RSS

Monthly Archives: มิถุนายน 2011

คำไม่กี่คำ

 

“I have learned not to worry about love; but to honor its coming with all my heart”- Alice Walker

แรกที่รู้จักคุณ ฉันไม่เคยคิดและไม่เห็นวี่แววใดๆว่า หลังจากนั้นอีกครึ่งปี ฉันจะต้องมาพูดหรือเขียนบันทึกในลักษณะนี้ เพราะฉันไม่เคยรู้สึกว่าคุณจะมีใจให้เป็นพิเศษ รู้แต่ว่าเราคุยเรื่องงาน เรื่องเดียวกันเข้าใจ เรียกง่ายๆว่า”ไม่ต่อก็ติด” เพราะคุณคือคนที่ทำให้ฉันไม่ได้หลับไม่ไม่ได้นอน และต้องเคร่งเครียดกับข้อมูลระหว่างประเทศจีน กัมพูชา ไทย สหรัฐฯ

คุณไม่มีคำว่า”ยั้งมือ”  ฉันเข้าใจว่าคุณต้องการสื่อสารมายังรัฐบาลไทยโดยตรง

แต่ฉันเครียดจัดจน ..ร้องไห้ออกมาเพราะความเหนื่อยมาก ฉันไม่อึด ไม่ใช่มนุษย์หุ่ยยนต์เหมือนคุณ  ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่ยอมรับประทานอาหาร (คุณลืมเสมอ) คุณทำงานหนัก และตลอดเวลา เราคุยกันแต่เรื่องงานเพียงเท่านั้นจริงๆ

จะมีไต่ถามสารทุกข์สุขดิบบ้าง ที่ฉันก็รู้สึกเพียงแต่ว่า ..”คือมารยาทขั้นพื้นฐานทั่วไป” จนแม้นกระทั่งคุณจะให้ฉันไปทำอะไรต่อมิอะไร …ฉันต้องปรับตัวให้แกร่งและทำงานหนักทั้งร่างกายและสมองให้”ตามทัน” เวลาคุณจะสั่งหรือบอกให้ทำอะไร

ฉันก็ไม่อยากให้คุณมองว่า ผู้หญิ๊ง ผู้หญิงนี้ เป็นเหมือนกันหมดเลยนะ … ฉันรู้สึกตัวมาตลอดเวลาเสมอว่า ตัวเองมีค่าแค่เพียง“เพื่อนร่วมงาน”เท่านั้น

แม้นแต่วันที่กลับจากไปพบ “ลุงจำลอง” กลับมา ฉันก็ยังรู้สึกเพียง“ต้องขอบคุณ”

เหตุผลอีกประการสำคัญคือ ฉันไม่คิดว่าจะมีใคร”เล็ดลอด”เข้ามาในหัวใจได้อีก เพราะฉันเป็น AnnForever ไปแล้ว เหมือนกับเป้นการ”แขวน”ตัวเองไว้ตลอดไป  ต้องให้เกียรติที่มาของคำๆนี้

คุณไม่เคยจีบฉัน ฉันไม่เคยจีบคุณ ไม่มีคำพูดเกี้ยวพาราสี ทำนองชู้สาวใดๆเลยตลอดเวลาครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา  มีแต่งาน งาน งาน เท่านั้น

แล้ว”คุณ”มาอยู่ในหัวใจตอนไหน !!!

มาแบบนี้ เรียกภาษาชาวบ้านคือ “มาไม่ทันรู้สึกตัว”  แต่ความห่วงใย ฉันมีให้คุณแน่นอน ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ฉันก็เป็นห่วงคุณ  คุณก็มีบ้างที่เป็นห่วงความเจ็บป่วยของฉัน 

แต่หลังจากที่ “พันธมิตร” ทะเลาะกับประชาธิปัตย์เท่านั้นยังไม่พอ “พันธมิตร” และ”พรรคการเมืองใหม่” หันมาสาดโคลนกันเอง  และฉันต้องรับรู้ทุกอย่างด้วยใจที่” นิ่งเงียบ” มันมีความเจ็บปวดสาหัสแฝงอยู่ตลอดเวลาที่มีการปะทะคารม โต้ตอบกันไปมา ฟ้องร้อง แจ้งความดำเนินคดีต่อกัน

