RSS

Monthly Archives: กุมภาพันธ์ 2012

นางสนองพระโอษฐ์

 

นางสนองพระโอษฐ์ เป็นตำแหน่งของสุภาพสตรีสูงอายุและมีอาวุโสสูง โดยส่วนมากจะเป็นราชสกุล พร้อมที่จะรับสนองพระราชเสาวนีย์ พระราโชบาย และปฏิบัติตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ชื่อตำแหน่งเป็นคำแปลอยู่แล้วถึงความหมายในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ที่จะกล่าวถึงนี้มิใช่จะกล่าวถึงเรื่องนางสนองพระโอษฐ์แต่จะแสดงถึงมากรที่มีชีวิตที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงปั้นขึ้นมาจากบุคคลจำนวนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างไปจากวิธีการปั้นสมาชิกศิลปาชีพ ซึ่งทรงปั้นจากบุคคลที่ยากจน บางครั้งแทบจะไม่มีสมบัติอะไรติดตัวนอกจากร่างกายและชีวิตอันเป็นของตัวเอง หรือผู้ที่หมดหวังแล้วของชีวิตในอนาคต นอกจากรอวันตายโดยปราศจากความสนใจ นั้นคือพวกคนพิการทรงทำให้คนพวกนี้มีอาชีพ มีความสุขมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความหวัง

นางสนองพระโอษฐ์ เป็นบุคคลที่พอมีสมบัติ พอมีความรู้บ้าง บางคนในเวลาที่ครองเรือนอยู่กับครอบครัวพอจะอยู่อย่างผาสุก มีผู้คนคอยรับใช้ช่วยเหลือให้ความสะดวกสบาย สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะทรงนำบุคคลเหล่านี้มาทรงอบรมและทรงปั้นให้แปรสภาพจากผู้ที่มีความสุขสบายอย่างไร้สาระ มาให้รู้จักกับความลำบาก เหน็ดเหนื่อยอย่างที่บางครั้งเรียกว่า สายตัวแทบขาด และต้องอดทนตามรอยพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะทรงนำให้เข้าพบกับชีวิตที่แท้จริงของประชาชนที่ยากจนห่างไกลจากความเจริญของเมืองหลวง

เริ่มต้น ทรงอบรมให้เข้ากับประชาชน โดยต้องเข้าหาด้วยเมตตาจิตรับรู้และเข้าใจในความทุกข์หรือสิ่งที่เขาต้องการความช่วยเหลือ ซักถามถึงประวัติชีวิตและครอบครัว เพื่อทำรายงานขึ้นทูลถวายฯสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ เพื่อทรงพระกรุณาพระราชทานความช่วยเหลือ นางสนองพระโอษฐ์ทั้งหลาย ซึ่งถวายงานสนองพระราชเสาวนีย์จะปฏิบัติงานแตกต่างกันออกไป ตามที่จะทรงเห็นความสามารถของแต่ละบุคคล เช่น ปฏิบัติงานควบคุมทางด้านศิลปาชีพ ปฏิบัติงานควบคุมผู้ป่วยทั้งหมดตั้งแต่พระสงฆ์ตลอดจนชาวบ้าน ดูแลด้านการศึกษา ปฏิบัติงานทางด้านต้อนรับพระราชอาคันตุกะ ตลอดจนการตกแต่งสถานที่ ฯลฯ

นางสนองพระโอษฐ์จึงมีความสามารถแตกต่างกันไป แต่การเข้าสู่ประชาชน นางสนองพระโอษฐ์จะต้องเข้าให้ได้ทุกคน ตามที่ได้รับการอบรมจากพระองค์ท่าน และเราจะต้องพบผู้ที่มาจากสถานที่ต่างกัน ต่างตำบลทั่วประเทศ สำเนียงการพูด ตลอดจนพูดวนไปวนมา ย่อมยากแก่การเข้าใจให้รวดเร็วทันใจ ในการพูด วนไปเวียนมา ต้องค่อยๆซักถามทีละคำ ช้าๆ

พร้อมทั้งท่องคาถาที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงสั่งสอนไว้ ให้เมตตาและอดทน เพราะทรงสั่งสอนแล้วสั่งสอนอีก ถึงการปฏิบัติงานว่า”จงทำงานด้วยหัวใจ ไม่ใช่สักแต่ทำให้แล้วๆไป เพราะเขาก็มีหัวใจเหมือนเรา “

ในคณะหน่วยแพทย์ บางครั้งพิจารณาดูแล้วก็น่าเห็นใจ ครั้งก่อนตั้งแต่ประมาณ ๓๐ ปีมาแล้ว คณะแพทย์ยังไม่ชำนาญเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงานเหมือนเดี๋ยวนี้ ฉะนั้นไม่ว่าตามป่าดงพงไพรตามหมู่บ้านที่กันดารทั้งหลาย จะเปิดหน่วยแพทย์พระราชทานได้ทันที

 

ทุกสถานที่นางสนองพระโอษฐ์ที่จะสมัครใจอยู่ในหน่วยแพทย์ จะเป็นฝ่ายซักประวัติและหยิบยาแจกคนไข้ตามใบสั่งแพทย์ และขณะที่คนไข้อุ้มลูกจูงหลาน เข้ามาหาหน่วยแพทย์นั้น ต่างคนก็ต่างแย่งพูดน้ำลายกระเซ็นเป็นฟองฝอย ชี้มือประกอบคำพูดข้ามหัว ข้ามหู เป็นจ้าละหวั่น ท่ามกลางเชื้อโรคที่ลอยละล่องอยู่ในอากาศ ในขณะที่พวกเราทั้งเหนื่อยทั้งกระหายน้ำ ยามที่แดดร้อนจัด และยามที่กลิ่นต่างๆระเหยออกมาจากร่างกายที่รุมล้อมอยู่รอบตัวจนเวียนหัว ตัวเองแทบจะเป็นคนไข้เสียเอง แต่สิ่งที่ปรากฏในสายตาพวกชาวบ้านคือเราจะคอยพูดชี้แจงซักถามประวัติของเขาจนกว่าเขาจะคลายจากความตื่นเต้น

บางครั้งก็ต้องส่งหน่วยแพทย์ออกไปตามหมู่บ้านไกลๆ ทั้งในถิ่นทุรกันดารบ้าง ในที่อันตรายบ้าง จะขอยกตัวอย่างเบาๆมาเล่าสู่กันฟัง เช่นครั้งหนึ่งราวปี พ.ศ. ๒๕๑๘ ขณะนั้นเป็นระยะของการรวมกลุ่มของชนที่ต้องการอิสรภาพแยกตัวออกจากรัฐบาลกลาง และชายแดนไทย และด้วยความที่มีพระเมตตาต่อพสกนิกรทั่วหน้าตลอดทั่วขอบขัณฑสีมานั่นเอง

จนบางครั้งเกือบจะต้องทำให้นางสนองพระโอษฐ์นั้นเหลือแต่ชื่อ เนื่องจากหน่วยแพทย์ถูกส่งไปตั้งที่โรงเรียนสุดเขตชายแดนอำเภอเมืองงาย ขากลับเกิดรถเบรคแตกหยุดรถไม่ได้ ต้องเลี้ยวซ้ายเข้าชนเนินเขาเนินดินข้างทางเพื่อให้รถหยุด ขณะเดียวกันเราก็ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มคนประมาณ ๓๐ คนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บุคคลเหล่านั้นขี่ม้าบ้าง จูงม้าและฬ่อ มีของบรรทุกมาบนหลังพร้อมทั้งคลุมหน้ามิดชิด เสียงดังของรถยนต์ทำให้ม้าและฬ่อตื่นตกใจออกวิ่ง ทำให้ผ้าที่คลุมของและสิ่งของที่บรรทุกบนหลังฬ่อหล่นลงมากลางถนน ของเหล่านั้นคือปืนบาชูก้า ต่างฝ่ายต่างชะงักงัน

พวกเขาเข้ามาถามเราว่าเรามาจากไหนเราก็ตอบไปว่ามาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อมาช่วยเหลือคนเจ็บที่ยากจน พอจะถามพวกเขาบ้างว่า พวกเขา หล่ะมาจากไหน ก็โดนสะกิดห้ามไม่ให้ถาม เพราะถ้าเกิดประทะกันเราจอดสนิทแน่ไม่ต้องแจว เพราะมีตำรวจตระเวนชายแดนมาด้วย ๓-๔ คนเท่านั้นเอง นางสนองพระโอษฐ์ครั้งนั้นเท่าที่จำได้ มีคุณหญิงมนัสนิตย์ วณิกกุล (ปัจจุบันเป็นท่านผู้หญิง) คุณหญิงสุวรี เทพาคำ (ท่านผู้หญิง) ม.ร.ว.ฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์ (ท่านผู้หญิง) น.พ.วิวัฒน์ โปษยานนท์ และนาวาตรี สุพจน์ ครุฑพันธุ์ ( ศ.ร.ภ.) ทั้งสองฝ่ายที่พบกันโดยไม่มีการนัดหมายในครั้งนั้น ต่างแยกทางจากกันโดยทำไม่รู้ไม่ชี้ เพราะถ้ามีการประทะกัน จะเกิดเหตุการณ์ไม่ดีอย่างว่า เพราะเราเสียเปรียบทุกทาง

การผจญภัยของนางสนองพระโอษฐ์ในครั้งก่อนๆมีหลายประเภทต่างๆกัน แล้วแต่กลุ่มไหนจะได้ประสบมากับตัวเองอย่างไร ตามแต่ภารกิจที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ จะมีพระราชเสาวนีย์ ถ้าจะมาเล่าสู่กันฟังก็คงจะเหลือที่จะเล่า ไม่ต้องเล่าถึงอันตรายและความยากลำบาก แค่การเดินทางก็เหลือร้ายแล้ว ถนนหนทางก็แสนจะทารุณ มีหลุมขนมครกขนาดใหญ่ บ้างก็เป็นเหมือนผิวโลกพระจันทร์ ตัวก็กระเด็นกระดอน ไปตามจังหวะของรถ ที่แล่นโขยกเขยกเหมือนคนขาเป๋ บางทีฝนตกรถติดหล่มกลางป่า ที่ต้องเรียกว่าป่าเพราะมีแต่ต้นไม้ไม่มีบ้านคน ข้าวของและหยูกยาที่บรรทุกไป เพื่อแจกจ่ายราษฎรก็เปียกบ้างแห้งบาง ต้องผจญกับความลำบาก ต้องช่วยกันหอบหิ้วข้าวของพะรุงพะรังเหมือนบ้าหอบฟาง บุญแต่ไม่ถึงกับแบกหามเท่านั้น ซึ่งในลักษณะนี้ก็เป็นธรรมดาเสียแล้ว มีอะไรหลายอย่างที่ไม่คิดว่าจะพบ บางครั้งต้องเข้ามารับคนไข้อีก ในการที่จะต้องได้รับการรักษาด่วนหรือระยะยาว นี่คือหน่วยแพทย์และพวกแจกของถามข่าวคราวความทุกข์สุขของประชาชน พวกหน่วยงานทางศิลปาชีพก็คงไม่แพ้กันเท่าไหร่ในความทรหดอดทน

