RSS

Monthly Archives: สิงหาคม 2011

ยามเมื่อยินเพลงเศร้าลาวดวงเดือน เสมอเหมือน”วิยะฎา”มาประจักษ์

 

ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา

สตรีสูงวัยในชุดแต่งกายที่งดงามเหมาะสมกับทุกโอกาส ดวงหน้ายังคงเค้าความงามอย่างไม่เคยเปลี่ยนแปลง บุคลิค ท่วงท่าสง่างามต้องตาต้องใจแก่ทุกคนที่ได้พบเห็น แววตาแจ่มใส รอยยิ้มจริงใจบริสุทธิ์ และเสียงหัวเราะที่เบิกบาน เธอคือ “ท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา” อีกนานแสนนานเพียงใดที่จะมีกุลสตรีที่งามพร้อมทั้งกาย วาจา และใจที่ถวายหัวใจทั้งดวงเพื่อรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ อย่างมั่นคงตลอดกาลเทียบเท่าเธอ

เด็กหญิงผิวขาวนวลละเอียด รูปหน้าสวยเด่นสะดุดตา ที่โรงเรียนเซ็นฟรังส์ซิสซาเวียร์คอนแวนต์ รุ่นพี่รุ่นน้องต่างรู้จักเธอเป็นอย่างดี โดยเฉพาะความสวยสดใส เป็นที่พอพระราชหฤทัยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงเป็นรุ่นน้องในโรงเรียนเดียวกัน เธอคือ “วิยะฎา” หรือ “เภา” ลูกสาวคนสุดท้องในจำนวนลูกๆ ๖ คนของพระยาราชวัลลภานุสิศฐ์ และคุณหญิงองุ่น

สาวสวยวิยะฎาได้รับการอบรมสมเป็นกุลสตรีโดยแท้ ทั้งกิริยา มารยาท วาจางดงามอ่อนหวาน เป็นผู้ดีทุกกระเบียดนิ้ว เป็นที่ชื่นชมของคนทั่วไป อีกทั้งยังฝึกฝนวิชาการบ้านการเรือน ทั้งงานฝีมือ เย็บปักถักร้อย ประดิษฐ์ประดอยสิ่งต่างๆ รวมไปถึงการครัว ฝึกปรุงอาหารทั้งคาวหวาน และการคว้านแกะสลักผลไม้ แม้กระทั่งผลเชอรี่ที่เล็กแสนเล็ก เธอก็คว้านได้สวยงาม โดยที่ผลไม้นั้นไม่เคยช้ำเลยแม้แต่น้อยท่านผู้หญิงวิยะฎามีพรสวรรค์อยู่ในตัว จึงซึมซับความรู้ความสามารถได้อย่างดีเยี่ยม

หลังจบจากเซ็นฟรังส์ฯ แล้ว ท่านผู้หญิงเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนเซ็นโยเซฟคอนแวนต์ และจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนราชินีบน เมื่อจบการศึกษาแล้วท่านผู้หญิงตั้งใจจะเป็นครู ช่วงที่รอเวลาอยู่นั้น ก็ได้เย็บเสื้อผ้าซึ่งเป็นงานที่โปรดปรานที่สุด

ในช่วงเวลานั้น คนไทยทุกคนต่างปลาบปลื้มปิติยินดีกับข่าวราชาภิเษกสมรสและการเสด็จนิวัติประเทศไทย ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านผู้หญิงก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ปิติเป็นล้นพ้นอย่างเงียบๆ ทั้งนี้เพราะชื่นชมในพระสิริโฉมและพระจริยวัตรอันงดงามของพระองค์มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่ด้วยคำสั่งของคุณแม่ที่มิให้คบหาพระองค์ท่านดุจเพื่อน เพราะจะเป็นการไม่เหมาะสม แต่แล้ววันหนึ่งท่านผู้หญิงกรัณฑ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นางพระกำนัล ได้เชิญพระราชเสาวนีย์มาแจ้งแก่ท่านผู้หญิงว่า สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้าฯรับสั่งว่า “ฉันเคยเห็นพี่เภาลูกสาวของพระยาราชวัลลภานุสิศฐ์ ที่เซ็นฟรังส์ฯเขาเป็นรุ่นพี่ฉัน และเป็นคนสวย” ท่านผู้หญิงวิยะฎาปลาบปลื้มใจเป็นยิ่งนัก จึงนำดอกกล้วยไม้ที่ปลูกไว้ในบ้านมาผูกช่อบูเก้ถวายในวันต่อมา

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงชวนท่านผู้หญิงให้มาทำหน้าที่นางพระกำนัล ถวายการรับใช้คู่กับท่านผู้หญิงมณีรัตน์ บุนนาค ซึ่งท่านผู้หญิงวิยะฎาเต็มใจอย่างยิ่งที่มีโอกาสรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทนับจากวันนั้นจนถึงลมหายใจสุดท้ายของชีวิต เธอได้ปฎิบัติหน้าที่สมบูรณ์ดีพร้อมจนเป็นที่ชื่นชมตลอดมา

ด้วยวัยเพียง ๒๒ ปี อีกทั้งความงามที่โดดเด่น ท่านผู้หญิงจึงเป็นสาวสวยที่หนุ่มต่างหมายปอง หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ กฤดากร มีโอกาสตามคุณแม่เข้าวังอยู่เสมอ สะดุดตากับความอ่อนหวานอย่างกุลสตรีไทย แต่ด้วยท่านผู้หญิงเติบโตในครอบครัวที่ดูแลลูกสาวอย่างเคร่งครัด การพบปะกันของสองหนุ่มสาวต้องอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เสมอ หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ ผู้ดีพร้อมทั้งรูปสมบัติ คุณสมบัติ ก็ไม่เคยทดท้อ ได้พิสูจน์ความดีและความจริงใจจนเป็นที่ประจักษ์ ทั้งสองจึงตกลงใช้ชีวิตด้วยกัน โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานน้ำสังข์ในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๐๔ 

ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานเลี้ยงน้ำชาเป็นเกียรติแก่ หม่อมราชวงศ์ยงสวาสดิ์ และท่านผู้หญิงวิยะฎา ณ ศาลาผกาภิรมย์ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

หลังจากแต่งงานไม่นานนัก ท่านผู้หญิงได้ให้กำเนิดบุตรีคนโต “ต้น” หรือ หม่อมหลวง ปิยาภัสร์ ซึ่งเป็นนามพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และบุตรชาย “ปืน” หรือ หม่อมหลวงชโยทิต ซึ่งสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานนามให้เพื่อความเป็นสิริมงคลยิ่งของชีวิต ครอบครัว”กฤดากร” ซึ่งเป็นครอบครัวที่สมบูรณ์เปี่ยมล้นด้วยความรักและความห่วงหาอาทร สายสัมพันธระหว่าง พ่อ-แม่-ลูก แน่นแฟ้น ยิ่งนัก แม้กระทั่งลูกทั้งสองแต่งงานมีครอบครัวของตนเอง ครอบครัว “กฤดากร” ก็ยิ่งอบอุ่นด้วยลูก หลาน รายล้อมคุณตา คุณยาย