ฉันมั่นใจว่า”คุณ” เห็นฉันตลอดเวลา  และต้องเห็นว่า ฉันไม่เคยเลือกที่จะอยู่ข้างใคร เพราะฉันรักทุกคน และหวังว่า เมื่อความเข้าใจผิดครั้งรุนแรงนี้จบลง ทุกคนจะกลับมารักกันได้เหมือนดั่งเดิม

ฉันรอวันนั้นอยู่เงียบๆ รออยู่นานแต่ฉันก็ไม่ถอดใจ ..ในความเงียบ ความเจ็บปวดนี้ เกิดความรู้สึก”โทษตัวเอง” ว่า”วันนั้น” ที่คุณให้ฉันเริ่มต้นทำในสิ่งดีๆ ฉันทำไม่สำเร็จ แต่ความรู้สึกนี้ฉันไม่เคยบอกกับคุณ ฉันสื่อสารถึงคุณเพียงว่า

“ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับประเทสไทย ฉันขอร้อง คุณอย่าทิ้งประเทศไทย “

เหตุที่ฉันขอร้องคุณไว้แบบนี้ เพราะ แม้นแต่ ความเป็นพันธมิตร คุณยังอยากสมานไว้ให้เกิดความเข้มแข็ง จะได้มีเรี่ยวแรงมากพอที่จะเป็นกลไกพลังสำคัญที่จะขับเคลื่อนให้เกิดสิ่งดีๆต่อไปดั่งที่เคยสร้างสมกันเอาไว้  และนับประสาอะไรกับประเทศไทย …ฉันมั่นใจว่าคุณไม่มีวันปล่อยให้ทุกอย่างสายเกินไป

คุณอาจจะไม่สามารถทำอะไรได้ทั้งหมด แต่ถ้าคุณทำ..ฉันเชื่อว่าจะเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญอันเป็นตัวแปรให้สถานการณ์พลิกผันภายในประเทศ อันเป็นแรงขับเคลื่อนมาจาก ภายนอกประเทศได้

ย้อนกลับมาที่ความเป็นพันธมิตรฯ  ฉันรักพันธมิตรฯของฉัน และดีใจและขอบคุณที่คุณพยายามช่วยเหลือพวกเรา แต่ความรู้สึกขอบคุณและเสียใจอย่างหนัก ณ เวลานี้ มีความรู้สึกผูกพันเกาะเกี่ยวมาด้วย – ฉันคิดว่าช่วงเวลานี้คือสิ่งที่พาคุณมาอยู่ในใจของฉันตลอดเวลา เพราะความทุกข์จาก การพังพินาศคามือไปตามๆกัน ทั้งที่ร่วมสร้างร่วมก่อกันมาด้วยชีวิตและความเสียสละเป็นเวลาหลายปี

จะมีอยู่เพียงไม่กี่คนที่รู้ว่า …มีอีกหนึ่งความพยายามจากปักกิ่ง ส่งเสริมมาเต็มที่ ที่จะช่วยประคอง รักษาสถานการณ์ ช่วยคิด ช่วยวางแผน …สิ่งหนึ่งที่คุณมักเตือนสติฉันเสมอคือ..คุณไม่เคยสอนให้ฉันมองใครในแง่ร้าย ไม่เคยมีเลย  ทุกคนมีข้อดี ข้อเสียด้วยกันทั้งนั้น  เราต้องเลือกที่จะมองข้ามข้อเสียของบุคคลนั้นๆ และนำข้อดีมาปรับใช้เพื่อขับเคลื่อนให้”ทุกคน”ก้าวข้ามไปพร้อมๆกัน

นี่คือ”หลักการ” ข้อดีของการทำงานองค์กรร่วมกันกับคนหมู่มาก 

ในวันนั้น ฉันขอบคุณ..คุณด้วยความตื้นตันใจ  แต่ในวันนี้ แม้นฉันรู้ตัวว่า ยังไม่ใช่เงื่อนเวลาที่เหมาะสมนักที่จะเอ่ยว่า“รักคุณ” แต่ฉันขออนุญาตบอกให้คุณทราบไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพราะอนาคตประเทศไทยกำลังเข้าสู่ภาวะหน้าสิ่งหน้าขวาน  ฉันเกรงว่า ฉันอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกคุรอีกเลยเสียด้วยซ้ำ  