เริ่มต้นจากการที่ สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสนพระทัยในความงามของผ้าไหมมัดหมี่ สิ่งทอตามหมู่บ้านแปลกๆ ที่เก่าแก่ และทรงคิดจะพัฒนาฟื้นฟูรักษาศิลปะของไทยให้ดำรงไว้ ฉะนั้นต่อมาพวกหน่วยนางสนองพระโอษฐ์แขนงนี้ ก็ต้องออกเดินทางซอกซอน ไปตามหมู่บ้านที่ยากจนและพวกที่มีอาชีพในทางทอ ไปดูการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สาวไหม แนะนำการปลูกหม่อน หาพันธุ์หม่อนที่ดีกว่าให้ เพื่อจะได้ผลิตผลให้มากขึ้นตลอดจนแนะนำการทอให้ถูกกับรสนิยมของผู้ซื้อ และรับซื้อผ้าในราคาที่ควรเพื่อให้ชาวบ้านมีเงินทุนหมุนเวียน ให้กำลังใจมีความหวัง(ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงสั่งสอนมา)

 ความทุรกันดารของบ้านเมืองเมื่อกาลก่อน ก็คงทราบแล้วว่าเป็นอย่างไร บางครั้งก็ต้องค้างคืนตามต่างจังหวัด ที่ใช้เป็นศูนย์กลางของการติดต่อเพื่ออกไปตามตำบลหมู่บ้านที่ใกล้เคียง ความชุลมุนมีน้อยกว่ากลุ่มหน่วยแพทย์ เพราะพวกเราเข้าไปหาชาวบ้านในแต่ละบ้าน แต่มีวิธีการเจรจาผิดไปกับพวกหน่วยแพทย์ เพราะพร่ำพูดจน”คางยาน” พูดแล้วพูดอีก อธิบายจนกว่าเขาจะเข้าใจความหมาย เขาอาจจะเข้าใจเราสัก ๗๐ % ก็ยังดี ท่านสุภาพสตรีหัวเห็ดเหล่านี้ มีหม่อมราชวงศ์สุประภาดา เกษมสันต์(นางสนองพระโอษฐ์และราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ) เป็นหัวหน้าคณะ รองลงมาคือคุณหญิงจรุงจิตต์ ฑีขะระ และผู้ติดตามที่จะต้องร่วมรับรู้งานแขนงนี้

ต่อจากพวกทอผ้าทั้งหลาย ศิลปาชีพก็ขยายแขนงออกไปตามลำดับ แล้วแต่จะพบผู้ที่ยากจนที่สุดจะอยู่ ณ.ที่แห่งหนตำบลไหน มีวัสดุและสิ่งแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะอำนวยในการทำมาหากินอย่างไร ตลอดจนมีฝีมือและความชำนาญ อันเป็นสมบัติดั่งเดิมมาแต่โบราณ จนเป็นอาชีพที่แสดงเอกลักษณ์ประจำตำบลนั้น

สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ก็จะทรงช่วยเหลือ และทรงส่งเสริมให้มีการผลิตให้มากขึ้นจนเป็นอาชีพที่ยั่งยืน ก็นางสนองพระโอษฐ์อีกนั้นแหละที่จะออกไปปฏิบัติตามพระราชประสงค์ กาลเวลาที่ล่วงเลยมาสถานการณ์และถนนหนทางสะดวกขึ้น ทำให้การติดต่อกับราษฎรตามต่างจังหวัดไกลๆสะดวกขึ้นตามลำดับความชำนาญและความเข้าใจระหว่างเราทั้งสองฝ่ายก็เข้ารูปเข้ารอยจนค่อยวางใจได้

หน่วยแพทย์ก็เจริญและมีความคล่องตัวมากขึ้นมีการปรับตัวให้เข้าตามหลักสถานที่ตั้งหน่วยตรวจคนไข้ตามท้องถิ่นมีการเข้าคิวรอคอยตามระเบียบ แยกตามประเภทของโรคและเปิดหน่วยแพทย์ทุกวันเว้นวันอาทิตย์ สถานที่ตั้งคือ หน้าที่ประทับยามแปรพระราชฐานทุกจังหวัด ปัจจุบันความชุลมุนวุ่นวายจึงลดน้อยลงมาก ถึงแม้ความแออัดจะยังคงมีบ้าง

นางสนองพระโอษฐ์ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า รับสนองพระเดชพระคุณหลายแขนง ของงานตามแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลตลอดจนติดตามพระยุคคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แล้ว ในครั้งก่อนบางครั้งยังมีพระราชเสาวนีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ออกไปตามจังหวัดไกลๆ จากเหนือจรดใต้ออกไปเพื่อไกล่เกลี่ยในกรณีพิพาทที่ราษฎร ทูลเกล้าฯถวายฎีกา
ในการเดินทางครั้งนั้น ส่วนมากถ้าอยู่ในเขตอันตรายจะพระราชทานให้มีผู้คุ้มกันไปด้วย เช่น พลเอกดำรง สิกขะมณฑล (ยศในขณะนั้น ซึ่งต่อมาท่านได้รับตำแหน่งมุหราชองครักษ์) และพลตำรวจเอก ประเนตร ฤทธิฤาชัย การเดินทางก็สะดวกบ้าง

 ผจญภัยบ้างบางครั้งถ้าในขณะที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ ท่ามกลางพายุและฝนตกหนัก บนหน้าปัดเกิดมีไฟแดงขึ้น วิทยุติดต่อกับใครก็ไม่ได้ ต้องลงฉุกเฉินครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดต้องจอดเลย อาหารที่เอาไปสำหรับกินมื้อเดียวก็หมด รอบตัวมีแต่ความมีดมิดไปหมด สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ไม่ค่อนสนุกกันนัก บางครั้งอยู่ในเครื่องบินเล็กเฮลิคอปเตอร์นางสนองพระโอษฐ์ดังที่กล่าวมาแล้วแต่ต้นว่า รับสนองพระเดชพระคุณหลายแขนง ของงานตามแต่ความสามารถของแต่ละบุคคลตลอดจนติดตามพระยุคคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ แล้ว ในครั้งก่อนบางครั้งยังมีพระราชเสาวนีย์ให้นางสนองพระโอษฐ์ออกไปตามจังหวัดไกลๆ จากเหนือจรดใต้ ออกไปเพื่อไกล่เกลี่ยในกรณีพิพาทที่ราษฎร ทูลเกล้าฯถวายฎีกา

 

ในกรณีมีราษฎรถวายฎีกาเหล้านี้ ผู้เขียนยึดหลักการของการไกล่เกลี่ย ที่สังเกตเห็นจากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติ คือ ๑ ความยุติธรรม ๒. ต้องรู้ข้อเท็จจริงที่แน่ชัด ๓. ความเมตตาของทั้งสองฝ่าย ๔. ความซื่อตรงต่อกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างต้องอะลุ้มอล่วยด้วยการเดินทางมาพบกันครั้งทางเฮลิคอปเตอร์บินปีกพึ่บพั่บอยู่กลางทะเลเอียงกันไปทั้งลำ ทั้งที่ทราบกันมาว่าก่อนหน้านี้มีเฮลิคอปเตอร์ตกมาและมีคนตายหมด ๗ คนในทะเล ขณะนั้นหลวงพ่อหลวงปู่ทั้งหลายเราต่างก็อาราธนาท่านให้มาช่วยกี่องค์กี่องค์ก็เชิญเสด็จมาหมด ในครั้งนั้นนายภาวาส บุนนาค ร่วมมาด้วยในการเดินทางไปจังหวัดสงขลา ในกรณีราษฎรร้องทุกข์เรื่องการใช้เงินผันไปขุดคลองในที่ของเขา (ซึ่งความจริงเขาก็เหยียบย่ำลงไปในที่เดิมเป็นคลองเก่า แต่เดี๋ยวนี้แห้ง)

ถ้าบางกรณีอาจมีเหตุที่จะต้องใช้เกี่ยวกับกฎหมาย ก็จะมีผู้พิพากษา นายวินิจ วินิจนัยภาค ร่วมไปด้วย สิ่งเหล่านี้ นางสนองพระโอษฐ์ผู้รับพระราชเสาวนีย์ ย่อมจะต้องถือเป็นหลักเช่นกัน และเมื่อพบหน้ากันครั้งแรก ต้องหาวิธีให้ทั้งสองฝ่ายต่างอยู่ในอารมณ์ที่ดี (อาจะอารมณ์ขันก็ได้) เพื่อพร้อมที่จะรับฟังเหตุผลด้วยความสงบและเข้าใจ วิธีนี้ทำให้พบความสำเร็จด้วยดีมาแล้ว ส่วนมากเรื่องที่ถวายฎีกามักจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน เช่นที่ตำบลทุ่งลุยลาย จังหวัดชัยภูมิ ราษฎรรวมชื่อกันถวายฎีกาว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตไล่ที่ปลูกบ้านของชาวบ้าน ข้างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตก็อ้างว่าราษฎรเข้ามาปลูกบ้านอยู่บนถนนที่เขาทำเครื่องหมายเขตไว้แล้ว

บ้างที่อำเภอเชียงราย ราษฎรลงลายชื่อยาวเหยียดถวายฎีกาว่า กรมพัสดุไล่ให้รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและจะยึดที่ดิน พอไปสอบสวนเขากลับได้ความว่ากรมพัสดุมอบให้ผู้ใหญ่บ้านดูแลที่ดินของพัสดุ แต่ผู้ใหญ่บ้านผู้ชาญฉลาดกลับเอาที่ดินไปจัดสรรขายราษฎร พอกรมพัสดุจะจัดการตามกฎหมาย ราษฎรที่ไม่รู้เรื่องที่ผู้ใหญ่บ้านหลอกขายที่ดิน ก็ถวายฎีกา หรือไม่นายทุนก็จะยึดที่ผู้จำนองอย่างทารุณเกินไป ในที่สุดด้วยหลักธรรมตามที่เล่ามาแล้วข้างต้น จึงทำให้ประนีประนอมกันได้

ปัจจุบันการปฏิบัติงานตามี่กล่าวมาข้างต้น ต่างก็อยู่ในระเบียบแบบแผนที่วางไปนอย่างดี พร้อมทั้งมีคณะ(ก.ร.ส.) ที่มีความว่องไวและสมองปราดเปรื่องมาช่วยรับปฏิบัติงานบ้าง จากนางสนองพระโอษฐ์รุ่นแรกๆ ซึ่งร่างกายย่อมโรยราลงตามลำดับของอายุ แต่สมองก็ยังไม่ยอมท้อถอย อายุแต่ละคนอย่างที่สุดก็เกือบ ๕๐ จากนั้นก็เป็น ๖๐ และ ๗๐ ปีตามลำดับ