ท่านผู้หญิงนับเป็นคุณแม่ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ลูกสาวและลูกชายของเธอได้รับการหล่อหลอมให้เป็นคนดี มีการศึกษา และมีจิตใจที่อารีต่อทุกคน แม้บางครั้งลูกต้องห่างแม่ เพราะแม่ต้องปฎิบัติหน้าที่ แต่ทั้งสองคนก็ไม่เคยน้อยใจ “แม่ไม่อยากทิ้งลูกไป แต่งานที่แม่รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทนั้น ยอมจากเป็นงานที่แม่เต็มใจ รักและภูมิใจจะทำแล้ว ยังช่วยประเทศชาติและประชาชนผู้ยากไร้ให้พัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น หากไม่มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถแล้ว เมืองไทยก็ไม่มีวันอยู่เย็นเป็นสุขได้เท่าทุกวันนี้” คำพูดของคุณแม่นั้น ลูกทั้งสองคนของท่านจำได้ไม่มีวัยลืม และถือเป็นความภูมิใจใหญ่หลวงที่แม่เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับใช้ชาติ

ท่านผู้หญิงวิยะฎาไม่ใช่คนฟุ่มเฟือยเลย แต่กลับรู้จักคุณค่าของเงินและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ในสมัยที่ลูกทั้งสองยังเด็ก เธอจะหาซื้อผ้าดีๆ ก้นไม้ที่เหลือเศษเพียง ๕๐ ซม. จากแขกขายผ้าในราคาเพียง ๑๐ บาท เป็นประจำ เมื่อผ้าดีๆได้รับการออกแบบและตัดเย็บด้วยฝีมืออาชีพอย่างเธอ ทั้งลูกสาวและลูกชายจึงมีชุดสวยใส่ไม่น้อยหน้าใคร นอกเหนือจากบทบาทหน้าที่ของแม่และภรรยาที่ดีของครอบครัวแล้ว หน้าที่ของนางพระกำนัลก็ทำได้ดีไม่มีบกพร่อง ท่านผู้หญิงตามเสด็จฯถวายการรับใช้สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทั้งในและต่างประเทศ ทำงานด้วยความเข้มแข็ง ต่อมาพระองค์ทรงโปรดเกล้าฯให้เป็นนางสนองพระโอษฐ์ ทำหน้าที่ออกแบบและจัดเตรียมฉลองพระองค์ให้เหมาะสมกับโอกาสต่างๆด้วยพรสวรรค์ทางศิลปะอันเป็นเลิศ ท่านผู้หญิงยังออกแบบย่านลิเภา ตกแต่งให้สวยงาม และยังได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยให้มีหน้าที่ดูแลจัดเตรียมที่พักให้พระราชอาคันตุกะ ซึ่งเธอทำหน้าที่ได้ละเอียดรอบคอบ แม้กระทั้งความร้อนหรือความเย็นไปน้อยไปของเครื่องปรับอากาศเธอก็ยังเอาใจใส่เสมอ

ด้วยความที่เชี่ยวชาญในเรื่องสวยๆงามๆ ของเสื้อผ้ามานาน จึงได้รับหน้าที่เป็นแม่งานจัดแฟชั่นโชว์ โดยนำนางแบบสมัครเล่น คือ พี่ๆน้องๆ เพื่อนร่วมงานมาสวมชุดมัดหมี่ที่ออกแบบอย่างสวยงาม เดินแฟชั่นโชว์จนเป็นที่สนุกสนานและประสบความสำเร็จทุกครั้ง

อีกหนึ่งความสามารถอันเป็นที่ขึ้นชื่อลือชาของท่านผู้หญิงคือ การรำฟ้อน ฟ้อนได้สวยงามมาก สง่างาม ยามฟ้อนบ่าของเธอตรงเหมือนช่างฟ้อนชาวเหนือทีเดียว ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลง “ลาวดวงเดือน” และได้เห็นท่วงท่าการฟ้อนของเธอ ทุกคนประทับใจไม่มีวันลืม โดยเฉพาะการฟ้อนครั้งสุดท้ายที่บ้านละเวง จัวหวัดนราธิวาส ค่ำคืนนั้นพระจันทร์ส่องสว่างสะท้อนผืนน้ำที่พลับพลา แสงงามระยับ ท่านผู้หญิงแม้ในวัย ๖๖ ปี ก็ยังคงฟ้อนได้งามสง่าทุกท่วงท่ารับกับเพลงลาวดวงเดือนได้อย่างสวยสดงดงาม เธออยู่ในชุดสีครีมอ่อนเกือบขาว ฟ้อนด้วยสีหน้าเป็นสุขยิ่ง โดยมิมีใครล่วงรู้ว่าจะได้ชมฟ้อนที่สวยงามที่สุดเช่นนี้เป็นครั้งสุดท้าย

งานทุกอย่างที่ทำถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เธอทำด้วยความเต็มใจและระลึกถึงในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เสมอ ลูกทั้งสองคนจดจำได้ขึ้นใจว่าแม่พูดเสมอ…”ถ้าแม่ไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้เข้ามาทำงาน แม่ก็คงไม่ได้พบพ่อ ได้มีความสุขเช่นนี้ ได้มีครอบครัวขึ้นมา ได้มีโอกาสตามเสด็จฯในที่ต่างๆได้พบได้เห็นสิ่งที่เป็นประสบการณ์มากมาย และมีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พระราชกรณียกิจทั้งหลายทั้งปวงที่ทรงทำเพื่อประเทศชาติและประชาชนสำเร็จลุล่วงลงได้ แม้จะเป็นส่วนเล็ก เปรียบเหมือนกับน๊อตตัวเดียวในเครื่องจักรใหญ่ แต่ก็เป็นโอกาสที่น้อยคนจะได้มี”

เธอจึงตามเสด็จฯ ทุกครั้งไม่เคยทดท้อ ไม่ว่าจะต้องบุกป่าฝ่าดงถิ่นทุรกันดารแค่ไหน สตรีผู้สง่างามดุจนางพญาคนนี้ก็สามารถทำได้ทุกอย่างด้วยความจงรักภักีดยิ่งชีวิต ทุกหนแห่งที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนิน ท่านผู้หญิงก็พร้อมจะตามเสด็จฯเสมอ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงภัยหรือต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามที

ท่านผู้หญิงวิยะฎางดงามทุกท่วงท่า งามสง่าในทุกความทรงจำ สมญานามที่ว่า B to B หรือ Born to be beautiful เป็นความจริงยิ่งนัก ความงามนั้นเกิดมาคู่กับเธออย่างแท้จริง “สวยเสมอ-สาวเสมอ” คือคำที่เพื่อนพ้องกล่าวถึงท่านผู้หญิงด้วยความชื่นชม

วันนี้ แม้เข็มนาฬิกาแห่งชีวิตของท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร ณ อยุธยา ได้หยุดนิ่งอย่างสงบแล้ว ตลอดเวลา ๖๖ ปีที่ผ่านมา สตรีผู้มีเรือนกายที่งดงาม วาจาอันไพเราะ อ่อนหวาน จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ได้ประกอบคุณงามความดีมาตลอดชีวิต ทุกคนยังคิดถึงเธอเสมอ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ยังทรงรำพึงถึงท่านผู้หญิงวิยะฎาว่า..”.เขาเป็นเพื่อนที่ไม่เคยทิ้งฉันเลย”