ฉันเลือกที่จะไม่เดินทางออกนอกประเทศในห้วงเวลาที่บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะวิกฤติเช่นนี้ แปลว่าฉันพร้อมจะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกับพี่น้องทางนี้  จึงต้องชิงบอกไว้ล่วงหน้าก่อนนะคะ 

ฉันดีใจมากๆที่ฉันมีคุณในหัวใจ ขอบคุณที่เราได้มาเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ได้เคยเกิดขึ้น  ขอบคุณทุกความห่วงใยที่เคยมีให้ และฉันขอย้ำอย่างเดียว ..อย่าทิ้งประเทศไทย

ฉันรักคุณค่ะ คุณจากปักกิ่ง

 

 

ปล.รูปภาพข้างต้น เป็นของ”คุณจากปักกิ่ง”นะคะ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

กว่าจะยอมเรียก”น้องแอนน์”เหมือนดั่งวันวาน

 

การอ่าน TimeLine ของพี่ @stemsystem สำหรับบุคคลทั่วไป อ่านแล้วคงจะรู้สึก”ธรรมดา” ไม่มีอะไรหวือหวา ก็แค่การสนทนาของ”คนสองคน” ที่สอนเล่นทวิตเตอร์  ที่สงสัยว่าอีกนานกว่าจะใช้ทวิตเตอร์ได้อย่างคล่องแคล้ว เพราะไม่ยอม Follow ใครแบบนี้และ TimeLine จะมีใครโผล่มาให้ Mentions หรือ Retweet นะ เวลาจะเล่นอย่างจริงจังก็ไม่ค่อยจะมีนัก..กระมัง ??

แต่ TimeLine นี้ สำหรับ “คนสองคน”  การที่อีกฝ่ายจะกลับมาเรียกอีกคนว่า”น้องแอนน์” ไม่ใช่เรื่องปรกติ ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่เคยเกิดขึ้นมานาน นานมากที่ไม่ใช่แค่ หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป หรือ หนึ่งเดือนผ่านไป หรือ หนึ่งปีผ่านไป  …นานกว่านั้นมาก

และสำหรับคนที่ได้อ่านเจอผ่านการทวิตครั้งนี้อย่างฉัน ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจ คงไม่แตกต่างจาก”น้องเอย”ในคลิปนี้ ที่กว่าพี่วิกจะยอมกลับมาเรียกน้องเอยได้นั้น -นานมาก หลังจากคนสองคนนี้ มีเหตุผิดใจกัน ทะเลาะกัน ไม่เข้าใจกัน

สำหรับฉันและพี่ @stemsystem การสนทนา การสื่อสาร จะเหลือแค่.. You and I  ในภาษาอังกฤษ หรือ “คุณแอนน์”ในภาษาไทย  ไม่มี ” Nong Ann ” เหมือนอย่างเช่นการสนทนาหรือ การส่ง SMS ดั่งเช่นวันวาน ที่แม้นแต่จะพิมพ์ภาษาอังกฤษส่งมาให้ ก็ยังเป็น ” Nong Ann ” ซึ่งตลอดเวลาที่เราห่างเหินกันนั้น ฉันเองรู้ดีแก่ใจว่า การเลี่ยงด้วยการใช้ภาษาอังกฤษในการสนทนานั้น คือการหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อของฉัน เป็นการเฉพาะเหมือนเคยทำเท่านั้นเอง

ดังนั้นการทวิตเรียก”น้องแอนน์”ออกมาแบบเหมือนพลั้งเผลอ  แต่ฉันอยาก”ขอบคุณ” อย่างน้อย ความรู้สึกดีๆที่เคยมีต่อกันตลอดเวลาที่ผ่านมา ไม่ถึงกับจางหายไปไหน แม้นว่าจะไม่หอมกรุ่นสดใสได้ดังเดิมอีกต่อไป  แค่อดีตเชื่อมต่อกับปัจจุบันได้ นั้นคือความสวยงามของ”มิตรภาพ”สำหรับคนสองคนแล้วค่ะ