และนี่คือผลงานของบุคคลที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงเก็บบุคคลเหล่านี้มารวมกัน ทรงปั้น ทรงอบรมสั่งสอนในสิ่งที่เขาเหล่านั้นไม่เคยปฏิบัติ ไม่เคยรู้ถึงแก่นแห่งความจริงของมนุษย์ที่มีความทุกข์ยากไร้ ทรงนำมาให้ทำงานร่วมกัน เพียงจุดประสงค์เดียวที่จะให้รู้ถึงความเป็นเมื่อมีนางสนองพระโอษฐ์ผู้หนึ่งกราบบังคมทูลว่า การที่เขาสามารถทำกิจการตามที่ทรงมีพระราชประสงค์ได้สำเร็จ ก็เพราะทรงสั่งสอนมาทุกสิ่งทุกอย่าง

พระองค์ท่านกลับรับสั่งว่า ถ้าพวกเธอไม่รับเสียอย่าง ผลก็ไม่สำเร็จออกมาอย่างเช่นทุกวันนี้

ในสายตาของพวกเรา ทั้งสองพระองค์มิมีวันที่จะทรงบ่นหรือท้อถอยในขณะที่ทรงผจญต่อความลำบากทุรกันดารที่อยู่เฉพาะพระพักตร์ อย่างดีก็จะรับสั่งให้เห็นเป็นเรื่องขัน หรือถ้าข้าราชบริพารคนใดบ่น นั่นคือ พระบารมีจะไม่ปกเกล้าและพระราชอาญาจะไม่พ้นกระหม่อมเช่นกัน และต้องขอพูดในที่นี้ถึงความรู้สึกว่า

ในการที่ทั้งสองพระองค์เสด็จฯเยี่ยมราษฎร หรือเสด็จฯไปตามท้องที่ที่จะต้องสำรวจเพื่อพัฒนาตามโครงการพระราชดำรินั้น ไม่ใช่เป็นการเดินทางที่สะดวกสบายเสมอไป ต้องไปด้วยความอดทน ไม่บ่น และมีความตั้งพระทัยแน่วแน่ที่จะทรงทำทุกอย่างให้สำเร็จด้วยดี การเดินทางโดยรถยนต์ บางครั้งก็ต้องผจญภัยกับฝนทำให้รถตกหล่ม ถนนหนทางเละ ตัวทากกระโดดดูดเลือดจนตัวโป่งเป็นสีเลือดหมูแก่น่าเกลียด บางครั้งหลบฝนพายุหนาวสั่นเหมือนลูกนก บางครั้งหิวจนแสบท้องก็ยังกินอะไรไม่ได้ เพราะงานยังไม่เสร็จถึงแม้อาทิตย์จะตกดินมีแต่ความมืดอยู่รอบด้านแล้วก็ตาม

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็ยังประทับอยู่ตามพื้นดินที่มีผ้าพลาสติกสีทหารรองอยู่ อยากจะเรียกว่าอยู่ในป่าเหลือเกิน เพราะอยู่ตามต้นไม้บ้างและรอบรอบด้านก็มีแต่ความมืด หรือไม่ก็ประทับอยู่บนศาลาตามวัด มีแสงสว่างส่องเฉพาะไฟฉายที่เปิดอยู่เฉพาะพระพักตร์ ในขณะที่ยังทรงซักถามถึงการครองชีพ และสิ่งที่ท่านคิดว่าจะหาทางช่วยเหลือวิธีใดจึงจะเหมาะแก่บุคคลเหล่านั้น แทบจะเรียกได้ว่า ถ้างานไม่เสร็จก็ยังไม่เสด็จฯกลับพระตำหนัก แต่ปัจจุบันนี้มีหลายแห่งดีขึ้นมาก เนื่องจากฐานะโครงการศิลปาชีพเจริญขึ้นจึงมักประทับตามศูนย์ และนัดพบกันราษฎรตามพื้นที่ใกล้เคียง

แม้พวกเราจะหิวกระหายเรายังขอแบ่งขนมกันกินได้ แต่ทั้งสองพระองค์สังเกตได้จากพระโอษฐ์ที่แห้งพระเสโทที่ชุ่มโชกพระองค์ พวกเราก็รู้ว่าท่านก็ทรงมีความรู้สึกเหมือนพวกเราแต่ท่านจะทรงทำอย่างพวกเราทำไม่ได้ เพราะท่านประทับอยู่ในสายตาของราษฎรตลอดเวลา

ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระนิสัยรอบคอบสมเป็นแม่บ้าน ท่านจะทรงสั่งสอนเสมอว่า อย่าประมาทในการเดินทางควรมีของให้พร้อม เช่นลูกกวาด ท๊อฟฟี่ บิสกิตส์ จำพวกของกินบางอย่างแม้กระทั้งไข่ต้มก็ควรจะมี ส่วนของใช้ เช่น ไฟฉาย มีด กรรไกรเล็ก เข็มซ่อนปลาย พลาสเตอร์ ยาแก้แมลงกัดต่อย ช้ำบวม มีพร้อม ฯลฯ อย่างละเล็กละน้อยในกระเป๋าที่ต่างคนต่างสะพาย ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดคือสมุด ปากกา สำหรับจดข้อความต่างๆทุกคนต้องมี บางครั้งถึงกับต้องแบกเป๋ เอาข้าวห่อไปกินของตัวเอง(ส่วนมากเข้าป่าตามดอยสูงๆ และยามที่เสด็จฯ ไปเยี่ยมทหารตามหน่วยในที่กันดาร)

แต่ขนมถึงจะมีอย่างไรเราก็แบ่งให้พวกเจ้าหน้าที่หรือพวกบ้านเมืองที่ตามเสด็จฯ เขาก็คงหิวเหมือนเรา ลูกอมลูกหนึ่งจะแก้ความหิวไปได้ประมาณ ๑๕-๒๐ นาที (เราพยายามจับเวลา)

การเดินทางทางอากาศ มีหลายครั้งที่ต้องใช่คำว่าหวิดตาย เพราะพวกเราต้องผจญกับพายุฝนขนาดหนัก แม้บางครั้งที่เฮลิคอปเตอร์จะลงมาต่ำถึงพื้นดินประมาณ ๔-๕ เมตร ก็ยังลงไม่ได้เพราะเฮลิคอปเตอร์แกว่งเหมือนเปล ใครมีบทสวดมนต์ขลังๆก็นำมาใช้หมด แม้แต่พลโท นายแพทย์จินดา สนิทวงศ์ ซึ่งนั่งลำพระที่นั่งก็ยังต้องสวดมนต์ แต่การสวดผิดปรกติเนื่องจากความกลัว จึงสวดกลับหน้าเป็นหลังจับต้นชนปลายไม่ถูก จึงเป็นที่ขบขัน และทรงล้อภายหลังว่า ” มิน่ายิ่งสวดมนต์พายุก็ยิ่งโหมหนัก ” ลูกเห็บลูกโตๆ หล่นลงมาโดนทหารหน้าผากแตกต่อพระพักตร์

บางครั้งเฮลิคอปเตอร์ ลำผู้เขียนนั่งต้องอยู่กลางอากาศ และนักบินผู้ขับบอกให้รัดเข็มขัดขอลงฉุกเฉินและให้ออกจากเฮลิคอปเตอร์โดยเร็วเมื่อถึงพื้นดิน เหตุการณ์เช่นนี้ ถ้าสายพานขาดกลางอากาศ ผู้เขียนก็คงไม่มีโอกาสมาเล่าเรื่องให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบอยู่ขณะนี้ เพราะพอเฮลิคอปเตอร์ถึงพื้น สายพานใบพัดหลังก็ขาดพอดี
นึกถึงผู้ร่วมชะตากรรมในครั้งนั้น ถ้าเราจะต้องตายก็คงไม่เหงาระหว่างการเดินทางไปสู่ปรโลก เท่าที่จำได้มี หม่อมเจ้าเพ็ญศิริ จักรพันธุ์ พลเรือเอก นิรันดร์ ศิรินาวิน ท่านผู้หญิงสุวรี เทพาคำ นายแพทย์รุ่งธรรม ลัดพลี ท่านผู้หญิงฉัตรแก้ว นันทาภิวัฒน์

พวกเราทั้งหมดได้ถวายชีวิตร่วมกันในการติดตามรอยพระยุคลบาทตลอดเวลาอันยาวนาน มีหลายครั้งที่เราต้องตกใจถึงต้องนึกว่าครั้งนี้ไม่รอดแล้ว และก็ตลอดเวลาที่ทำให้เราชื่นใจที่ได้เห็นราษฎรมี ความปิติยินดีที่ได้เฝ้าฯอย่างใกล้ชิด หรือได้กราบทูลว่าได้มีความสุขขึ้นหลังจากที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณแล้ว พวกเราได้พบกับความหิวกระหายเมื่อยังไม่ได้กินอะไร หรือบางครั้งไม่มีอะไรจะกิน

เดินท่ามกลางแสงแดดตามยอดเขาฝุ่นตลบ บางครั้งฝุ่นผสมกับเหงื่อบนใบหน้ามอมแมม เหมือนมีหนวด บางครั้งโดดฝนจนเปียกทั้งตัวจนแห้งไปเอง เรื่องนั่ง(ยังไม่ถึงนอน) กลางดินกินกลางทรายเป็นเรื่องปรกติ แม้แต่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังบรรทมบนเสื่อกระจูดตามพื้นศาลาโดยไม่มีพระเขนยจะรองรับ ที่เขาล้าน

ในฐานะที่ทรงเป็นองค์สภานายิกา สภากาชาดไทย บางครั้งต้องค้างคืนที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน พวกเราไม่มีเครื่องกันหนาวพอเพราะไม่คิดว่าจะต้องค้าง และที่นั่นหนาวอย่างที่เรียกว่าเข้ากระดูกดำ ต้องเอาขาใส่ไว้ในถุงพลาสติกห่อไว้ ตกดึกลุกขึ้นมาดูว่าทหารเขาจะทำกันอย่างไร ก็เห็นเขาเอาเสื่อมาห่อตัวมองดูแล้วรูปร่างประหลาด น่าขัน จากฉายาทหารเสือ กลายเป็นทหารเสื่อไปเสียแล้ว
สิ่งที่ได้ประสบมาคงจะเล่าไม่จบ ถึงความที่ต้องผจญกับสิ่งที่พวกเราต้องใช้ความอดทนในความยากลำบากบางประการ ตลอดจนแทบจบชีวิตอย่างหวุดหวิดในการตามรอยพระยุคลบาท และทั้งสองพระองค์เล่า ท่านทรงพระดำเนินนำหน้าพวกเรา ท่านจะต้องทรงพบทุกสิ่งทุกอย่างก่อนเราเสมอ

พวกเราภูมิใจในการที่เราได้มีโอกาสรับรู้และร่วมอยู่ในกาลเวลานั้นๆ ที่ทั้งสองพระองค์ทรงดำรงพระยศอันสูงส่งคือ “กษัตริย์” อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนได้เฝ้าเห็นถึงความอดทน และทรงทำพระทัยได้เหมือนแผ่นดินและห้าวงนที คือ “ข่าวลือ” การบิดเบือนความจริงทั้งหลายในปัจจุบันแทบจะเป็นธรรมดาของข่าว แต่ข่าวลือเหล่านี้บางครั้งก็อาจจะบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์ ในอนาคตอนุชนรุ่นหลังย่อมจะไม่รู้แจ่มแจ้งในข้อเท็จจริง จะต้องสงสัย ไม่แน่ใจ ความจริงคืออะไรกันแน่