เสียงเพลง”ลาวดวงเดือน” ที่เธอเคยฟ้อนรำแว่วดังกังวานมากับสายลม ฟังดูแสนเหงาและวังเวงเหลือเกิน ..เสียงหัวเราะอันสดใสของเธอแจ่มชัดเสมอในความทรงจำ..เนิ่นนานเพียงใด…ใครจะลืมเธอได้ลง…”วิยะฎา” สตรีผู้งดงามและมีความดีเป็นแก่นแท้แห่งชีวิต ดุจดั่งเป็นเม็ดงามที่จะส่องแสงแวววาวในหัวใจเราตราบนิรันดร์

โอ้ละหนอดวงเดือนเอย
พี่มาเว้ารักเจ้าสาวคำดวง
โอ้ดึกแล้วหนอพี่ขอลาแล้ว
อกพี่เป็นห่วงรักเจ้าดวงเดือนเอย
ขอลาแล้วเจ้าแก้วโกสุม
พี่นี้รักเจ้าหนอขวัญตาเรียม
จะหาไหนมาเทียมโอ้เจ้าดวงเดือนเอย

การฟ้อน”ลาวดวงเดือน”ครั้งสุดท้ายหน้าพระที่นั่ง บ้านละเวง นราธิวาส

 

การสวดพระพิธีธรรมอยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์
ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ
และ
ภาพสุดท้ายของท่านผู้หญิงวิยะฎา กฤดากร อยุธยา ก่อนที่เฮลิคอปเตอร์พระที่นั่งตกในหัวค่ำของวันนั้น
 

สองแขนเคยกรายร่ายฟ้อน สองกรเคยจัดหัตถศิลป์

สองบาทย่ำไปในแผ่นดิน ตามเสด็จนวมินทราชินี

เธอผู้อรชรอ่อนช้อย เรียบร้อยและรักในศักดิ์ศรี

เธอผู้เมตตาเอื้ออารี เป็นคนงามคนดีที่คนรัก

ยามเมื่อยินเพลงเศร้าลาวดวงเดือน เสมอเหมือน”วิยะฎา“มาประจักษ์

แม้บทเพลงบทนั้นแสนสั้นนัก แต่จำหลักอยู่ในใจใครทุกคน

บัดนี้เธอคงเดินทางท่ามกลางบุญ อบอุ่นอิ่มด้วยใจใฝ่กุศล

ไม่มีทุกข์ใดประสบพบผจญ สถิตบนเมืองแมนนานแสนนาน

……………

จะหาไหนมาเทียม โอ้เจ้าดวงเดือนเอย

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , , ,

ธรรมชาติรักษาเราได้แม้นแต่จิตใจที่อยู่ภายในร่างกาย

 

 

ภาพนี้ดูอบอุ่นจากแสงแดดอ่อนๆ ดูร่มรื่นจากต้นไม้ใบหญ้าที่เขียวสดชื่น ดูเย็นใจ จากสายน้ำ

และดูเรียบง่าย จากวิถีชีวิตไทยแบบโบราณดั่งเดิม

ถ้าเรารู้กินรู้อยู่ และรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมไว้ให้สมดุลย์ อะไรที่ถูกใช้ไปมากก็ต้องปลูกทดแทน  มนุษย์และธรรมชาติ ก็จะเกื้อกูลกัน เพื่อลดปัญหาภัยธรรมชาติที่เราเรียกๆกันแบบนั้น แต่หากแท้ที่จริงแล้ว ถ้าเรามองให้ลึกถึงปัญหาอย่างแท้จริงนั้น ภัยธรรมชาติ ตามที่เราเรียกนั้น..ส่วนใหญ่เกิดจากผลจากการกระทำของมนุษย์ทั้งสิ้น ที่ทำให้เกิดความไม่สมดุลย์กันในสภาพแวดล้อม เช่นตัดไม้ทำลายป่า ขูดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ลึกเกินไป  ทำให้เกิดน้ำท่วม แผ่นดินทรุดตัว   เป็นต้น

ถ้าเรารู้จักอยู่กับธรรมชาติอย่างไม่เอาเปรียบธรรมชาติจนเกินไปนัก เราจะไม่ต้องอยู่อย่างหวั่นกลัว ต่อ ภัยธรรมชาติ  แต่นี้เราใช้ทุกสิ่งทุกอย่าง ที่รวมกันแล้วเรียกว่า ความเจริญ จนมากเกินไป และใช้อย่างไม่ศึกษาถึงผลกระทบอย่างแท้จริงในระยะยาวกันเลย

ดิฉันเคยยกตัวอย่าง..ว่า..พ่อชอบนั่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่เพื่อตีขิมบ้าง หรือเป่าขลุ่ย ชมพระจันทร์ยามค่ำคืนบ้างนั้น  พ่อไม่เคยเรียกหายากันยุง แบบอัดกระป๋องเช่นที่ใช้กันจนเกลื่อนเมือง เกลื่อนโลกเช่นทุกวันนี้ แต่พ่อจะใช้ .. ผิวส้ม เปลือกส้มธรรมดาๆนี้แหละค่ะ..ทั้งที่ตากแห้ง หรือแห้งไปเอง นำมาโยนใส่กองไฟที่พ่อก่อไว้เพื่อให้แสงสว่าง และความอบอุ่นนั้น เพราะผิวเปลือกส้ม มีน้ำมันหอมระเหยที่ไล่ยุง หรือแมลงต่างๆได้ดี 

เห็นมั้ยคะว่า — เราสามารถอยู่กับธรรมชาติ และใช้ธรรมชาติ ให้ก่อเกิดประโยชน์กับเราได้มากมาย แต่เราจะไม่ทำลายซึ่งกันและกัน 

หรือ ตระไคร้หอม ก็กันยุงและแมลง มดต่างๆได้ดีมากทีเดียว แล้วกลิ่นน้ำมันหอมระเหยที่เราทุบไว้นั้น ยังมีผลในการช่วยบำบัด…สุขภาพจิตของเราได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ  กลิ่นของส้ม ให้ความสดชื่น เบิกบาน  ..กลิ่นของตระไคร้หอม ให้ความสงบ และ..ลดอัตราการเต้นของหัวใจได้..ในยามที่เหนื่อยล้าเกินไป ..