เพราะอนาคต…มีแต่เรื่องหนักหนาสาหัสรออยู่ ต่างคนต่างมีหน้าที่ ที่ต้องทำแตกต่างกัน แต่ เราก็มีหน้าที่ที่เลียงไม่ได้ ที่พึงต้องกระทำต่อประเทศชาติบ้านเมือง  อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง ไม่มีใครกำหนดได้  ขอแค่ปัจจุบัน…เราไม่ได้ห่างกันใน”ความรู้สึก” พอใจแล้วค่ะ

ขอบคุณมากค่ะ

คลิปนี้ จากเริ่มต้นถึงนาทีที่  4.50 นะคะ นอกนั้นไม่ต้องเสียเวลาดู ไม่มีอะไร

อือม..แต่ช่วงหลังยังมีทะเลาะกันอีกและอีก เข้าใจผิดกันอยู่บ้าง เริ่มน้อยใจมาก ไม่เรียก”พี่และตามด้วยชื่อ”อีกเหมือนเดิม  แต่เรียก Honey !! What do you want from me?? นี่คือประโยคแรกที่ถามและกลายเป็นว่า ทุกครั้งเวลา”น้อยใจ” และเรียกจนติดปากมาจนถึงทุกวันนี้ ที่”ชอบ”เรียกมากกว่า เรียกพี่แล้วตามด้วยชื่อเล่นแล้วนะคะ

แอนน์จะพยายามบันทึกไว้ให้พี่เหนื่อยจากงานมาอ่านนะคะ  เพราะ..”เวลามีน้อย”การเรียบเรียงและเนื้อหาที่อยากสื่อสารคงไม่ครบถ้วนอย่างที่อยากจะทำ  พี่ก็คงทราบดีอยู่แก่ใจ  ต่างฝ่ายต่างมีหน้าที่ และแอนน์ก็รู้ว่า อีกไม่กี่อึดใจ พี่คงต้องทำในสิ่งที่..ต้องทำในหน้าที่สำคัญของพี่ ที่ประวัติศาสตร์จะต้องบันทึกเหตุการณ์ต่างๆเหล่านี้ไว้  

ปล.ฮันนี่จะเรียก”น้องแอนน์”ทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน จะเหมือนกัน รวมทั้ง”นะฮะ”นี้ก็เป้นภษาพูดที่ไม่ขัดเขิน เวลาฮันนี่พุดแล้วเพราะดี  ไม่ได้เหมือน เพศที่สามพูดกันอย่างที่มีใครเคยตั้งข้อสงสัยแต่อย่างไร  แมนมากค่ะ  ขอยืนยัน

 

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

 

 แก่งกระจาน

วันที่ประเทศไทยประกาศกฎอัยการศึก ที่ กรุงเทพมหานคร

อนึ่งการเขียนบล็อคในครั้งนี้ฉันไม่ได้ปรึกษาหารือกับบุคคลที่นำมาเอ่ยถึง ถือเสียว่าฉันขออนุญาตมาณที่นี้นะคะ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่แกนนำพันธมิตรมีมติประกาศจุดยืนในการยกระดับการขับเคลื่อนทางการเมืองต่อกรณีพิพาท”เขาพระวิหาร” ช่วงนั้นความแตกแยกทางความคิดของมวลชนคนพันธมิตรเริ่มทวีความรุนแรง มีรอยร้าวให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม

“อย่าแบ่งแยกมวลชน”

“คุณ”ถามฉันว่าจะเข้าไปชุมนุมหรือเปล่าในวันนั้น -ไปค่ะ มีนัดกับเพื่อนๆที่เป็นการ์ด จะเข้าไปช่วงดึกๆ มีอะไรหรือเปล่าคะ

“คุณ”บอกว่าถ้าฉันเข้าไปชุมนุมให้พยายามบอกกับ”แกนนำ”ให้ได้ว่า อย่าแบ่งแยกมวลชน เพราะคนรักประชาธิปัตย์นั้นยังมี และตลอดเวลาที่ผ่านมาคนพันธมิตรกับคนรักประชาธิปัตย์เป็นสิ่งที่แยกกันไม่ออก จริงอยู่ที่ครั้งนี้ที่พันธมิตรออกมาชุมนุมยื่นข้อเรียกร้องและขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ ตลอดจนรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับงานรับผิดชอบต่อกรณีปัญหาพิพาทเขาพระวิหาร