อย่างที่พวกเราเคยสงสัยและถึงกับโต้เถียงกันในระหว่างปัญญาชนทั้งหลายในประวัติศาสตร์บางเรื่อง ผู้เขียนไม่ใจเย็นพอที่จะให้กาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ในเมื่อความจริงก็เป็นสัจธรรมอยู่แล้ว มีเรื่องที่บิดเบือนจากความจริงมากมายนัก ที่ควรจะแถลงความจริง แต่แล้วก็จนใจในประโยคที่ว่า
” ถ้าเราจะต้องคอยแก้ข่าวลือ เราก็ไม่ต้องเป็นอันทำอะไร นอกจากนั่งฟังข่าวลือและคอยแก้ข่าวลือเหมือนคนบ้าจี้ เป็นตัวตลกให้เป็นที่ขบขันของคนที่ก่อข่าว”

 ในที่สุดก็ต้องปล่อยให้ข่าวลือหรือเรื่องที่บิดเบือนความจริงให้เป็นเหมือนกระแสลมที่ผ่านไป ถึงแม้จะเป็นลมที่เป็นพิษก็ตาม แต่ทำไม ทำไมบางเรื่องที่ยิ่งใหญ่เราจะยอมให้เรื่องที่ไม่เป็นความจริงผ่านไปด้วยเล่า ทั้งสองพระองค์ซึ่งทรงเป็นมนุษย์ปุถุชน แต่ด้วยพระชาติกำเนิดและหน้าที่ ซึ่งต้องทำให้ทรงข่มพระอารมณ์ ต้องทรงอดทนและพยายามที่จะปฏิบัติพระองค์ให้ตั้งอยู่ในกฎแห่งทศพิธราชธรรมเพียงใด แต่ก็ยังทรงอดที่จะไหวหวั่นในคำพูดของมนุษย์ด้วยกันไม่ได้ในคำกล่าวที่ไม่ตรงกับความจริง ในบางครั้งก็ทำให้ทรงท้อแท้เสียพระทัยโดยจะไม่มี

การกล่าวแก้ใดๆทั้งสิ้น ในเวลาเดียวกันถ้าปวงชนแสดงออกให้เห็นว่า เขาเข้าใจในความปรารถนาดีของทั้งสองพระองค์ และพวกเขาเป็นสุข สิ่งนี้ก็จะทำให้ทรงมีกำลังพระทัยอิ่มเอมที่จะทรงอดทนและทุ่มเทกำลังพระวรกาย พระสติปัญญา เพื่อประชาชนอย่างไม่ทรงท้อถอยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ บางครั้งเมื่อทรงทราบว่ามีผู้สมมุติพระนามว่า “ ซูสีไทเฮาและแม่รีอังตัวเนตหรือแมรี่ไล่ควาย” ท่านได้แต่ทรงพระสรวลด้วยความเศร้าพระทัย

 เพราะท่านทั้งสองที่ได้ถูกกกล่านามมานี้ ตามประวัติศาสตร์ ซูสีไทเฮา เป็นบุคคลที่ฉลาดเชื่อมั่นในตนเอง มีความทะเยอทะยาน ทุกคนจะต้องอยู่ใต้อำนาจ จะต้องทำตามกฎเกณฑ์และคำสั่งทุกประการ ตลอดมาจนถึงต้นรัชกาลกษัตริย์องค์สุดท้ายของจีน ก็ยังไม่พ้นอิทธิพลของซูสีไทเฮา แม้แผ่นดินจะเดือดร้อนอย่างไรก็ไม่สนใจ นอกจากอำนาจ ส่วนแมรีอังตัวเนตหรือแมรี่ไล่ควาย (ตามที่มีคนตั้ง) สำหรับรายนี้ประวัติศาสตร์อีกนั้นแหละ เพราะพระชนม์ยังน้อย อยู่ในความสุขไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น อยู่สูงไร้เดียงสา จนไม่รู้ความจริงของประเทศว่า อยู่ในขั้นวิกฤตเพียงไร ไม่รู้ถึงความอดอยากของราษฎรถึงแม้ขนมปัง(แทนข้าวของเรา) ก็ยังไม่มีจะกิน และทรงปลอบใจให้คนกินเค้กแทน

แต่คำว่าแมรี่ไล่ควายกลับทำให้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงดีพระทัย เพราะเป็นการยอมรับว่าพระองค์ท่านพระบาทติดดินเหมือนกับประชาชน ในเมื่อควายมันยังต้องเดินอยู่ตามท้องนา และท่านต้องทรงพระดำเนินไปตามท้องนาเพื่อไล่ควาย แต่ทรงข้องพระทัยว่า ทำไมชาวไร่ ชาวนา มีสิทธิ์ใส่งอบ ใส่หมวกกันแดดได้ แต่ทำไมท่านจะทรงพระมาลากันแดดบ้างไม่ได้

 ในเมื่อบางครั้งท่านจะเสด็จฯไปเยี่ยมประชาชนตั้งแต่เช้า และตามปรกติจะเสด็จฯกลับถึงพระตำหนักก็ต่อเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไปนานแล้ว ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดที่แผดจ้า พระอาทิตย์อยู่กลางฟ้า ถ้าไม่ทรงพระมาลา พระหัตถ์หนึ่งก็ต้องทรงถือพระกลด ก็ถ้าจะพระราชทานพระหัตถ์ทั้งสองข้างให้แก่ประชาชนจะมิดีกว่าหรือ

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยรับสั่งถึงการเสด็จฯเยี่ยมราษฎรว่า “ฉันจะทำอย่างไรได้ เดินทำยิ้มๆ แล้วก็โบกมือให้เขา ฉันทำไม่ได้ เมื่อบางคนเข้ามาหาด้วยน้ำตาอาบแก้มทุกข์แสนสาหัส ฉันจะทนได้รวมใจความแล้วทั้งสองนามที่กล่าวถึง ไม่มีนิสัยเหมือนกันเลย เหมือนกันอย่างเดียวคือ อยู่สูงเสียจนไม่รู้จักประชาชนชาวดิน”

 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เลยไม่ทรงทราบว่าจะให้ท่านเหมือนใครกันแน่ แต่ที่แน่ๆทั้งสองท่านที่กล่าวนามมานี้ ไม่ลงมาเดินดินเช่นประชาชนธรรมดาเลย ไม่รู้ถึงชีวิตของประชาชนเดินดินว่ามีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร พวกเราหลายคนได้จบอักษรศาสตร์บัณฑิต ได้เรียนรู้ประวัติของชาติต่างๆมาก็มาก ยังไม่เคยเห็น กษัตริย์และพระราชินีของชาติไหนที่ทุ่มเทเวลาให้กับประชาขนเท่ากับทั้งสองพระองค์ทรงสละให้กับประชาชน ที่เราได้เห็นด้วยตาตัวเองอย่างแจ่มชัดเช่นนี้

มักจะมีผู้กล่าวถึงความรักว่า “ความรักที่แท้จริงย่อมต้องเสียสละ ” แต่การเสียสละของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีหลายประการนัก ทรงเสียสละด้วยการลดละทิฐิของพระองค์เอง ทรงเสียสละในความสุขสะดวกสบายส่วนพระองค์ ด้วยการลงไปร่วมรับรู้ความทุกข์ยากของประชาชน ทรงเสียสละด้วยการทรงยอมรับบาป ซึ่งเป็นสิ่งที่ทรงกลัวที่สุดในพระชนม์ชีพ คือการที่ทรงสนับสนุนให้ราษฎรเลี้ยงไหม ในเมื่อทรงเห็นว่าไหมในขณะนี้ยังเป็นสิ่งที่โลกต้องการ และการทอผ้าไหมเป็นอาชีพที่นำรายได้มาให้ราษฎรอย่างดี หลวงปู่และคณะสงฆ์หลายองค์ได้ทูลเตือนและขอร้องให้ทรงเลิกส่งเสริมการเลี้ยงไหมเสียเถิด แต่ก็ไม่อาจทรงหยุดความช่วยเหลือได้ และนี่มิใช่ด้วยความรัก เสียสละที่ทรงมีต่อประชาชนหรอกหรือ ตราบใดที่มีราษฎรเข้ามาหาท่านด้วยน้ำตาอาบหน้า ขอให้ทรงช่วยให้เขามีชีวิตอยู่รอด จึงบางครั้งผู้ที่อยู่ใกล้พระองค์จะได้เห็นถึงความที่ทรงมีความทุกข์ในข้อนี้เพียงใด

 

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , ,

ดื้อเงียบ

เมื่อวานขับรถกลับถึงบ้านยังไม่ทันจะก้าวลงจากรถ แม่..เดินอย่างรีบร้อนมาหาถึงที่รถ พร้อมบอกว่า “พันธมิตรจะชุมนุมกันวันที่ 10 นี้ แล้วจะไปหรือเปล่า?”

ไม่ได้ตอบแม่ในทันที เพราะในสมองมีเรื่องให้ไตร่ตรองหลายอย่าง ความจริงแม่ก็รู้ว่าวันที่ 5 ฉันเดินทาง…ไม่อยู่ และไม่อยู่นานกว่าที่เคยจากไปไหนไกลๆทุกครั้ง

แต่ฉันยังไม่ได้บอกกับแม่ว่า “หม่อน”เรียนจบ และวันที่รับหมวกเป็นพยาบาล ฉันรับปากหม่อนไปแล้วว่า จะอยู่ร่วมแสดงความยินดี นั้นแปลว่า ฉันจะไม่ได้เดินทางตามกำหนดเดิมคือ..วันที่ 5 ที่จะถึงนี้

และพอมีเรื่องของการกำหนดท่าทีของพันธมิตร…ในเรื่องของส่วนรวมนั้น ฉันรู้วดีว่ามีอะไรจะตามมา ต้องทำอะไรบ้าง.

แต่ในเรื้องของความรับผิดชอบต่อ”เรื่องส่วนตัว” คล้ายๆว่า ฉันน่าจะมีปัญหาต้องเคลียร์กับหลายฝ่ายเยอะมาก. คนแรกคือ แม่..แม่แสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่อยากให้ฉันไปชุมนุม ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รักชาติหรือแม่ไม่เข้าใจปัญหาในชาติ แม่ร้อนใจทุกวัน และที่ผ่านมาหลายปี แม่ไม่ห้าม ทั้งที่รู้ว่าลูกตกอยู่ในอันตรายหลายครั้ง แต่แม่บอกว่า ไปทำหน้าที่เผื่อแม่ด้วย

แต่คราวนี้ที่แม่ไม่อยากให้ไป เพราะแม่รู้ตัวว่าแม่สุขภาพไม่แข็งแรงเหมือนเดิม เรี่ยวแรงแม่ถดถอยไปมากด้วยวัยที่มากขึ้น แม่หวั่นว่าฉันจะประสบเหตุทำให้ต้องพักรักษาตัวนานๆอีก และจะมีปัญหาในเรื่องความรับผิดชอบที่ต้องมีต่อครอบครัว เพราะต้องดูแล”ฮายา”ในช่วงที่กำลังจะก้าวผ่านช่วงรอยต่อของความเป็นเด็กสู่วัยรุ่นตอนตัน เพราะฮายากำลังติดแม่มาก เขาต้องมีแม่คอยชี้นำและให้ความอบอุ่นอย่างที่เป็นอยู่

แม่เห็นฉันเงียบ นิ่ง ไม่ตอบอะไร แม่พูดทำลายความเงียบขึ้นมาว่า “อย่าไปเลยนะ!!”