ธรรมชาติรักษาเราได้แม้นแต่จิตใจที่อยู่ภายในร่างกายของเรา

แล้วทำไมเราถึงไม่เห็นความสำคัญของธรรมชาติ และ วิถีชีวิตโบราณแบบนี้กันบ้างเลย

 

 
 

ป้ายกำกับ: , , , ,

น้ำพริกกะปิ

 

น้ำพริกกะปิ..สำหรับฉันคือ–โขลกกะปิจริงค่ะ  เวลาที่ไปทานข้าวนอกบ้านจะต้องถาม บริกรเสมอว่า “น้องคะ  น้ำพริกกะปิตำ หรือปลาทูตำ”  เพราะไม่เหมือนกัน และคนเข้าใจผิดกันเยอะทีเดียว  ส่วนน้ำพริกปลาทูจะทำแบบเดียวกับน้ำพริกปลาร้าที่คนคุ้นเคยกันนั้นแหละ หารู้ไม่ว่าแท้จริงนั้นที่มาคือ เป็นน้ำพริกปลาทูตำมาก่อน แล้วค่อยมาต้มน้ำปลาร้าใส่ไปอีกที หอมอร่อยขึ้นอีกเยอะ

เอาหละค่ะ..มาโขลกน้ำพริกกะปิสูตรของฉันกันดีกว่า  ส่วนใครไม่อยากโขลก  ..วันไหนฉันทำแล้วจะจุดธูปอัญเชิญมาหม่ำ หม่ำ หม่ำ นะคะ  ง่ายกว่ากันเยอะค่ะ 5555

  • อันดับแรก นำกะปิที่ทำจากเคยอย่างดีสัก ๒ ช้อน รากผักชีล้างให้สะอาดสัก ๒ ราก  กับกระเทียมสักหัว(กระเทียมไทยกลีบเล็กๆ  ไม่แนะนำให้ใช้กระเทียมกลีบโตๆเลยนะคะ เพราะไม่หอม  นำทุกอย่างมาห่อใบตองแล้วย่างด้วยเตาถ่านไฟอ่อนๆ ถ้าไม่มีเตาถ่านจะแก็สก็ยังพอทนเพราะห่อใบตองหลายๆชั้นหน่อยก็ดี  ไม่ให้กลิ่นแก็สเข้าไป 
  • นำกระเทียม รากผักชี และกะปิที่ย่างมาจนสุกหอมฉุยนั้นแหละมาใส่ครก   และ—โขลกให้แหลก   ใจเย็นๆค่อยๆโขลกทุกอย่างให้แหลก เพระถ้าคุณทำได้แบบนั้น กลิ่นของกะปิจะไม่ฉุนอีกเลย เพราะกลิ่นรากผักชี กระเทียมไทย  จะช่วยเปลี่ยนกลิ่นกะปิให้น่ากินจังเลยค่ะ 
  • สูตรของฉันจะปอกผิวมะเขือเปราะหั่นฝอยแช่น้ำมะนาว(กันไม่ให้ผิวมะเขือดำคล้ำ ไม่สวย)  พอโขลกกะปิจนเข้าเนื้อกันดี ก็สรงผิวมะเขือเปราะขึ้นจากน้ำ มาโขลกต่อให้แหลกอีกค่ะ 
  • แล้วฉันถึงจะใส่พริกขี้หนูสวนที่เม็ดเล็กๆ ลงไปโขลกให้เข้ากันเล็กน้อยตามความชอบ แต่เรายังจะมีไว้ใส่ในขั้นตอนหลังสุดอีกด้วยนะ เอาไว้บุๆเท่านั้นไมได้ตำให้ละเอียด
  • และในขั้นตอนของการปรุงรส—ใส่มะนาวบีบลงไปก่อนนะคะ  จะทำให้กลิ่นอาหารน่าทาน และไม่คาวกะปิ และสีน้ำพริกจะไม่ดำสีสวย อย่าใส่น้ำตาลก่อนเด็ดขาด  และน้ำตาลต้องเป็นน้ำตาลปีบหรือน้ำตาลมะพร้าวเท่านั้นนะ ฉันไม่ค่อยใช้น้ำตาลทรายทำกับข้าวเลย นอกจากขาดแคลนจริงๆ ฉันถึงจะอนุโลมหันมาญาติดีกับน้ำตาลทราย  เพราะน้ำตาลทรายทำให้รสชาติของน้ำพริกหวานไม่หอม เหมือนน้ำตาลปีบ น้ำตาลอ้อย น้ำตาลมะพร้าวพวกนั้น  และทำให้รสชาติของน้ำพริกเข้มข้นมากกว่าใช้น้ำตาลทรายมากทีเดียวค่ะ   และตามด้วยน้ำปลาไม่ต้องมาก เพราะเค็มกะปิอยู่แล้วค่ะ 
  • เท่านี้เอง แล้วพอจะตักขึ้นก็บุพริกขี้หนูอีกสักกำมือ โรยผักชีนิดหน่อย 
  • แต่อยากจะบอกว่า  น้ำพริกกะปินี้ โขลกทิ้งไว้ค้างคืน อร่อยกว่าตอนโขลกเสร็จใหม่ๆอีกค่ะ  จะนำมาผัดข้าว แล้วทอดไข่เจียวโป๊ะข้าวอีกที มื้อนั้น อาหารจานเดียวที่อร่อยเหาะของฉันแล้ว
  • น้ำพริกกะปินี้ แนบกับผักสดต่างๆตามชอบ แต่ฉันชอบหม่ำกับ”ชะอมชุบไช่ทอด” วิธีการทอดชะอมไม่ให้เหม็นเขียวของฉันคือ ตอกไข่หนึ่งฟองต่อการทอดหนึ่งแพเล็กๆ ใส่ชะอมไปในไข่ที่ตอกไว้ไม่ต้องมาก  ให้ไข่มากกว่าชะอม แล้วพักไว้ ไม่คนหรือตีให้เข้ากัน เพราะอันนี้แหละที่ทำให้เหม็นเขียว  ตั้งน้ำมันให้ร้อน เทลงไปเลย แล้วฉันจะใช้ตะเกียบยาวๆมาคนไข่และชะอมที่เพิ่งจะเทลงน้ำมันให้ฟูยิ่งขึ้น  เท่านั้นแหละมันจะฟูขึ้นมาน่าหม่ำมาก  ทอดจนเหลืองกรอบ รับรองว่าไม่เหม็นเขียวเลยค่ะ
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 24, 2011 in อาหารการกิน

 

ป้ายกำกับ: ,

“มอญซ่อนผ้า ซ่อนเคียว ซ่อนเข็มไว้ข้างหลัง”

 

 ” มอญซ่อนผ้า…ตุ๊กตาอยู่ข้างหลัง ใครเผลอไม่คอยระวัง ตุ๊กตาอยู่ข้างหลังระวังจะถูกตี…”

คนมอญนั้นสั่งนักสั่งหนามาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย ทั้งห้ามลูกห้ามหลานเป็นคำขาดว่าไม่ให้เล่นตุ๊กตา (ผู้เขียนเองแม้บัดนี้โตเป็นหนุ่มใหญ่แล้วก็ยังไม่เคยเล่นตุ๊กตาและหุ่นยนต์เลย-ไม่ทราบเหตุผลแต่ก็ยอมทำตามโดยดี) อีกทั้งเรื่องที่ “มอญซ่อนผ้า” ก็เป็นจริงดังที่คนไทยว่า แต่จะด้วยเหตุผลใดนั้นคงไม่สามารถสรุปให้แน่ชัดลงไปได้ สิ่งที่เป็นรูปธรรมชัดเจน คือการซ่อนผ้าผีในหีบเก่าคร่ำคร่า ทว่าแฝงไปด้วยกุศโลบายสอนลูกสอนหลานให้รู้คุณค่าของคน แต่หากจะกล่าวแบบนามธรรมแล้ว ก็เป็นเพราะมอญได้สูญเสียเอกราชมากว่า ๒๔๘ ปี จำเป็นต้องเก็บสั่งสมศิลปวิทยาการใส่ผ้าห่อเอาไว้ รอวันที่ฟ้าจะมีหงส์ รอวันให้หงส์คืนรังเหมือนเมื่อบ้านเมืองยังดี เมื่อนั้น “มอญ” จะไม่ “ซ่อนผ้า” อีกต่อไป

