเช่นประชาชนธรรมดาเลย ไม่รู้ถึงชีวิตของประชาชนเดินดินว่ามีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร พวกเราหลายคนได้จบอักษรศาสตร์บัณฑิต ได้เรียนรู้ประวัติของชาติต่างๆมาก็มาก ยังไม่เคยเห็น กษัตริย์และพระราชินีของชาติไหนที่ทุ่มเทเวลาให้กับประชาขนเท่ากับทั้งสองพระองค์ทรงสละให้กับประชาชน ที่เราได้เห็นด้วยตาตัวเองอย่างแจ่มชัดเช่นนี้

มักจะมีผู้กล่าวถึงความรักว่า “ความรักที่แท้จริงย่อมต้องเสียสละ ” แต่การเสียสละของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีหลายประการนัก ทรงเสียสละด้วยการลดละทิฐิของพระองค์เอง ทรงเสียสละในความสุขสะดวกสบายส่วนพระองค์ ด้วยการลงไปร่วมรับรู้ความทุกข์ยากของประชาชน ทรงเสียสละด้วยการทรงยอมรับบาป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงกลัวที่สุดในพระชนม์ชีพ คือการที่ทรงสนับสนุนให้ราษฎรเลี้ยงไหม ในเมื่อทรงเห็นว่าไหมในขณะนี้ยังเป็นสิ่งที่โลกต้องการ และการทอผ้าไหมเป็นอาชีพที่นำรายได้มาให้ราษฎรอย่างดี หลวงปู่และคณะสงฆ์หลายองค์ได้ทูลเตือนและขอร้องให้ทรงเลิกส่งเสริมการเลี้ยงไหมเสียเถิด แต่ก็ไม่อาจทรงหยุดความช่วยเหลือได้ และนี่มิใช่ด้วยความรัก เสียสละที่ทรงมีต่อประชาชนหรอกหรือ ตราบใดที่มีราษฎรเข้ามาหาท่านด้วยน้ำตาอาบหน้า ขอให้ทรงช่วยให้เขามีชีวิตอยู่รอด จึงบางครั้งผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์จะได้เห็นถึงความที่ทรงมีความทุกข์ในข้อนี้เพียงใด

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , ,

มโนธรรมของทหาร

 

คำถามของหนู เมื่อวาน เป็นคำถามที่ดีมาก…แต่ตอบลำบาก !

ทำให้นึกถึงบทความของ พล.ท.บัญชร ชวาลศิลป์ เรื่องทหารมีเพียง…๒ ประเภท ( เท่านั้น ) บทความของท่านผู้นี้ได้ลงพิมพ์นิตยสารของกองทัพบก ชื่อยุทธโกษ ปีที่ ๑๑๒ ฉบับที่ ๑ ประจำเดือน ตุลาคม – พฤศจิกายน – ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๖ แต่แปลกมากตรงที่หนังสือเล่มนี้กลับได้รับการแจกจ่ายในหน่วยงานของผมน้อยมาก

ใครอยากได้ต้องแสวงหาซึ่งไม่เหมือนเล่มอื่น ๆ ที่มักมีคนมาวางให้ถึงโต๊ะทำงาน เหมือนกับมีใครบางคนไม่ต้องการให้บทความดี ๆ นี้ได้แพร่หลาย ถ้าหนูเห็นว่าดีจะลอกไปส่งให้เพื่อน ๆ ที่เป็นทหารในชมรมของหนูก็ได้

ทหารมีเพียง ๒ ประเภท ก่อนก้าวเท้าเข้าสู่ความเป็นทหารอาชีพ โปรดคิดใคร่ครวญให้จงหนัก……. เนื่องเพราะอาชีพทหารแตกต่างจากอาชีพอื่น เป็นทหารต้องเริ่มต้นด้วยจิตใจเสียสละ เพราะอาชีพทหารไม่มีทางร่ำรวย ด้วยรายได้ทางเดียวจากทางราชการ