จนถึงวันนี้ ฉันก็ยังไม่ได้ตอบอะไรกับแม่เลย

ฉันจะขออยู่เงียบๆเพื่อคิดทบทวนว่า จะทำทุกอย่างให้ดีที่สุดได้อย่างไร

….

ภาพนี้ที่”หนองประจักษ์” ข้ามวันใหม่โดยที่ยังไม่มีใครได้พักผ่อนหรือเอนหลัว. และกลางดึกนั้น มีข่าวว่า ขวัญชัยจะพากลุ่มคนเสื้อแดงมาถล่มพวกเราอีกด้วย

แต่มีบางอย่างที่เป็นความจริงอยู่ในภาพนี้…ในอีกมิติหนึ่งคือ วันนั้นแอนน์ยังเดินไม่ได้ วันที่แอนน์ไปวันนั้น คือวันแรกที่ขับรถออกจากบ้านด้วยตนเองหลังเดินไม่ได้มานานมาก ((ในรูป))ถึงต้องพิงพี่ดอน ตอนเข้ามาหนองประจักษ์ พี่สมชายต้องจับมือให้เดินเกาะแทนไม้เท้า

วันก่ินที่จะไป”หนองประจักษ์”กันในครั้งนั้นแม้นแต่พี่สมชายก็ประเมินว่า ไม่น่าจะเดินได้ทันที่จะไปไหว

แอนน์ไม่ได้เจอเพื่อนๆเลยตลอดเวลาที่ต้องพักรักษาตัว เพราะนอนอยู่บ้าน หรือแม้แต่วันที่หายเป็นปรกติ แอนน์มักจะพูดกับเพื่อนๆเสมอว่า …อย่าโกรธกันนะ ถ้าบางครั้งหรือบ่อยครั้งที่นัดกิน เที่ยว แต่แอนน์ไม่ได้ไป อย่าโกรธกัน เพราะแอนน์ต้องดูแลครอบครัว

แต่ถ้าตอนไหนที่มีปัญหาอะไร จะเจอแอนน์

ไอ้เจ้าน้องฮิมในรูป. ตัวสูงๆผิวเข้มที่สุดน่ะ เขาเคยอยู่บ้านเดียวกับแอนน์มาหลายเดือน เขาบอกว่าหลายครั้ง. หลายวัน..ที่อยู่ในเวลาการชุมนุม มีคนมาตามหาพี่แอนน์ ว่าพี่แอนน์ไม่มาหรือ

ฮิมจะบอกว่า..ถ้าวีนไหนที่เจอหน้าพี่แอนน์ แปลว่าวันนั้นมีปัญหา วันไนที่มีปัญหาพี่แอนน์จะอยู่ทุกครั้ง

ในชีวิตนี้ แอนน์มีเพื่อนไม่มาก สังเกตจากใน FB แจอนน์ไม่เคยกดรับแอดใครมานานมาก. เพราะที่แอดมานั้น แอนน์ไม่รู้จะจัก แอนน์จะคุยอยู่กับเพื่อนแค่ไม่กี่คน เหมือนกันกับเวลาอยู่ในที่ชุมนุม แอนน์จะอยู่กับกลุ่มเพื่อนๆการ์ด ที่คบกันมานานมาก. อยู่ไม่กี่คน

แอนน์รู้…ว่าสถานการณ์ทั้งหมดทั้งมวลอยู่ในระดับไหน รู้ว่าครั้งนี้..ไม่มีคำปรานี ต้องจับตาแกนนำว่าจะมีใครไปแอบฮั้วอะไรมั้ย…แต่สุดท้าย. การดดันเพื่อเจรจา นี่คือวิถีการรบชนิดหนึ่ง

หลีกเลี่ยงความรุนแรงยาก. และความุรนแรงครั้งนี้. ถ้าควบคุมไม่ดี..เกมส์และชะตาชีวิตจะพลิกไปเป็นอะไรที่เราไม่เคยรู้จักหรือคุ้นเคยกับมันอีกเลย

แอนน์เชื่อว่า น่าจะมีการต่อรองเพื่อการเจรจาในรูปแบบอื่นๆที่ต้องกระทำคู่ขนานกับการชุมนุมพร้อมกัน

แต่ไม่ทราบว่าจะจบลงด้วยดีได้จริง ..ไม่ค่อยเชื่อ เพราะยังมีเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นตัวแปรสูวาุด แต่เอ่ยถึงไม่เหมาะ

ตอบยากว่าจะแรงแค่ไหน… ทหารก็ต้องออกมาประทะกัน. ประชาขรที่สนับสนุนทักษิณกับคนรักในหลวงก็ฆ่ากันไป

กว่าฝุ่นจะจาง…กระบี่ยังอยู่ในมือใคร!!!

……
 
แอนน์เคยคุยโทรศัพท์กับคุณแหม่มแล้วร้องไห้ไปด้วย คือวันที่พี่แดนทวิตด่าด้วยความเข้าใจผิดแอนน์บอกคุณแหม่มว่า แต่สิ่งหนึ่งที่พี่แดนเขาพูดถูก คือ..แอนน์ต้องดูแลครอบครัว เพราะนั้นคือสิ่งที่เป็นของแอนน์จริงๆ และเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดี ให้สมกับที่เป็นทั้งแม่และลูก

เพราะตลอดเวลาที่บาดเจ็บใหญ่ 2 ครั้ง เดินไม่ได้กับ สมองแทบน๊อค แม่ต้องคอยมาหาข้าวให้แอนน์กิน ต่อให้มีแม่บ้านคอยทำให้ก็ตาม แต่แม่ไม่เคยทิ้งให้แม่บ้่นดูแลแอนน์ตามลำพัง แม่จะดูว่าเอาอะไรให้กิน และเรากินอะไรได้บ้าง ชอบอะไรบ้าง มื้อนี้กินอะไรเหลือ อาการแต่ละชั่วโมงดีขึ้นหรือทรุดลง. สีหน้าสดใสขึ้นหรือหน้าซีด

แม่จะสังเกต เพราะแอนน์ไม่ค่อยบ่นว่าปวด แม่ต้องอ่านเอาเองจากกริยาอาการของลูก

ส่วนน้องฮายา..จะไม่ยอมไปไหนกับใครทั้งนั้น ทั้งที่อยากไปใจแทบขาด เขาเลือกที่จะมาอยู่ไม่ห่างแม่ แต่จะไม่นอนเตียงเดียวกับแม่ เพราะกลัวเผลอมาโดนขาทำให้แม่ปวด

แอนน์เล่าให้คุณแหม่มฟังว่า ช่วงนั้นฮายากลายเป็นเด็กกลัวคน และไม่กล้าแม้แต่จะขึ้นบันไดเลื่อน คือสภาพจิตใจเขาแย่ไปเลย หลายครั้งที่แอนน์เป็นคนที่ทำให้ลูกต้องตกอยู่ในสภาวะที่”กลัวสุดขีด” เพราะเขาเห็นข่าวจากหน้ารัฐสภาฯรุนแรงเกินว่าเด็กน้อยจะทนไหว. แม่ตัวเองอยู่ในนั้นอ้าว..ทำไมแม่กลับมาแล้วต้องเข้าเฝือก ทำไมแม่เดินไม่ได้ ทำไมบางวันแม่มีเลือดเหมือนโดนขุดตามตัว ทำไมวันนั้น..กลับมาหน้าบวมและแม่หมดสติไป

แอนน์สร้างความหวาดวิตกให้กับฮายา. รู้ตัวดีว่า …เป็นช่วงเวลาที่ทำให้ฮายาตกอยู่ในสภาพที่เลสร้ายมานาน

ถึงเวลาที่สุขภาพดีขึ้น แอนน์ต้องชดเชยให้ฮายา

ทุกวันนี้..เราแม่ลูกกลับมานอนห้องเดียวกัน เตียงเดียวกัน เวลานอนต้องจับมือกันไว้ จะทุ่มเทเวลาที่มีอยู่ให้ฮายากับแม่

นี่คือสาเหตุที่แอนน์ยังไม่มีเวลาให้ตัวเอง ที่จะมีความสุขกับคนที่รักได้เลย จนกว่าแอนน์จะรู้สึกว่า ตัวเองชดเชยให้ฮายากับแม่เต็มที่แล้วจริงๆ

แต่..จนถึงวันนั้ แอนน์ก็ยังไม่รู้สึกว่า แอนน์ทำหน้าที่แม่และลูกได้สมบูรณ์เต็มที่มากพอที่จะทิ้งให้..ต้องกลับมาอยู่กับความหวดผวาอีกครั้ง

ฮายากลายเป็นเด็กนอนน้อย เพราะกลางคืนจะรอแม่แอนน์กลับบ้าน ทำให้ฮายามีปัญหาเรื่อง “ฮอร์โมนการเจริญเติบโต”ทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่ทุกวันนี้แอนน์ทำให้ฮายากลับมานอนได้ตอนสี่ทุ่ม

เขากล้าหลับก่อนที่แม่จะกลับบ้านในบางวัน. เพราะรู้ว่าเดี๋ยวแม่มา แม่ไม่ได้ไปไหรน

ถึงแม้นว่าอีกไม่กี่วันแอนน์จะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน แต่เดี๋ยวเขาก็จะตามไปสมทบ แม่แอนน์ไม่ได้ทิ้งเขา

ช่วงเวลาจะผ่านเราไป และไม่เคยหวนกลับมาให้เราได้ย้อนทำในสิ่งที่อยากจะทำ ถ้าเราไม่เร่งทำเสียแต่ตอนนี้ …แอนน์รู้กฎข้อนี้ดีค่ะ

 

ป้ายกำกับ: , ,

โดมิโน่แห่งชีวิต

.