“คงสายไปแล้วหล่ะค่ะ เพราะแกนนำประกาศเป็นมติบนเวทีไปเรียบร้อยแล้ว “

“คุณ” ยังคงไม่ละความพยายาม ยังหาทางออกที่ดีกว่าให้ ทั้งที่คุณเองก็ออกปากว่า ไม่ทราบว่าพันธมิตรวางยุทธศาตร์สำหรับหมกกระดานนี้อย่างไร เพราะคุณไม่ได้คุยกับใครที่เป็นแกนนำสำหรับการตัดสินใจในปัญหานี้มาก่อน

และคุณก็ไม่ใช่”พันธมิตร” ไม่ใช่เสื้อเหลือง คุณไม่มีสีเสื้อ หากแต่ทำงานาเหว่างประเทศเพื่อประเทศไทย ตลอดจนคุณมีความมักคุ้นเป็นอย่างดีกับปัญหาด้านกัมพูชา คุณใช้ดุลยพินิจในด้านนี้ให้การพยายามหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย และประเทศชาติจะได้รับประโยชน์สูงสุดอย่างแท้จริง

คุณบอกว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมาพันธมิตรคือ พลังอันบริสุทธิ์ของมวลชนอย่างแท้จริงที่ออกมาขับเคลื่อนความเป็นไปทางการเมืองให้เกิดความเปลี่ยนแปลงมาแล้วครั้งแล้วครั้งเล่า คุณอยากช่วยรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันไว้ และหวังจะทำให้เป็นกลุ่มคนที่มีพลังการขับเคลื่อนทางสังคมได้อย่างงดงามเฉกเช่นวันวานที่เคยสร้างสมความดีกันไว้

“คุณไปหาลุงจำลองนะ เข้าไปคุยกับท่าน ไปบอกกับท่านว่าอย่าแบ่งแยกมวลชนและอย่าไล่นายกฯอภิสิทธิ์ ปัญหาไหนที่รัฐบาลทำให้ประเทศตกอยู่ในสภาพเสี่ยงจะเสียดินแดนหรือมีอะไรหมกเม็ด ขอให้บนเวทีพูดประเด็นเหล่านั้นไป แต่อย่ายกระดับเป็นการขับไล่ เพราะจะทำให้เสียมวลชนและพลังของความเป็นพันธมิตรจะตกลงไป “

“นายกฯอภิสิทธิ์เป็นคนดี แต่คนรอบข้างไม่ดีมีเยอะ ต้องหาวิธีอื่น ไม่ใช่การขับไล่”

คืนนั้นฉันได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาคนพันธมิตรระดับแกนนำ แต่ทุกอย่างไม่คืบหน้า อ้างว่าคงต้องขอมติความเห็นชอบจากที่ประชุมแกนนำอีกที

“คุณ”บอกว่าให้บอกพวกเขาว่า คุณพร้อมจะเป็นผู้สนับสนุนทางการเงินให้กับพันธมิตรเองทั้งหมด แต่ขอให้เงื่อนไขเป็นไปตามที่คุณหาทางออกให้ มีบางเสียงที่ฉันได้ยินและรู้สึกเสียใจซึ่งคนพูดคงไม่ได้ตั้งใจ

“ทำไมไม่ให้คุณที่ปักกิ่งตั้งมวลชนขึ้นมาเอง ทำใหม่ไปเลย” ฉันเสียใจที่ได้ยินแต่เข้าใจว่าคนพูดไม่มีเจตนาส่อเสียดใดๆ และที่สำคัญ ฉันเองก็ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลใดๆของคุณเลยด้วยตั้งใจว่า เมื่อมีโอกาสและได้คุยกับลุงจำลองเสียก่อน ฉันจะให้คุณคุยกับลุงจำลองด้วยตนเอง จะเป็นการดีที่สุด