ฉะนั้น อยากรวยจงอย่าเป็นทหาร แต่ใช่ว่าเป็นทหารแล้วจะต้องยากจนเพราะเมื่อเริ่มต้นด้วยจิตใจเสียสละแล้ว ท่านย่อมสามารถประคับประคองชีวิตให้พออยู่พอกินได้ ด้วยการตอบแทนจากทางราชการ ใช่หรือไม่ ชีวิตพออยู่พอกิน ก็เป็นชีวิตที่มีความสุขได้

ฉะนั้น เมื่อยอมรับในกฎเหล็กข้อแรกนี้แล้ว จงยึดมั่นถือเป็นสรณะประจำใจ เป็นทหารต้องเริ่มต้นด้วยจิตใจเสียสละ เป็นทหารได้อะไรตอบแทนจากการเสียสละ ?

สูงสุด คือเกียรติยศที่ได้รับจากประเทศชาติและประชาชน สำหรับชายชาติทหาร ไม่มีอะไรสูงสุดกว่าเกียรติยศ ดังนั้น เมื่อเป็นทหารแล้ว ทุกย่างก้าวในอาชีพ จึงต้องยึดถือเกียรติยศ เป็นเช่นลมหายใจหล่อเลี้ยงชีวิต

ทหารที่ละเมิดกฎแห่งเกียรติยศ คือทหารที่ขาดลมหายใจ เป็นทหารที่ตายไปแล้ว นี่เป็นกฎเหล็กข้อที่สอง ซึ่งทหารต้องยึดถือเป็นสรณะประจำใจ ฉะนั้น ก่อนก้าวเท้าเข้าสู่ความเป็นทหารอาชีพ โปรดคิดใคร่ครวญให้จงหนัก

ตลอดเส้นทางเดินแห่งเกียรติยศ ทหารมิได้เป็นเพียงผู้ได้รับความไว้วางใจจากประเทศชาติและประชาชนให้ถืออาวุธ เพื่อทำหน้าที่นักรบพิทักษ์แผ่นดินเท่านั้น

แต่ทหารยังต้องเป็น สุภาพบุรุษอีกด้วย ท่านจึงต้องเป็นให้ได้ทั้ง ” นักรบ ” และ ” สุภาพบุรุษ ” เช่นนี้แล้ว ทหารอาชีพจึงมีเพียง ๒ เส้นทางเดินเท่านั้นให้เลือก… เป็นทหารที่ดี หรือไม่ก็เป็น… ทหารที่เลว

ดิฉันไมได้คิดหรือเขียนขึ้นมาเอง เป็นคำตอบหลังจากที่ดิฉันถามว่า… ” อะไรคือมโนธรรมของทหาร ”

 

 

ป้ายกำกับ: , , ,

โศกนาฎกรรมชีวิตบนความภาคภูมิใจ L-39 VS SAM-7

“ผม เรืออากาศโท (ชื่อ นามสกุล)….ได้รับคำสั่งจากองทัพอากาศไทย ให้ทำการโจมตีทำลายโรงงานผลิตยาเสพติดแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ตรงเขตชายแดนประเทศไทย โดยมีกองกำลังติดอาวุธคุ้มกันอยู่ โรงงานแห่งนี้ได้ส่งยาเสพติดเข้ามาขายในประเทศไทย ทำลายทั้งเยาวชนและเศรษฐกิจ ทำความเสียหายให้แก่ประเทศอย่างใหญ่หลวง

ทางรัฐบาลจึงมีคำสั่งให้กองทัพอากาศโจมตีทำลายโรงงานแห่งนี้ทันที ก่อนที่ยาบ้าสูตรใหม่ที่มีฤทธิ์อันตรายมากกว่าเดิม จะถูกผลิตออกมาในไม่ช้านี้