เมื่อคืน
ฉันฝันเห็น คนแปลกหน้าที่อยู่แสนไกล
นั่งอยู่ ในห้องนอนของฉัน
แต่ฉันกลับรู้สึกคุ้นเคยนัก
เค้ามองฉัน ด้วยแววตา แวววาว เป็นมิตร
ใบหน้านั้น เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
ตรงหน้าของเค้า
มีกองโดมิโน่ ที่ล้มเกลื่อนกลาด
แต่มี บางช่วง ที่ยังคงตั้งอยู่
เหมือนเค้ากำลังอธิบาย บางสิ่งแก่ฉัน
ด้วยภาษาของความรู้สึก
ด้วยแววตา ด้วยท่าทาง โดยไม่ปริปากพูด แม้แต่น้อย
ฉัน มองหน้าเค้า มองกองโดมิโน่ ที่ล้มเกลื่อนกลาด
และ…โดยไม่ขออนุญาต
ฉันใช้มือรวบกองโดมิโน่ ที่ล้มเกลื่อน ออกไป
เหลือไว้เพียง บางช่วงที่ตั้งอยู่
เหมือนนะ เหมือนฉันรู้สึกว่า
นั่นคือชีวิตของฉัน

ที่ผ่านมา
ฉันอาจจะเคยล้มระเนระนาด ด้วยน้ำมือคนอื่น
และ มีผลกระทบ เลวร้ายในชีวิต เพราะ การเอนเอียง
ตามๆ กันมาจาก อดีต
ฉัน เคยเสียดาย น้ำตาและหยาดเหงื่อ ที่เสียไปในอดีต
ฉันจึง เก็บร่องรอยเหล่านั้นฝังไว้ในใจ
เหมือนที่ ฉัน…ยังไม่กวาดกองโดมิโน ที่ล้มเกลื่อนออกไป

 แต่วันนี้…ชีวิต
ก็คือวันนี้ ฉันจะอยู่กับวันนี้นะ
กับชีวิตที่เหลือ กับโดมิโน่บางช่วงที่ยังตั้งอยู่
ฉันจะไม่หันกลับไปมอง และห่วงหากับอดีตอีกแล้ว
มันไม่มีวันจะกลับมาทำร้ายชีวิตฉันได้อีก
ฉัน คลุมหัวใจด้วยเรื่องราวสดใส
ฉันเก็บรอยแผลเป็นไว้ ภายใต้ความเชื่อมั่น
ป้องกัน การสะกิดเตือนจาก คนรอบข้าง
ฉันหลั่งน้ำตา เมื่อรู้สึก
แต่ฉันไม่พรั่งพรูน้ำตา กับรอยอดีต
ฉันคิดถึง อนาคต ด้วย
ฉันจะ ต่อ โดมิโน่ของชีวิตต่อไป ไม่สิ้นสุด
แต่ฉันไม่คาดหวัง หรอก ว่า โดมิโน่ นั้นจะไม่ล้มลงอีก

 เมื่อใดก็ตาม
ที่มี โดมิโน่ บางตัวล้มลง
ฉันจะจะเก็บมันออกไปจากชีวิตฉันทันที
ก่อนที่มันจะ เป็นเหตุ ให้ ตัวอื่นต้องล้มตาม

 ฉันตื่นขึ้น
คนแปลกหน้าหายไปแล้ว
มือฉันอุ่นนัก
ฉันเอามือนั้น ทาบลง ที่หัวใจ
ฉันประคองหัวใจ ฉัน ด้วยมืออุ่นของฉันเอง

 ฉันรู้

 โดมิโน่แห่งชีวิต ตัวสำคัญ ที่เป็นหลักของทุกๆตัว
คือความเชื่อมั่น ในตัวฉันเอง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 29, 2012 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: ,

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง ไม่หวังให้ตอบแทนให้จำ

แก่งกระจาน

วันที่ประเทศไทยประกาศกฎอัยการศึก ที่ กรุงเทพมหานคร

อนึ่งการเขียนบล็อคในครั้งนี้ฉันไม่ได้ปรึกษาหารือกับบุคคลที่นำมาเอ่ยถึง ถือเสียว่าฉันขออนุญาตมาณที่นี้นะคะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่แกนนำพันธมิตรมีมติประกาศจุดยืนในการยกระดับการขับเคลื่อนทางการเมืองต่อกรณีพิพาท”เขาพระวิหาร” ช่วงนั้นความแตกแยกทางความคิดของมวลชนคนพันธมิตรเริ่มทวีความรุนแรง มีรอยร้าวให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

“อย่าแบ่งแยกมวลชน”

“คุณ”ถามฉันว่าจะเข้าไปชุมนุมหรือเปล่าในวันนั้น -ไปค่ะ มีนัดกับเพื่อนๆที่เป็นการ์ด จะเข้าไปช่วงดึกๆ มีอะไรหรือเปล่าคะ

“คุณ”บอกว่าถ้าฉันเข้าไปชุมนุมให้พยายามบอกกับ”แกนนำ”ให้ได้ว่า อย่าแบ่งแยกมวลชน เพราะคนรักประชาธิปัตย์นั้นยังมี และตลอดเวลาที่ผ่านมาคนพันธมิตรกับคนรักประชาธิปัตย์เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก จริงอยู่ที่ครั้งนี้ที่พันธมิตรออกมาชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องและขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตลอดจนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับงานรับผิดชอบต่อกรณีปัญหาพิพาทเขาพระวิหาร

“คงสายไปแล้วหล่ะค่ะ เพราะแกนนำประกาศเป็นมติบนเวทีไปเรียบร้อยแล้ว ”

“คุณ” ยังคงไม่ละความพยายาม ยังหาทางออกที่ดีกว่าให้ ทั้งที่คุณเองก็ออกปากว่า ไม่ทราบว่าพันธมิตรวางยุทธศาตร์สำหรับหมกกระดานนี้อย่างไร เพราะคุณไม่ได้คุยกับใครที่เป็นแกนนำสำหรับการตัดสินใจในปัญหานี้มาก่อน

และคุณก็ไม่ใช่”พันธมิตร” ไม่ใช่เสื้อเหลือง คุณไม่มีสีเสื้อ หากแต่ทำงานาเหว่างประเทศเพื่อประเทศไทย ตลอดจนคุณมีความมักคุ้นเป็นอย่างดีกับปัญหาด้านกัมพูชา คุณใช้ดุลยพินิจในด้านนี้ให้การพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และประเทศชาติจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

คุณบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพันธมิตรคือ พลังอันบริสุทธิ์ของมวลชนอย่างแท้จริงที่ออกมาขับเคลื่อนความเป็นไปทางการเมืองให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า คุณอยากช่วยรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไว้ และหวังจะทำให้เป็นกลุ่มคนที่มีพลังการขับเคลื่อนทางสังคมได้อย่างงดงามเฉกเช่นวันวานที่เคยสร้างสมความดีกันไว้

“คุณไปหาลุงจำลองนะ เข้าไปคุยกับท่าน ไปบอกกับท่านว่าอย่าแบ่งแยกมวลชนและอย่าไล่นายกฯอภิสิทธิ์ ปัญหาไหนที่รัฐบาลทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพเสี่ยงจะเสียดินแดนหรือมีอะไรหมกเม็ด ขอให้บนเวทีพูดประเด็นเหล่านั้นไป แต่อย่ายกระดับเป็นการขับไล่ เพราะจะทำให้เสียมวลชนและพลังของความเป็นพันธมิตรจะตกลงไป ”

“นายกฯอภิสิทธิ์เป็นคนดี แต่คนรอบข้างไม่ดีมีเยอะ ต้องหาวิธีอื่น ไม่ใช่การขับไล่”

คืนนั้นฉันได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาคนพันธมิตรระดับแกนนำ แต่ทุกอย่างไม่คืบหน้า อ้างว่าคงต้องขอมติความเห็นชอบจากที่ประชุมแกนนำอีกที

“คุณ”บอกว่าให้บอกพวกเขาว่า คุณพร้อมจะเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับพันธมิตรเองทั้งหมด แต่ขอให้เงื่อนไขเป็นไปตามที่คุณหาทางออกให้ มีบางเสียงที่ฉันได้ยินและรู้สึกเสียใจซึ่งคนพูดคงไม่ได้ตั้งใจ

“ทำไมไม่ให้คุณที่ปักกิ่งตั้งมวลชนขึ้นมาเอง ทำใหม่ไปเลย” ฉันเสียใจที่ได้ยินแต่เข้าใจว่าคนพูดไม่มีเจตนาส่อเสียดใดๆ และที่สำคัญ ฉันเองก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆของคุณเลยด้วยตั้งใจว่า เมื่อมีโอกาสและได้คุยกับลุงจำลองเสียก่อน ฉันจะให้คุณคุยกับลุงจำลองด้วยตนเอง จะเป็นการดีที่สุด

ณ วันนั้นที่ฉันนึกถึงคำพูดนี้ กับวันนี้เมื่อนึกถึงคำพูดที่ยังคงก้องในโสตประสาทอยู่เสมอนี้นั้น ความเจ็บปวดต่างกัลับลับ วันนี้เจ็บปวดกว่า เพราะเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ฉันรู้และมั่นใจว่า คุณแค่อยากจะช่วยพันธมิตรซึ่งเป็นองค์กรข้างถนนที่มีคุณภาพให้คงไว้ โดยที่คุณไม่ได้หวังเข้ามามีส่วนกับผลประโยชน์หรือชื่อเสียงใดๆให้สะท้อนกลับมาให้ และถ้าพันธมิตรยังเข้มแข็งและเดินหมากบนกระดานที่ชื่อประเทศไทย อย่างมีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

เพราะมีอยู่วันหนึ่งหลังจากวันนั้น คุณขอไม่ให้ฉันออกไปร่วมชุมนุมแม้นจะมีการ”เขียนเสือให้วัวกลัว”ของจนท.ของรัฐฯว่าจะสลายการชุมนุม เตรียมพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์เพื่อสลายการชุมนุม “คุณ”ขอให้ฉันนอนพักรักษาอาการทาง”ประสาทตา”พักผ่อนให้หายดีเสียก่อน

ฉันบอกว่าไม่ได้หรอก เพื่อนๆของฉันอยู่ที่นั้น และยามมีเรื่องหรือสุ่มเสี่ยงจะไม่ปลอดภัยแบบนี้ ฉันจะนอนหลับได้อย่างไร ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนๆของฉัน ในขณะที่ฉันนอนหลับพักผ่อนรักษาดวงตาอยู่นี้ ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย

“คุณ”บอกว่า รัฐบาลไม่กล้าทำหรอก ทั้งที่เขาก็อยากทำรัฐบาลทั้งอยากปราบและปรามพันธมิตรไปพร้อมกัน เอาเป็นว่าถ้ารัฐบาลกล้าใช้ปืนกลมายิงพวกคุณ พวกผมจะกลับไปแก้แค้นให้เอง ไม่กล้าหรอก อย่างมากก็ใช้ย้ำฉีด เอาไว้ฉันหายป่วยแล้วอยากไปเล่นน้ำค่อยออกไป

ฉันถึงสงบลงและเข้านอนได้ในกลางดึกคืนนั้น

ย้อนกลับมาวันนั้นที่กว่าฉันจะได้มีโอกาสคุยกับลุงจำลอง ยากมากเพราะลุงรับผิดชอบทุกอย่างที่อยู่บนถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ในครั้งนี้ อุปมาได้ดังรับผิดชอบเองทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ

ลุงจำลองขอบคุณในเจตนาดี ตอนนั้นลุงรับปากว่าจะไม่ใช่คำว่าขับไล่ แต่ลุงปลอบใจฉันว่าไม่ต้องห่วง มวลชนจะเหลือแค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ อย่างไรเราก็ชนะ ซึ่งนั้นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณพยายามจะ”รวม”มวลชนกลับมาให่ได้เหมือนเดิม

การขับเคลื่อนของการเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมได้รับทราบปัญหาของประเทศในอีกหลายส่วนที่ภาครัฐฯอาจจะไม่ได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ และยิ่งกับปัญหาใหญ่ของประเทศหลายอย่างถูกปกปิดไว้ การมีภาคประชาชนจะทำให้คนทั้งชาติหันมาสนใจและมีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับปัญหาอันซับซ้อนต่างๆเหล่านั้น