องค์ บรรจุน

 

แหม—อ่านเจอประโยคนี้แล้วอยากจะขอนั่งสนทนากับผู้เขียนท่านนี้เสียจริงๆ    เพราะเรื่องมอญซ่อนผ้า การละเล่นของเด็กไทยในอดีตนั้น  ฉันเคยโดนเพื่อนๆล้อเลียนอยู่ประจำ เหตุเพระเขารู้ว่าเราเป็นคนมอญ   ก็จะนำกลับมาถามที่บ้านว่า ทำไม  –ถึงต้องเป็น “มอญ”ซ่อนผ้า  ปู่ก็บอกว่า เขาล้อเลียนเราเท่านั้นเอง  ไม่ใช่มรดกทางวัฒนธรรมของชนชาติมอญแต่อย่างไร 
 

ส่วนเรื่องการที่ผู้ใหญ่ห้ามเราเล่นตุ๊กตานั้น  ก็เช่นกันเพราะฉันเองที่บ้านก็ห้ามไม่ให้เล่นตุ๊กตา ไม่เคยมีตุ๊กตาในบ้านเช่นกัน นับว่าเป็นความเก็ยกดมากสำหรับชีวิตในวัยเด็ก  เมื่อตอนที่อยู่บ้านพ่อ   เพราะถูกห้ามไปหมด  ยิ่งเราเป็นเด็กผู้หญิงกับเล่นตุ๊กตามันเป็นของคู่กัน  แต่กลับไม่เคยได้เล่น   ฉันเลยหันไปติดหนังสือ สะสมหนังสือแทนการสะสมตุ๊กตาตามวัยตั้งแต่ยังเด็ก 

ส่วนเหตุผลนั้น ฉันพอทราบมาว่า การที่คนมอญนับถือผี

บรรพบุรุษนั้น  มีการเชิญผีปู่ย่าตายายไว้ที่เสาเอกของบ้าน  ซึ่งที่บ้านของฉันก็มี   และต้องมีการตั้งเครื่องเซ่นสังเวยเป็นประจำทุกวัน    พ่อบอกว่า บ้านเรานับถือผีเต่า   อันนี้จะเป็นอีกหนึ่งความรู้ที่แตกต่างกันระหว่างของฉันกับผู้เขียนที่เขียนไว้ แต่ไม่ได้หมายความว่าของใครผิด เพราะเรื่องนี้ไม่มีข้อสรุป เป็นความเชื่อแต่โบราณ  คือบรรพบุรุษเราไม่กินเต่า  เพราะเชื่อกันว่าเต่าเป็นสัตว์อายุยืน   จนทุกวันนี้ก็ยังมีสระเลี้ยงเต่าที่อายุยาวนานมากไว้อยู่  ยังคงอยู่จนกระทั่งวันนี้  

และพ่อห้ามไม่ให้เล่นตุ๊กตา  เพราะคนมอญโบราณเชื่อกันว่า วิญญาณไม่ดีจะสิงสถิตย์มากับตุ๊กตาได้นั้น เป็นการนำสิ่งไม่ดีเข้ามาในบ้าน ตั้งแต่ฉันยังเด็ก  ฉันได้ยินพ่อพูดแบบนี้เสมอ ปู่ย่าก็บอกเช่นกัน   อันนี้จะเป็นกุศโลบายในการประหยัดแอบแฝงไว้ด้วยหรือเปล่าฉันก็คิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้   แต่โดนห้ามกันทุกคนรวมทั้งคุณด้วย  ดังนั้น–คงไม่ใช่กุศโลบายในเรื่องเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแน่นอน 

ซึ่งตรงนี้จะตรงกับภูมิปัญญาคนเก่าๆที่สอนมาทางคุณเช่นกันว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้ยกเรื่องบาปบุญคุณโทษมาอ้างเพื่อใช้สอนเด็กๆ  แต่โดนขู่เรื่องผีสางมาตลอด เช่นห้ามเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน เพระเดี๋ยวผีจะมาลักพาตัวไป ไม่ได้กลับมาอยู่กับพ่อแม่อีก

เด็กๆเจอขู่แบบนี้ ก็ขี้คร้านจะเกรงกลัวแล้วไม่กล้าเล่น   คือเอาผีมาอ้างไว้ก่อน  จะได้กลัว แต่เท่าที่ฉันเข้าใจในตอนนี้ น่าจะเป็นเรื่องของความควร ไม่ควรเสียมากกว่า เพราะกลางคืน มาปิดไฟเล่นซ่อนแอบกัน   คนหาก็จะทำตัวเหมือนเป็นผี  เราๆเด็กๆก็ขวัญอ่อนกันอยู่แล้ว  เล่นเสร็จพอนอนกลางคืนก็—ผวาหวาดกลัว ร้องไห้กันไปตามๆกัน  และอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ปิดไฟเล่นซ่อนแอบตอนกลางคืน ข้าวของในบ้านเสียหายประจำ เพราะมองไม่เห็น  ไม่ทันระวัง รักแต่จะเล่นอย่างเดียว   ดังนั้นโดนขู่เรื่องผี ทำให้ชะงักไปได้เช่นกัน

และฉันเชื่อเหมือนคุณในเรื่องกุศโลบายที่แยบยลของผู้ใหญ่  ที่จะสั่งสอนไม่ให้เราลืมชาติ   ฉันมักจะพูดอยู่เสมอว่า  มอญ…ไม่มีประเทศ ไม่มีในแผนที่โลกในปัจจุบัน ถ้าอยากจะหาดูว่ามอญเคยอยู่ตรงไหน จะต้องไปหาอ้างอิงเอาจากแผนที่ทางประวัติศาสตร์เท่านั้น   ฉันเป็นคนที่มีเชื้อสายมอญที่เจือจางเต็มที แต่ฉันมั่นใจว่า “ความเป็นมอญ” เข้มข้นอย่างมากในจิตวิญญาณของฉัน  
เป็นเพราะการถูกปลูกฝังมานั้นเอง  ฉันไม่เคยลืมที่มาของตนว่าเป็นเพียงแค่ชนกลุ่มน้อยในประเทศไทยแห่งนี้เท่านั้น  ยอมรับด้วยความภาคภูมิใจ และขมขื่นระคนกันอยู่ในที  เหตุเพราะมอญไม่มีประเทศให้ฉันได้เห็นธงหงสาปลิ้วพริ้วสบัดเหนือแดนดินชเวดากองอีกต่อไป  

ฉันเคยไปยืนอยู่  ณ ที่แห่งนี้กับพ่อ  พ่อบอกฉันเสมอว่า  ชเวดากองเป็นของเราคนมอญ  พ่อมองด้วยความเจ็บปวดซึ่งก็คงจะได้รับการถ่ายทอดความรู้สึกเช่นนี้จากรุ่นสู่รุ่นนั้นเอง  แต่พ่อไม่เคยสอนให้ฉันรู้สึกเกลียดชังพม่าแต่อย่างไร  สอนให้รับรู้ความเจ็บปวดและความเป็นจริง แล้วยอมรับอยู่กับความเป็นจริงที่เจ็บปวดนั้น   เป็นคนอดทน อดกลั้นกับทุกสิ่ง