วันนี้ผมกับเพื่อนๆนักบินอีก 3 นาย ซึ่งนั่งอยู่ทางที่นั่งด้านหลังนายหนึ่ง และอีกสองนายอยู่ในเครื่องบินอีกลำหนึ่ง จะต้องบินเพดานต่ำเพื่อหลบเรดาร์ และบินลอบเข้าไปหาเป้าหมาย ซึ่งเมื่อถึงเป้าหมาย ก็จะต้องทำการโจมตีให้เร็วที่สุด และรีบถอนตัวออกมา เนื่องจากหน่วยข่าวกรองแจ้งให้ทราบว่ามีอาวุธต่อสู้อากาศยานซ่อนพรางคุ้มกันโรงงานผลิตยาเสพติดแห่งนี้อยู่มากมาย

ภารกิจนี้จึงเสี่ยงมาก แต่เพื่อประเทศชาติ ผมพร้อมที่จะสละได้แม้นกระทั่งชีวิต

สำหรับนกเหล็กที่ผมใช้คือ เครื่องบินขับไล่โจมตีแบบ L -39 ติดอาวุธระเบิด MK-83(1,000 ปอนด์) 2 ลูก และจรวด AIM 9 P-3 ซึ่งนำวิถีด้วยความร้อนอีก 2 ลูก

บึ้มๆๆๆๆๆ….ผมไม่ได้ยินเสียงหรอกครับ เพราะนั่งอยู่ใน Cockpit (ห้องนักบิน) ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดี สำหรับป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก แต่เป็นเพราะกลุ่มควันสีดำที่ฟุ้งกระจายเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า บวกกับความรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนของคลื่นอากาศ (Shock Wave) ที่ทำให้เครื่องบินของผมโคลงเคลงไปมานั้น เป็นการบอกให้รู้ว่า เครื่องบินของผมกำลังถูกยิงด้วยกระสุนแตกกระจายจากปืนต่อสู้อากาศยาน ซึ่งก็แสดงว่า

ข้าศึกรู้การมาของผมแล้ว !!

ประกายไฟแวบวาบที่เกิดขึ้นทั่วป่าข้างล่างนั้นเป็นตัวบอกอย่างดีว่า ข้าศึกได้ยิงอาวุธทุกชนิดที่มีขึ้นมาสกัดกั้นพวกผม ผมยิ้มให้กับความตายเมื่อบินผ่านกลุ่มควันระเบิดของกระสุนปืนต่อสู้อากาศยาน ซึ่ง L -39 ของหมู่บินเฉพาะกิจของผมนี้ได้ทาสีลายพรางโทนฟ้าคราม แต่ไร้ซึ่งเครื่องหมายบ่งบอกสัญชาติ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อพิพาทด้านการเมืองระหว่างประเทศ

ฉะนั้น ถ้าผมถูกยิงตกพร้อมกับเครื่องบินไร้สังกัดนี้ ก็จะไม่มีใครทราบเลยว่าผมเป็นใคร และจะไม่มีใครในประเทศไทยทราบเลยว่าผมหายไปไหน นอกจากผู้บังคับบัญชาไม่กี่คนที่คงจะบอกกับคนในครอบครัวว่าผมจากไปเพราะอุบัติเหตุจากการฝึก เพราะทุกอย่างต้องเป็นความลับเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อชาติสูงสุด แม้จะต้องถูกยิงตกตายอนาถอย่างเงียบๆบนผืนดินต่างแดน แต่เพื่อปกป้องมาตุภูมิไทย พวกผมก็พร้อมจะแลกด้วยชีวิต

นกเหล็กทั้งสองยังคงไต่ทะยานเพิ่มความสูงอย่างไม่หวาดหวั่น จนกระทั่งได้ความสูงที่เหมาะสม ผมจึงผลักคันบังคับไปข้างหน้า ปักหัวลงเพื่อทำมุมสำหรับการทิ้งระเบิด แต่….พวกเราถูกยิงจากปืนต่อสู้อากาศยานนำวิถีด้วยเรดาร์