ฉันมั่นใจว่าถ้าพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีคุณเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาและดำเนินการตามขั้นตอนที่คุณวางแผนการต่างๆไว้ให้ ข้อแรกคือ จะไม่มีการประกาศขับไล่นายกฯอภิสิทธิ์ แต่จะนำปัญหาต่างๆออกมาตีแผ่ให้สังคมไทยได้รับทราบปัญหา และนำ”บางสิ่ง”ให้พันธมิตรนำไปปรึกษากับรัฐบาลไทยไปใช้ต่อรองกับรัฐบาลกัมพูชา

ปัญหาการเมืองความสัมพันธ์พันธ์ระหว่างประเทศจะได้รับการแก้ไข โดยประเทศทั้งสองไม่บอบช้ำนัก กดดันให้รัฐบาลไทยใช้มาตราการทางการฑูตที่ไทยเราเหนือกว่า อีกทั้งแสนยานุภาพทางกองทัพ และพลังของมวลชนที่ยังรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นอำนาจการต่อรองกับกัมพูชา

คุณเคยอยู่กัมพูชามาก่อน และรู้จักมักคุ้นกับความเป็น “เตียบัญ”เป็นอย่างดี จะคุยกับเตียบัญถ้าไม่ใช่นักการฑูตระดับคุณประสงค์ สุ่นศิริ จะให้รู้ทันรู้ทางกัมพูชาเห็นจะยาก ฉันคงจะต้องหวังพึ่งคุณนี่แหละค่ะ เพราะอย่างไรเสียเตียบัญก็เกรงใจทางปักกิ่งอย่างมาก

และยังมีพลังและแรงผลักดันอันเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อจะต้องหันมาต่อสู้กับพลังอำนาจจาก”ระบอบทักษิณ”ต่อไปอีกด้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ฉันที่เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง จะได้มองเห็นว่าใครกันบ้างในแผ่นดินไทยเรา หวังดีและทำเพื่อประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่”คุณ”กังวลและห่วงใยมาก นั้นคือ”ความสามัคคี”ของคนในชาติ ที่นอกเหนือจาก”สำนึกชาติ” คุณพยายามจะหาทางออกเพื่อกำจัดความแตกแยกอันไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นให้ความสมานสามัคคีได้คงไว้

และ”บางสิ่ง”ที่ฉันได้เอ่ยไปนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ ณ ที่นี้ว่าคืออะไร อันตรายสำหรับฉันเกินไปที่จะอธิบายถึง”บางสิ่ง” แต่ฉันอยากอธิบายถึงความรู้สึกบางอย่างที่มี”บางสิ่ง”เป็นตัวเชื่อมให้ฉันได้รับรู้นั้นคือ ฉันซาบซึ้งน้ำใจและความวางใจที่คุณมอบให้มา แรกทีเดียวนั้น ฉันค่อนข้างตกใจแต่เมื่อคุณบอกว่า นี่คือสมบัติของชาติ ที่ควรจะอยู่กับชาติไทยและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศของเรา

แต่..”บางสิ่ง”ที่ว่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ฉันแล้วนะ ไม่ได้อยู่กับฉันนับตั้งแต่คุณทราบว่าไม่ได้อยู่ เข้าใจคำนี้นะคะ

วันนี้ที่กว่าฉันจะบันทึก”บางส่วน”จากความทรงจำที่ผ่านมาร่วมครึ่งปี ต้องรวบรวมพลังแรงใจอย่างมาก เหตุเพราะฉันกำลังระลึกถึงความหลังที่ยังสวยงาม ยังไม่มีความแตกแยกร้าวลึกรุนแรงเท่าทุกวันนี้

ฉันเขียนความทรงจำนี้ด้วยความเจ็บปวด จึงเป็นเรื่องยากที่จะพยายามบันทึกไว้เป็นตัวอักษร ทั้งที่ความทรงจำในส่วนนี้ตอกและย้ำ ถึงความผิดพลาดกับหลายสิ่งที่ฉันรักพังพินาศลงทั้งที่ ฉันมีความหวังดี ความปรารถนาดีของคุณที่พร้อมจะช่วยเหลือให้ทุกอย่างคงรุ่งโรจน์เหมือนวันคืนเก่าๆ

และฉันก็แอบมีความหวังอันเลือนลางอยู่บ้างว่า ถ้ามีบางท่านที่กำลังโกรธแค้นกันจนขาดสติได้มาอ่านสิ่งที่ฉันบันทึกจากใจนี้ จะหันหน้ากลับมาตระหนักถึง สิทธิและหน้าที่ ที่จำเป็นต้องมาคู่กัน ตลอดจนอีกหลายภาคส่วนของรัฐฯที่ทำหน้าที่ต่อบ้านเมืองไว้อย่างอ่อนแอ จะเต็มพลังความอึกเหิมให้ช่วยกันลุกขึ้นมาสู้เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และอย่างมีสติ เลือกใช้คนให้ถูกต้องกับงานต่างๆอย่างลงตัว

ส่วนฉัน แม้นจะต้องอยู่กับความทรงจำที่มีของดีอยู่เคียงข้าง แต่ฉันก็เหมือน”ขาดประสิทธิภาพ” ยังทำงานไม่แข็งขันนัก ที่จะนำพาสิ่งที่ดีที่อยู่เคียงข้างนี้ นำมาเป็นพลังเพื่อขับเคลื่อนกลไกของประเทศ ฉันก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วยเช่นกัน

ยังมีลมหายใจอยู่ ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ จะเจ็บปวดแค่ไหน แต่ฉันจะอยู่อย่างมีหวัง และจะพยายามแก้ไขข้อผิดพลาด ในหลายส่วนที่ตนเองยังทำได้ไม่เต็มที่

ฉันขอบคุณอย่างที่สุด ที่ได้มีคุณเป็นส่วนสำคัญในความทรงจำนี้ ฉันจดจำทุกอย่างฉันรู้และมั่นใจว่า คุณหวังดี เพราะนี่คือประเทศไทยอันเป็นเรือนเกิดเรือนตายของคุณ และฉัน…คือคนที่คุณคิดว่าจะเป็น”สื่อกลาง”ที่ดีได้ แต่ฉันทำไม่ได้อย่างที่ควรต้องทำ ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงจะไม่ตกอยู่ในสภาพเลวร้ายขนาดนี้

“If love is the answer, could you please rephrase the question?”- Lily Tomlin”

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง

ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

ฉันรู้ ฉันซึ้ง ฉันห่วงใย

จะมีอะไรมาทดแทน มีแค่เพียงคำที่บอกว่า..รักเธอจริงๆ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 29, 2012 in @Ann_Forever

 

ขุนรองปลัดชู คือ จิตสำนึกของความเป็นชาตืหรือแค่เพียง”วาทกรรม”ชาตินิยม

ทำสิ่งที่ยากแสนยากให้สำเร็จ อาศัยคาถาเพียงสี่คำ…” ร่วม แรง ร่วม ใจ”

การที่ขึ้นหัวข้อเช่นนี้ไม่ใช่เพราะดูแคลนความเป็น”ชาตินิยม” แต่เป็นเพราะสถานการณ์ในชาติไทยของเรายามนี้ กำลังสับสนกับความหมายและหน้าที่ของพลเมืองต่อคำสองคำนี้ ขุนรองปลัดชู แม่กองอาทมาท วิเศษไชยชาญ คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ”จิตสำนึกของความเป็นชาติ”อย่างแท้จริง

ทุกประโยคคำพูดของ”ขุนรองปลัดชู”เหมือนเป็นเสียงสะท้อนจากบรรพชนให้กึกก้องกลับมาในจิตใจของพวกเราอีกครั้ง จะขอยกตัวอย่างมาเช่นนี้เป็นต้น

ความห่วงใยแผ่นดินปลุกให้กูลุกขึ้นมาทุกวัน ลุกขึ้นมาเพื่อบอกกับลูกหลานว่า เราต้องดูแลตัวอง ดูแลบ้านเกิดของตัวเอง ดูแลวิเศษไชยชาญ แต่งานใหญ่เพียงนี้ไม่อาจจทำให้สำเร็จได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง กูพยายามส่งผ่านความคิดของกู ไปยังผู้ที่มีจิตใจรักแผ่นดิน กูมีความหวังว่าความคิดของกูคงไม่โดดเดี่ยว แล้วกูก็มีความหวังว่า ความห่วงใยบ้านเกิดจะปลุกให้ทุกคนตื่นขึ้นมาพร้อมกัน เราต้องพร้อมที่จะสู้เพื่อบ้าน สู้เพื่อวิเศษไชยชาญ” – ขุนรองปลัดชู

กูปลาบปลื้มแทนแผ่นดินนัก สิ่งที่พวกมึงตัดสินใจในวันนี้คือ ย่างก้าวแรกของความกล้าหาญ เป็นบทพิสูจน์ของหัวใจที่เสียสละ พวกเราไม่ใช่ทหาร พวกเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาที่พร้อมจะสำแดงความรักและหวงแหนผืนแผ่นดินโดยไม่หวังลาภยศสรรเสริญ ลูกหลานวิเศษไชยชาญทุกคนจะจำความห้าวหาญของพวกมึงไว้เป็นเยี่ยงอย่าง พวกมึงจะจำเอาไว้ว่าวันนี้เราจะไม่รบเพื่อวิเศษฯ แต่ดาบของเราจะรบกับศัตรูเพื่อแผ่นดินแม่” – ขุนรองปลัดชู

..