ฉันถึงเข้าใจถึงสภาพหัวใจของคนที่สูญเสียอย่างดี  

คุณองค์ บรรจุนคะ  มอญไม่เหลือประเทศให้เราเรียกได้อีกก็ตาม ไม่มีประเทศมอญอีกแล้วก็ไม่เป็นไร เราเรียนรู้ทุกความรู้สึกจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไว้สอนตนและเตือนตนเองว่า ไม่ว่าจะอย่างไร  ความเป็น “มอญ” จะยังคงอยู่ในหัวใจ  ในสายเลือดของพวกเราไม่มีวันเปลี่ยนแปลง   และฉันคนหนึ่งที่จะพยายาม อนุรักษ์และเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของชนชาติมอญควบคู่กับวัฒนธรรมไทย  ดินแดนที่มีบุญคุณกับพวกเรา ให้ที่อยู่ที่กินอย่างร่มเย็นผาสุขมาโดยตลอด

แต่ประโยคนี้ของคุณ— เจ็บปวด  กรีดลึกที่หัวใจเหลือเกินค่ะ

คือการซ่อนผ้าผีในหีบเก่าคร่ำคร่า ทว่าแฝงไปด้วยกุศโลบาย
สอนลูกสอนหลานให้รู้คุณค่าของคน แต่หากจะกล่าวแบบนามธรรมแล้วก็เป็นเพราะมอญได้สูญเสียเอกราชมากว่า ๒๔๘ ปีจำเป็นต้องเก็บสั่งสมศิลปวิทยาการใส่ผ้าห่อเอาไว้ รอวันที่ฟ้าจะมีหงส์รอวันให้หงส์คืนรังเหมือนเมื่อบ้านเมืองยังดี เมื่อนั้น “มอญ” จะไม่ “ซ่อนผ้า”อีกต่อไป

ถ้าคุณได้มาอ่านสิ่งที่ฉันเขียนต่างๆไว้มากมาย  พยายามที่จะให้ยุวชนและคนในชาติของไทย หันมาดูแลและหวงแหนรากเหง้า ศิลปวัฒนธรรมของตนเองนั้น   มันมีที่มาจากรากเหง้าของความขมขื่นที่ฉันเคยได้รับการถ่ายทอดถึงความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียประเทศมาแล้วนั้นเอง 

ฉันไม่เคยได้อยู่กับช่วงเวลาแห่งความสูญเสียนั้น  แต่ไม่ยากเกินไปที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวด้วยหัวใจ   จนทุกวันนี้ฉันมีเพื่อนสนิทเป็นคนญวณ  เขาก็บอกกับฉันว่าประเทศญวณไม่มีแล้วนะ มีแต่เวียตนาม  ฉันก็ได้เห็นแววตาแห่งความเจ็บปวดจากบุลคลเหล่านี้เช่นกัน   เขาเคารพต่อ ท่านโฮจิมินท์อย่างถวายชีวิต  เพราะครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวของนายทหารเก่าแก่ระดับนายพลข้างกายของท่านโฮจิมินท์   ทุกวันนี้เขาก็กราบไหว้รูปปั้นท่านโฮ หรือ “ลุงโฮ” เยี่ยงเทพเจ้า 

ความเคารพสักการะเกิดจากความรักในชาติของเขาเช่นกัน  รุ่นเพื่อนของฉันนั้นเป็น(นับรุ่น) เจนเนเรชั่นที่ ๓ แล้วที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย  แต่เขายังคงธำรงและรัก และพร้อมที่จะระดมกำลังทรัพย์และกำลังสมองสติปัญญาเพื่อช่วยเหลือชาติที่เป็นรากเหง้าของเขาเองอยู่เสมอ

จนทำให้ฉันรู้สึกว่าเด็กไทยสมัยนี้ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในความรักและหวงแหนในชาติของตน  ฉันโทษเรื่องการปลูกฝังเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว  เรื่องสำคัญที่ควรจะทำแต่กลับถูกละเลย  ยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลงไป แม้แต่การละเล่นของเด็กไทยก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย  เกมส์คอมพิวเตอร์ที่มีแต่การต่อสู้ รบราฆ่าฟัน   เป็นแหล่งบ่มเพาะความกร้าวร้าวในใจเด็กอย่างดีทีเดียว  ไม่เหมือนเช่นภูมิปัญญาสมัยก่อนที่ประยุกต์ข้าวของต่างๆหาได้ใกล้ตัว  มาเป็นอุปกรณ์การละเล่นของเด็กไทย หาง่ายๆ ทำง่ายๆ ความเรียบง่าย  ใกล้และผูกพันกับธรรมชาตินั้น ไม่ได้เป็นเครื่องชี้วัดว่าเด็กที่เล่นของเล่นแบบเก่าก่อนนั้นจะไร้สมองกว่าเด็กที่เล่นเกมส์รบราฆ่าฟันกันในคอมพิวเตอร์แต่อย่างไร

ฉันต้องการให้คนไทยเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนมีนั้น รักษาธำรงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ที่ดีงามของชาติ  เพราะชาติไทยนั้น กว่าจะมีวันนี้ก็ผ่านความเจ็บปวดมาสารพัน บทเรียนมีมากมายที่จะสอนและเตือนใจ   อย่าให้สายเกินไปจนวันหนึ่งกว่าจะย้อนคิดได้  ก็สายเสียแล้ว  เพราะจะไม่มีสิทธิที่จะพูดหรือเขียนประโยคเดียวกับที่คุณองค์ได้เขียนไว้  เหตุว่า พวกเราไม่ปกป้องและรักษาความดีงามของชาตินั้นไว้เอง  เราเดินไปเป็นทาสทั้งทุนนิยม ลัทธินิยมและวัตถุนิยม ตามกระแสของโลกที่เห็นพ้องกันว่านั้นคือ ความเจริญ

แต่ถ้าเราใช้ความเจริญนั้นอย่างไม่ระมัดระวัง   ความเจริญต่างๆเหล่านั้นจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นความดีงามที่บรรพบุรุษในชาติสะสมกันมาช้านานจนหมดสิ้น 

ขอให้ใช้ “ความเจริญ” นั้นอย่างเข้าถึงแก่นแท้ของที่มา  เลือกและรับมาใช้ให้สอดคล้องกับรากเหง้าที่มาของตนเอง และนำพาเอกลักษณ์ที่มาของตนเดินไปพร้อมกับ “ความเจริญ” ต่างๆนั้นได้อย่างลงตัว

โดยส่วนตัวนั้น ฉันก็มีเรื่องราวของมอญที่อยากจะเขียนเช่นกัน  ฉันไมได้มีความรู้อะไรมากนักเกี่ยวกับ ความเป็น มอญ  เพราะอยู่ใกล้ชิดกับ..พ่อ และอาโนก น้อยมากเหลือเกิน  มิแก่ ก็ดุ จนเราเข้าหน้าไม่ติด