ผมรู้ได้จากวิถีของกระสุนแตกอากาศที่วิ่งมาระเบิดดักหน้าเครื่องของผม แต่ผมไม่มีเวลาคิดอะไรอีกแล้ว ถ้าทำภารกิจนี้ไม่สำเร็จ ประเทศจะต้องเสียหายอย่างใหญ่หลวง ผมจึงต้องทำให้สำเร็จแม้นจะต้องบินชน…ผมก็ยอม

L-39 ทั้งสองลำยังคงดำดิ่งเข้าหาเป้าหมายอย่างสง่าผ่าเผยท่ามกลางสายกระสุนที่พุ่งสวนไปกับกลุ่มควันของกระสุนแตกอากาศที่ระเบิดกระจายเต็มไปทั่วทั้งท้องฟ้า เมื่อได้ระยะมฤตยูขนาด 1,000 ปอนด์ จากปีกของเครื่องบินทั้งสองก็ลอยละลิ่วเข้าหาเป้าหมาย

แรงระเบิดมหาศาลจากลูกระเบิดทั้งสี่ลูก ซึ่งเข้าเป้าหมายอย่างแม่นยำ ประกอบกับน้ำยาเคมีที่เป้นสารตั้งต้นของการผลิตยาเสพติดซึ่งเป็นวัตถุไวไฟ ทำให้พื้นที่โรงงานแห่งนั้นหลายเป็นทะเลเพลิงไปทันที

ในที่สุดผมก็ได้มีวันนี้ วันที่ผมใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็ก ว่าจะได้มีโอกาสตอบแทนแผ่นดินไทย ด้วยการบินผ่าอันตรายเข้าไปอย่างกล้าหาญไม่หวาดหวั่น เพื่อทำลายอริราชศัตรูของชาติเยี่ยงวีรบุรุษ และในที่สุด..ผมก็ได้ทำแล้ว

ผมดึงเครื่องขึ้นหาความสูงอีกครั้ง แต่แล้วต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อเพื่อนนักบินที่นั่งอยู่ข้างหลังวิทยุมาบอกว่า “แซม 2 ลูก 10 นาฬิกา”

ผมขนลุกซู่ เหงื่อแตกพลั่กเมื่อเห็นมฤตยูนำวิถีพุ่งเข้าหาจากข้างหน้าทางซ้าย ผมรับกดหัวเครื่องบินให้ดิ่งลงต่ำแล้วปล่อยชาร์ฟ ซึ่งเป็นแผ่นโลหะชิ้นเล็กๆเพื่อรบกวนเรดาร์นำวิถีของจรวดแซม

ดราก้อนลีดเดอร์ จากดราก้อนซีโร่ ทู ผมถูกยิงจากปืนต่อสู้อากาศยาน ผมสูญเสียกำลังเครื่องยนต์ เร่งเครื่องไม่ขึ้น ช่วยผมด้วย เพื่อนนักบินอีกลำวิทยุมาบอกผม แย่แล้วขีปนาวุธกำลังพุ่งเข้าหาเขา

L -39 หมายเลขสอง ถูกจรวดแซม 2 ลูกซ้อนทำให้ระเบิดกลางอากาศกลายเป็นจุล มหาจุลไปในพริบตา

ลาก่อนเพื่อน นายตายเพื่อชาติอย่างสมศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ผมกัดฟันกรอดด้วยความโกรธและเสียใจ แต่ …เครื่องของผมก็สั่นสะเทือนอย่างแรง แรงกระแทกทำให้ผมรู้สึกมึนไปชั่วขณะ

เครื่องถูกยิง ผมบอกตัวเองพร้อมกับรีบตรวจดูความเสียหายจากสัญญาณไฟเตือนของระบบต่างๆ ที่กำลังแข่งกันกระพริบแดงโร่ แพรวพราวเต็มแผงหน้าปัดไปหมด ด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นปรกติ กลิ่นไฟไหม้เหม็นจนแสบจมูก กลุ่มควันสีเทาตลบอบอวลเต็มไปทั่วห้องนักบิน

โอ๊ย !! ผมถูกยิง ช่วยด้วย …เพื่อนนักบินที่อยู่ด้านหลังได้รับบาดเจ็บจึงร้องขอความช่วยเหลือ