อนสมัยฉันยังเด็ก ช่วงนั้นอยู่ในยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี บ้านเมืองกำลังวิกฤติขาดแคลนพลังงาน รัฐบาลรณรงค์ให้คนในชาติร่วมกันประหยัดไฟฟ้า ด้วยความที่เป็นเด็ก การที่โทรทัศน์”งดแพร่ภาพออกอากาศ”ในช่วงหัวค่ำ นับเป็นสิ่งที่เด็กๆอย่างฉันยากที่จะทำความเข้าใจกับ”ความเป็นจิตสำนึกชาติ” เพราะต้องอดชมการ์ตูนที่โปรดปรานตามประสาเด็กๆ

จนอดรนทนไม่ไหว ฉันมีคำถามกับพ่อว่า ในเมื่อเรามีเงินจ่ายค่าไฟฟ้า ก็น่าจะให้เราใช้ไปสิคะ ทำไมต้องประหยัด

พ่อบอกว่า เงินที่เราจ่ายค่าไฟฟ้าไปนั้น เป็นแค่เพียงการจ่ายค่ากระบวนการผลิต ไม่ได้จ่ายค่าชดเชยทรัพยากรธรรมชาติที่หมดไป เพราะต้องนำทรัพยากรธรรมชาติมาปั่นกระแสไฟฟ้าใช้ภายในประเทศกันเลยสักคน เมื่อทรัพยากรธรรมชาติกำลังจะหมดไป และยังหาทรัพยากรธรรมชาติจากแหล่งอื่นทดแทนไม่ได้ หน้าที่ของคนไทยทุกคนคือ ต้องร่วมมือร่วมใจกันประหยัด

นี่คือ…จิตสำนึกชาติ ในอีกรูปแบบหนึ่ง คือ ทุกความคิดและการกระทำ จะต้องคำนึกถึงผลประดยชน์ของชาติเป็นที่ตั้ง เปรียบเสมือนกับ ถ้าเราคิดว่า “ชาติ”คือบุคคลที่เรารัก เราจะทำอะไรเพื่อบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งของเรา และทุกการกระทำนั้นๆจะต้องมาจากความคิด การตัดสินใจที่มาจากสติและปัญญา

และฉันไม่ได้ดูแคลนน้ำใจคนไทยด้วยกัน ว่ายังไปไม่ถึงคำว่า”ชาตินิยม” ถ้าคำว่าชาตินิยมอาจจะหานิยามหรือความหมายที่ไม่ชัดเจนนัก ทุกคนล้วนคิดไปถึงประเทศญี่ปุ่น ที่ประเทศนี้ ความเป็น”ชาตินิยม”รุนแรงเหลือเกิน แต่ญี่ปุ่นต้องผ่านโศกนาฎกรรมอันใหญ่หลวงโดนถล่มด้วยอาวุธร้ายแรงจากสหรัฐฯที่ ฮิโรชิม่าและนางาซากิ จนบ้านเมืองเสียหายอย่างหนักด้วยน้ำมือของต่างชาติ ความเป็น”ชาตินิยม”ของเขาจึงเกิดขึ้นเพื่อเร่งกอบกู้ซากปรักหักพังของชาติด้วยความสามัคคีอย่างเข้มแข็ง เป็นพลังอันเป้นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และภาคภูมิใจในชาติ ที่พวกเขาทุกคนช่วยกันนำพาชาติรอดพ้นวิกฤติภัยอันร้ายแรงนั้นๆมาได้

ความเป็น”ชาตินิยม”จะยังเกิดขึ้นไม่ได้เลย ท่ามกลางความแตกแยกเช่นทุกวันนี้

ฉันเองก็ปรารถนาที่จะให้”ชาติ”ของเราได้รับ”ความนิยม”จากคนในชาติอย่างพร้อมเพรียงกัน จนก่อเกิดพลังมหาศาลที่ไม่ใช่แค่เพียงสามารถจะขับเคลื่อนความเป้นไปเพียงแค่ในชาติได้เท่านั้น แต่ความเป็นชาตินิยมยังสามารถมีพลังมากพอที่จะขับเคลื่อน”ชาติตนเอง”ในสภาวะแวดล้อมอันเลวร้ายของวิกฤติการณ์ภัยคุกคามจากหลากหลายรูปแบบ ที่เปลี่ยนไปจากอดีต แต่ภัยนั้นๆยังไม่ได้ไปไหน เพียงแค่พัฒนารูปแบบให้สอดคล้องกับโลกหลังสงครามเย็นแล้วเท่านั้นเอง

เพราะ…

ส่วนเรื่องการพัฒนา ฉันไม่เคยมีแนวคิดว่าต้องพัฒนาตามประเทศตะวันตกสั่งให้เป็น เราสามารถเจริญเติบโตและเจริญได้โดยที่เรายังเป็นตัวของตัวเอง
 
“การพัฒนา”เป็นเพียงเทคนิควิทยาการของอำนาจแบบหนึ่ง ที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกคิดค้นขึ้นมาใช้ มาจัดอันดับ มาแบ่งโลกให้เป็นไปตามกฏเกณฑ์ของพวกเขา เพื่อมาเพิ่มการปกครอง,ควบคุม, ประเทศ”ด้อยพัฒนา”เพียงแต่แยบยลและแนบเนียนกว่าเทคนิควิทยาการของอำนาจใจอดีตที่ใช้กำลังในรูปแบบการล่าอาณานิคม
 
วาทกรรมที่โดดเด่นหลังยุคสงครามโลกครั้งที่สองคือ Modernization. และ Westernization สองคำนี้กลายเป็นสิ่งเดียวกันคือถ้าจะพัฒนาต้องทำให้ทันสมัย และต้องเป็นความทันสมัยแบบเดียวกันคือแบบตะวันตก ขณะเดียวกันการต่อต้านการพัฒนาก็คือการต่อต้านการทำให้เกิดความทันสมัยและการต่อต้านตะวันตก ผู้ที่ต่อต้านการพัฒนาจะถูกตีตราว่าเป็น”คอมมิวนิสต์”มาตั้งแต่สมัยสงครามเย็น และในปัจจุบัน จะถูกแขวนคอว่าเป็นภัยต่อ”ประชาคมโลก”

ดังนั้นประเทศของเราต้องการความเป็น”ชาตินิยม”เพียงแต่ยังก้าวไปไม่ถึงเท่านั้นเอง

จิตสำนึกของความเป็นชาติ ‘SOUL OF THE NATION’

นับเป็นเวลานานหลายสิบปีที่ประเทศไทยต้องพบกับความบอบช้ำโดยที่ประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการป้องกันรักษาและเยียวยา ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ประชาชนชาวไทยควรที่จะพิจารณาถึงสิทธิและหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ถืออธิปไตยในชาติ ลุกขึ้นยืนด้วยตัวของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องเรียกร้องหาผู้นำหรืออำนาจทหารเหมือนในอดีต เสียสละ คำนึงถึงส่วนรวม มีจิตสำนึกร่วมของความเป็นชาติ โดยไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่ถือเอาผลประโยชน์ของประชาชนโดยรวมเป็นที่ตั้ง ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวนในรูปผลประโยชน์ใด ๆ อันเป็นลักษณะของการละทิ้งจิตสำนึก ไม่ยกย่องเชิดชูผู้มีอำนาจวาสนา ผู้มียศถาบรรดาศักดิ์หรือผู้ร่ำรวยเงินตราซึ่งปราศจากคุณงามความดี ไม่มอบอำนาจอธิปไตยให้แก่บุคคลเหล่านั้นโดยหวังได้รับสิ่งตอบแทนเป็นการเฉพาะตน ไม่เพิกเฉยต่อการเข้าครอบครองอำนาจรัฐของบุคคลในทางที่ผิด คอยหมั่นสอดส่องดูแลการใช้อำนาจรัฐของผู้บริหารประเทศ ปกป้องและดูแลสังคมโดยรวมไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของคนไม่ดี ไม่เรียกร้องหาผู้รับใช้ประชาชนแต่คิดและกระทำเสมือนหนึ่งว่าเราทุกคนคือผู้รับใช้ประชาชนด้วยตัวเราเอง ดำเนินชีวิตโดยมีสำนึกชาติอยู่ในหัวใจและปลูกฝังให้แก่บุตรหลาน ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูงและคนรอบข้าง กระทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมในทุกครั้งที่มีโอกาส ทั้งนี้ ไม่ว่าเรื่องเล็ก ๆ เช่น การกวาดขยะหน้าบ้านของตัวเอง ไปจนถึงการแสดงออกทางการเมืองตามสมควรด้วยความชอบธรรมเพื่อช่วยกันขจัดเสี้ยนหนามให้สิ้นไปจากแผ่นดิน ที่มา สำนึกชาติและประชาชน

ชาตินิยม ( Nationalism ) คืออุดมการณ์ที่สร้างและบำรุงรักษาชาติในลักษณะที่เป็นมโนทัศน์ แสดงอัตลักษณ์ของกลุ่มของมนุษย์ ตามบางทฤษฎี การรักษาลักษณะพิเศษของอัตลักษณ์ การเป็นอิสระในทุกๆ เรื่อง การกินดีอยู่ดี และการชื่นชมความยิ่งใหญ่ของชาติตนเอง ล้วนจัดว่าเป็นคุณค่าพื้นฐานของความเป็นชาตินิยม ที่มา วิกีพีเดีย

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , , , , , , ,

Getting back on track,come and play with me babe

อาจเป็นความฝันหรือโชคชะตา
บางสิ่งที่พาและทำให้ฉันมีเธอ
ไม่ว่าสิ่งไหนทำให้เรามาเจอ
ที่ฉันรู้ เธอคือลมหายใจ

เธอเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของฉัน
เป็นความฝันส่วนหนึ่งของฉัน
มีกันและกันไม่ว่าจะนานเท่าไร
เป็นชีวิตส่วนหนึ่งของฉัน
ไม่มีวัน(ทาง)ที่ฉันทอดทิ้งเธอไป
ไม่มีวันไหนจะ(ที่)พรากจากกัน

ไม่ว่าพรุ่งนี้ต้องเจออะไร
จะดีหรือร้ายฉันนั้นก้อคงไม่หวั่น
ก้อเมื่อเรานั้นเป็นของกันและกัน
ต่อให้ฉันจะหมดลมหายใจ

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 29, 2012 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

แก้วตา ขวัญใจ

 
มีเวลาได้ย้อนอ่าน ทำให้ฉุกคิดว่า เราเอาแต่ใจหนักหนาเสียเหลือเกิน วันเวลาผ่านไป ก็ยังเอาแต่ใจเหมือนเดิม ดื้อเหมือนเดิม คงไม่ดีเท่าไหร่ แต่ครั้งนี้แอนน์ไม่ได้ตั้งใจจะดื้อหรือทำให้พี่เสียใจหรือทุกความรู้สึกใดๆที่แย่ๆทั้งปวง

เวลาที่จะอยู่กันอย่างสงบสุขในบ้านเมืองเหลือน้อย แอนน์จะไม่เถียง ไม่ทะเลาะกับพี่ จะอยู่เป็นกำลังใจให้กันและกัน ให้ต่างคนต่างได้ทำหน้าที่ของตนได้เต็มศักยภาพ

ช่วงนี้แอนน์เครียดมาก เพราะรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น อาจจะมีบ้างที่ทำให้สภาพจิตใจไม่ค่อยเป็นปรกตินัก มากพอควร เพราะใครจะคาดคิดว่า จะได้พบเจอความเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับประเทศชาติหนักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จุดหมายปลายทางของแอนน์ อย่างที่พี่เคยทราบ …หนักมากเชียวนะคะ ชีวิตก็อาจจะไม่เหลือเสียด้วยซ้ำ จำได้ว่าเขียนสั่งเสียพี่ไว้ก่อนหน้านี้แล้วด้วยซ้ำ แต่..หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยการยังเหลือชีวิต

พอเครียด และเห็นพี่ค่อนข้าง “หงุดหงิด” ยิ่งพาให้ทุกข์หนักเข้าไปอีก แต่”เข้าใจ”พี่ค่ะ คราวนี้แอนน์จะพยายามเป็นฝ่ายเข้าใจพี่ เอาใจพี่ ไม่ดื้อกับพี่ จะ”แกร่ง”เฉยๆ ไม่ดื้อ พี่จะสอนอะไรมาก็จะไม่เถียง ไม่ต้องให้พี่ออกปากว่า”สอนก็ไม่ได้”

ขอให้พี่ทำงานให้เต็มที่นะคะ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 28, 2012 in @Ann_Forever