แต่อยากจะเขียนรวบรวมทุกอย่างที่พ่อเคยสอน  บางทีก็นึกไม่ออก พอมีคนมาจุดประกาย อย่างที่คุณองค์ บรรจุน เขียนเรื่องมอญซ่อนผ้านั้น ก็ทำให้ฉันนึกถึงอะไรขึ้นมาได้หลายอย่าง

ฉันยังไม่ได้เขียนลงไปอีกว่า..คำว่ามอญซ่อนผ้านั้น อาโนกเคยพูดด้วยความเจ็บปวดอีกว่า

เป็นการเปรียบเทียบ เหมือนกับไม่ไว้ใจคนมอญเท่าไหร่นัก เพราะจะเป็นสำนวนเปรียบเทียบ  เพราะคนมอญนั้นเป็นคนฉลาด หลักแหลม และมีปฎิภาณไหวพริบดีเลิศ นับตั้งแต่..การเข้าร่วมในการรบครั้งสำคัญๆต่างในอดีต กองกำลังของไทยนั้นได้รับแรงสนับสนุนทั้งกำลังแรงกายแรงใจจากคนมอญที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารแผ่นดินไทย

และฉันมาได้ฟังอาโนกเล่าถึงความขมขื่นของเจ้าจอมมาดาซ่อนกลิ่น คชเสนี  แล้วทำให้รู้สึกว่า..การที่เราพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างอย่างเต็มกำลังความสามารถ  และด้วยความเฉลียวฉลาด และมีชัยชนะในการรบนั้น  เปรียบเสมือนเป็น ดาบสองคม

รุ่นบรรพชนของเราต้องอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้..ด้วยความขมขื่น แต่เป็นอีกหน้าในประวัติศาสตร์ที่ไม่มีการกล่าวถึง ความจงรักภักดี และความเก่งกาจในการรบ กลายเป็นความหวาดระแวง  เพราะขุนนางไทยสมัยนั้น ที่พยายามคิดว่า คนมอญอาจจะคิดไม่ซื่อกับแผ่นดินไทย

ทำให้ฉันรู้สึกสงสาร เจ้าจอมมารดาซ่อนกลิ่น ท่านนัก ท่านเป้นสตรีมอญที่พูดได้ทั้งภาษามอญ พม่า ไทย อังกฤษอย่างแตกฉาน ท่านเป็นคนฉลาด ในเรื่องราชกิจการเมือง ไม่ใช่งานบ้านงานเรือน  ความเก่ง เฉลียวฉลาดทำให้ท่านอยู่ยาก

ทุกวันนี้ก็กราบไหว้ท่านอยู่ และจะพยายามมีความอดทน อดกลั้นให้ได้เหมือนท่าน มีท่านเป็นแบบอย่างอยู่หลายกรณีค่ะ

และฉันก็ต้องรู้สึกเหมือนมีก้อนอะไรมาติดอยู่ที่คอ จุกอก อยากร้องไห้..ให้กับความข่มขื่นที่ท่านได้รับมาตลอดชีวิต

เมื่อท้ายสุด..ทายาทสายตรงของท่านมิใช่หรือ ที่คิดจะกอบกู้พระราชอำนาจถวายคืนแด่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๗  จากคณะราษฎร ..ซึ่งเป็นข้าราชการในพระองค์ที่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจส่งให้ไปศึกษาเล่าเรียนถึงต่างประเทศในยุโรป แต่กลับคิดทรยศต่อราชบัลลังก์

และ..บรรพชนคนมอญของเราก็ได้ชื่อว่า เป็น กบฎ  คำๆนี้น่าจะสะเทือนใจและเป็นชนักติดหลังพวกเรามาจนถึงอนุชนรุ่นหลัง แต่ฉันกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น  เพราะเรา เป็นกบฏต่อคนที่คิดล้มล้างราชบัลลังก์  เพราะห้วงเวลานั้น..ฉันเองก็ไม่เชื่อว่านั้นคือหนทางที่ประเทศไทยจะเดินไปสู่การเป็นประชาธิปไตยอย่างจริงใจ

นี้แหละค่ะ วีรกรรมของสายเลือด ที่ถูกตราหน้าว่าอาจจะคิดไม่ซื่อ มอญอาจจะคิดเป็นใหญ่ในแผ่นดินสยาม ด้วยว่าตนเองไม่มีแผ่นดิน ไม่มีเอกราชของความเป็นชาติ

นั้นคืออีกหนึ่งที่มาของ มอญซ่อนผ้า ซ่อนเคียว ซ่อนเข็มไว้ข้างหลัง”

ซึ่งคำนี้..กลายเป็นความเจ็บปวดของบรรพชนของเรามาช้านาน  แต่..บรรพชนคนมอญของเรา  พระองค์ท่าน /ท่าน ก็ได้พิสูจน์พระองค์/ตัวเองแล้วว่า จะจงรักภักดีต่อราชบัลลังก์ และ แผ่นดินไทยจนชีวิตจะหาไม่

ซึ่งก็สอดคล้องกับสิ่งที่พ่อของฉันสั่งสอนมาว่า…เราเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินไทย  และจะต้องรู้จักคำว่า กตัญญู เพราะคนที่เนรคุณ ไม่มีวันทำการสิ่งใดเจริญไปได้

ดังนั้น ในฐานะที่ฉันเป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ..ไม่ได้มีศักยภาพทางทหาร หรือการรบ ไม่สามารถช่วยเหลือป้องกันประเทศได้แบบนั้น ก็คิดว่า..เราจะต้องช่วยเหลือประเทศไทย ในฐานะที่เราเป็น คนไทย..เชื้อสายมอญ

ทำอย่างไร ยุวชนรุ่นหลังเรานี้ จะรู้สึกสำนึกและห่วงแหนแผ่นดินที่เขาเกิดและอยู่อาศัยมาจนเติบใหญ่  .. ชาตินิยมจะต้องเกิดหลังจากการสูญเสียเท่านั้นเองหรือ!!!

 

บันทึกไว้เมื่อต้นปี ๒๕๕๐

 

ป้ายกำกับ: , ,

ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาลชาวสยามทุกคนร่มเย็น

 

มองเห็นพระเจ้าอยู่หัวท่ามกลางคนมืดมัวเหมือนเห็นแสงทองส่อง
ใจตื้นตันเพียงได้มอง พนมมือทั้งสองก้มลงกราบด้วยหัวใจ

มองพระผู้ทรงเมตตาเฝ้าดูแลประชาทั่วอาณาใกล้ไกล
เมื่อยามอ่อนล้าหมดหวังพระองค์อยู่เป็นหลักรวมหัวใจ
ยึดเหนี่ยวอยู่ภายในว่าวันพรุ่งนี้ยังมีหวัง

ในหลวงของแผ่นดิน บันดาลให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
อยากขอฝากกายและใจไม่จากไปไหน
รู้แล้วว่าใครทำให้ทุกคนอยู่ร่มเย็นเช่นนี้

ในหลวงของแผ่นดิน ได้อยู่บนพื้นดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา

ในหลวงของแผ่นดิน ได้อยู่บนพื้นดินของพระองค์คือคนโชคดี
แผ่นดินนี้มากล้นบุญคุณทวี ระลึกด้วยความภักดี แผ่นดินนี้คือชีวิตเรา
แผ่นดินนี้คือบ้านคือแดนสวรรค์แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