ใจเย็นๆ ผมจะรีบนำเครื่องกลับฐานให้เร็วที่สุด ผมพยายามปลอบเพื่อนนักบินที่นั่งอยู่ด้านหลัง ทั้งๆที่นกเหล็กพิการตัวนี้เริ่มควบคุมไม่ค่อยจะได้แล้ว

เราต้องทำให้ได้ ผมให้กำลังใจตนเอง เพราะผมจะต้องพยายามสู้เพื่อความอยู่รอดของเรา แต่แล้ววัตถุขนาดใหญ่ก็พุ่งตรงมาที่เครื่องของผมด้วยความเร็วสูง

แซม !!! ผมอุทานอย่างลืมตัว แต่หลังจากได้สติ ผมก็ได้วิเคราะห์แล้วว่านกเหล็กพิการตัวนี้ ไม่มีทางหนีรอดได้แน่นอน ถ้าขืนอยู่อย่างนี้ต่อไปพวกผมต้องแหลกพร้อมเครื่องเป็นแน่

Eject! Eject! Eject! ผมตะโกนอย่างสุดเสียงพร้อมคว้าหวงดึงสละเครื่องอย่างรวดเร็วตามสัญชาตญาณของการเอาตัวรอด เสียงนกเหล้กระเบิดพร้อมแรงดันมหาศาลส่งผมพุ่งขึ้นสู้ความเวิ้งว้างของท้องฟ้า ทำให้ผมมึนไปชั่วขณะ เสียงร่มกางกินลมพร้อมสายรัดกระชากตัวอย่างแรง ทำให้ผมได้สติ จึงเห็นตัวเองและเพื่อนกำลังลอยต่ำสู่เบื้องล่าง เขาบาดเจ็บ ผมต้องช่วยเขา

ทางไปสู่เกียรติศักดิ์ จักประดับดอกไม้ หอมหวนยวลจิตไซร้ บ่มี

ฉันบันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้โดยปราศจากการให้เครดิตนักบินที่สละชีวิตจากภารกิจสำคัญนี้ ด้วยเหตุผลไม่ต้องการให้”ศัตรู”ตามกลิ่นได้ถูกว่า อีกท่านที่ยังมีชีวิตอยู่และนำเรื่องราวกลับมาเล่าสู่กันฟังนั้นคือ..ท่านผู้ใด

เพราะสถานการณ์ทางการเมือง ณ ปัจจบัน นอกจากจะร้อนแรงด้วยไฟการเมืองภายในประเทศแล้ว แหล่งผลิตยาเสพติดต่างๆตามตะเข็บชายแดนไทย มิได้หมดสิ้นไป และ..ผู้มากอิทธิพลทั้งหลายในเมืองไทยก็อาจจะมี”หุ้นส่วน”ในการเอื้อประโยชน์แก่โรงงานผลิตยาเสพติด เพื่อนำมาจำหน่ายในเมืองไทยอีกด้วย

จะปิดทองหลังองค์ปฎิมา จะยอมรับโชคชะตาไม่ว่าดีร้าย

ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ถึงเวลาก็ต้องไป เหลือไว้แต่คุณงามความดี

ขอเทิดทูนศักดิ์ศรียิ่งสิ่งใด แม้นแต่ลมหายใจก็ยอมพลี

โลกยังไม่สิ้นหวัง ถ้ายังมั่นในความดี

ศรัทธาไม่มีหน่ายหนี คนดีไม่มีวันตาย

– คนดีไม่มีวันตาย –

ข่าวอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับ”ชนกลุ่มน้อย”ดังกล่าว

นักบินได้รับการแจ้งเตือนให้ระวังอาวุธนำวิถีของกลุ่มว้า ที่เกิดจาการปราบปรามยาเสพติด

ตลาดยาเสพติดชายแดนซบเซาหลังว้าแดงบุกถล่มโรงงานผลิตเฮโรอีน

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,