(รวม) ในหลวงของแผ่นดิน ก่อรวมให้เม็ดดินทรายกลายเป็นแผ่นดินที่ยิ่งใหญ่
หยดน้ำหยาดเหงื่อพระองค์หยดลงที่ไหนทุกข์ร้อนจะพลันสลายทุกข์ภัยจะไม่อาจแผ้วพาน

ในหลวงของแผ่นดิน ทรงเป็นที่รักและที่พึ่งพิงให้เราแสนนาน
ตั้งแต่เล็กจนโตจำได้ทุกอย่าง ใต้ร่มพระบริบาลชาวสยามทุกคนร่มเย็น
แผ่นดินนี้คือบ้านคือแดนสวรรค์แสนสุขใจ มีทุกอย่างที่ดีเพราะใคร ฉันจะไม่ลืม

ด.ญ ณัฐนิช รัตนเสรีเกียรติ (น้องพินต้า) ขับร้อง

สี่แผ่นดิน เดอะมิวสิคัล

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ที่มาอันแท้จริงของ”ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

 

ผมเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์พฤกษาทมิฬครับ ผมจำได้ว่าประชาชนออกมาเรียกร้องกันเต็มกรุงเทพด้วยจุดมุ่งหมายเดียวคือขับไล่รัฐบาลเผด็จการของพล.อ. สุจินดา คราประยูร ซึ่งเหตุการณ์นั้นนำไปสู่การเสียชีวิตของประชาชนผู้เสียสละและการล่มสลายของรัฐบาลในท้ายที่สุด

สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ ภาวะตื่นตัวทางด้านการเมืองของประชาชน และนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญและได้รัฐธรรมนูญของประชาชนเป็นฉบับแรก ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวมีบทเฉพาะกาลไว้หลายบท โดยเฉพาะเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญที่จะเอาผิดกับนักการเมืองที่ทุจริตต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่การจัดตั้งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในท้ายที่สุ

ดังนั้น เราอาจกล่าวได้ว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้นถูกแลกมาด้วยเลือดเนื้อและชีวิตของประชาชนผู้เสียสละ ผู้ซึ่งไม่ยอมถอยแม้จะตกอยู่ท่ามกลางห่ากระสุนปืนที่ทหารเดินเรียงแถวยิงเข้าใส่ประชาชนอย่างเปิดเผยบนถนนราชดำเนิน

แต่ทุกวันนี้ เรากลับยกย่องเชิดชูผู้ที่ต้องคำพิพากษาว่ากระทำผิดจริง โดยคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เราทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราทำเหมือนเล่นละคร เราทำเหมือนศาลฯ ไร้ความหมาย ทั้งผู้บริหารประเทศ ข้าราชการ สื่อมวลชนและประชาชน ต่างก็ยกย่องเชิดชูผู้กระทำผิดกันซึ่งหน้าและเปิดเผยโดยไม่มีความละอาย

หากดวงวิญญาณของวีรชนผู้เสียสละชีวิตนับร้อยนับพันคนในเหตุการณ์พฤกษภาทมิฬทวงถามกลับมาที่สังคมไทยทุกวันนี้ว่า พวกเขาตายเพื่ออะไร แล้วพวกเราจะตอบท่านเหล่านั้นกันอย่างไร

แม้จะเผากระดาษเงินกระดาษทองส่งไปให้ท่านเหล่านั้นคนละ 10 ล้านบาท ผมก็ไม่แน่ใจว่าท่านทั้่งหลายจะยินดีรับ เพราะผมเชื่อว่าท่านเหล่านั้นคงไม่ได้พร้อมใจกันตายเพื่อเงิน ถึงแม้ว่าจะไม่เคยมีใครได้รับเงินชดเชยที่สมเกียรติจากรัฐบาล ไม่ว่ายุคใดสมัยใดหลังจากนั้นมาตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีก็ตาม

บทความโดย ดร. นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

 

ป้ายกำกับ: , , ,

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย คนที่ 46 ที่โลกรู้จัก

 

กระทรวงการต่างประเทศนั้นก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2518 สัญญลักษณ์ประจำกระทรวงคือ ตราบัวแก้ว ซึ่งเป็นรูปเทพยดานั่งในดอกบัว ถือดอกบัวข้างขวา ถือวชิระข้างซ้าย ตรานี้มีปรากฏใช้มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตราสำคัญในราชการไทยมีสามดวง คือตราพระคชสีห์สำหรับสมุหพระกลาโหม ซึ่งใช้ในราชการด้านการทหารทั่วไป ตราพระราชสีห์สำหรับสมุหนายก ใช้ในราชการด้านมหาดไทย และตราบัวแก้วประจำตำแหน่งพระคลัง

กฎหมายไทยที่เรียกว่า “กฎหมายตราสามดวง” ก็เป็นเพราะมีการประทับตราทั้งสามดวงนี้ ซึ่งมีตราบัวแก้วรวมอยู่ด้วยดวงหนึ่ง ใช้สำหรับประทับตราเอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการต่างประเทศ เช่น สนธิสัญญาต่าง ๆ

โดยนัยยะแต่โบราณกาล กระทรวงการต่างประเทศจึงมีฐานะเป็นกระทรวงที่สำคัญที่สุุดกระทรวงหนึ่ง ถือเป็นตัวแทน เกียรติยศและศักดิ์ศรีของประเทศไทยมานานนับร้อยปี

เสนาบดีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศที่ผ่านมานั้นมีจำนวนทั้งหมด 45 ท่าน โดยท่านที่มีผลงานดีเด่นอันเป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศนั้นได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ, ดร. ปรีดี พนมยงค์, ดร. ดิเรก ชัยนาม, ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช, พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์, ดร. ถนัด คอมันตร์, นายจรูญพันธ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา, นายอาสา สารสิน, ม.ร.ว. เกษมสโมสร เกษมศรี, ดร. สุรินทร์ พิศสุวรรณ ฯลฯ

เหตุการณ์ประท้วงสาดเทฉีดเลือดที่หน้าบ้านอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553 นั้น ได้รับการขนานนามว่าเป็นการประท้วงทางการเมืองที่ “สะอิดสะเอียน” ที่สุดในโลกจากสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาลจีน โดยสถานีโทรทัศน์นับร้อยช่องได้เผยแพร่ภาพดังกล่าวไปทั่วประเทศจีน ไม่ต่างไปจากสถานีโทรทัศน์อื่น ๆ ทั่วโลกเช่นเดียวกัน

ขอต้อนรับ ดร. สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คนที่ 46 ผู้ซึ่งสื่อมวลชนทั่วโลกต่างรู้จักกันดีด้วยครับ

ขอขอบคุณ ภาพข่าวจากหนังสือพิมพ์มติชน, วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553, “สุรพงษ์” สาดเลือดใส่รูป “มาร์ค” กองเชียร์โห่เชียร์ใช้รองเท้าตบซ้ำ”

บทความโดย ดร. นพนันท์ อรุณวงศ์ ณ อยุธยา

 

ป้ายกำกับ: , , ,