ณ วันนั้นที่ฉันนึกถึงคำพูดนี้ กับวันนี้เมื่อนึกถึงคำพูดที่ยังคงก้องในโสตประสาทอยู่เสมอนี้นั้น ความเจ็บปวดต่างกัลับลับ วันนี้เจ็บปวดกว่า เพราะเวลาที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ฉันรู้และมั่นใจว่า คุณแค่อยากจะช่วยพันธมิตรซึ่งเป็นองค์กรข้างถนนที่มีคุณภาพให้คงไว้ โดยที่คุณไม่ได้หวังเข้ามามีส่วนกับผลประโยชน์หรือชื่อเสียงใดๆให้สะท้อนกลับมาให้ และถ้าพันธมิตรยังเข้มแข็งและเดินหมากบนกระดานที่ชื่อประเทศไทย อย่างมีประสิทธิภาพ ผลประโยชน์จะตกอยู่กับประเทศไทยอย่างแท้จริง

เพราะมีอยู่วันหนึ่งหลังจากวันนั้น คุณขอไม่ให้ฉันออกไปร่วมชุมนุมแม้นจะมีการ”เขียนเสือให้วัวกลัว”ของจนท.ของรัฐฯว่าจะสลายการชุมนุม เตรียมพร้อมทั้งกำลังพลและอุปกรณ์เพื่อสลายการชุมนุม “คุณ”ขอให้ฉันนอนพักรักษาอาการทาง”ประสาทตา”พักผ่อนให้หายดีเสียก่อน

ฉันบอกว่าไม่ได้หรอก เพื่อนๆของฉันอยู่ที่นั้น และยามมีเรื่องหรือสุ่มเสี่ยงจะไม่ปลอดภัยแบบนี้ ฉันจะนอนหลับได้อย่างไร ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเพื่อนๆของฉัน ในขณะที่ฉันนอนหลับพักผ่อนรักษาดวงตาอยู่นี้ ฉันจะไม่ให้อภัยตัวเองเลย

“คุณ”บอกว่า รัฐบาลไม่กล้าทำหรอก ทั้งที่เขาก็อยากทำรัฐบาลทั้งอยากปราบและปรามพันธมิตรไปพร้อมกัน เอาเป็นว่าถ้ารัฐบาลกล้าใช้ปืนกลมายิงพวกคุณ พวกผมจะกลับไปแก้แค้นให้เอง ไม่กล้าหรอก อย่างมากก็ใช้ย้ำฉีด เอาไว้ฉันหายป่วยแล้วอยากไปเล่นน้ำค่อยออกไป

ฉันถึงสงบลงและเข้านอนได้ในกลางดึกคืนนั้น

ย้อนกลับมาวันนั้นที่กว่าฉันจะได้มีโอกาสคุยกับลุงจำลอง ยากมากเพราะลุงรับผิดชอบทุกอย่างที่อยู่บนถนนเชิงสะพานมัฆวานรังสรรค์ในครั้งนี้ อุปมาได้ดังรับผิดชอบเองทุกอย่างตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบ

ลุงจำลองขอบคุณในเจตนาดี ตอนนั้นลุงรับปากว่าจะไม่ใช่คำว่าขับไล่ แต่ลุงปลอบใจฉันว่าไม่ต้องห่วง มวลชนจะเหลือแค่ไหนก็แค่นั้น ไม่ใช่สาระสำคัญ อย่างไรเราก็ชนะ ซึ่งนั้นคือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่คุณพยายามจะ”รวม”มวลชนกลับมาให่ได้เหมือนเดิม

การขับเคลื่อนของการเมืองภาคประชาชนเป็นสิ่งที่จะทำให้สังคมได้รับทราบปัญหาของประเทศในอีกหลายส่วนที่ภาครัฐฯอาจจะไม่ได้เปิดเผยออกมาสู่สาธารณะ และยิ่งกับปัญหาใหญ่ของประเทศหลายอย่างถูกปกปิดไว้ การมีภาคประชาชนจะทำให้คนทั้งชาติหันมาสนใจและมีโอกาสได้ทำความเข้าใจกับปัญหาอันซับซ้อนต่างๆเหล่านั้น

ฉันมั่นใจว่าถ้าพันธมิตรเพื่อประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีคุณเป็นหนึ่งในที่ปรึกษาและดำเนินการตามขั้นตอนที่คุณวางแผนการต่างๆไว้ให้ ข้อแรกคือ จะไม่มีการประกาศขับไล่นายกฯอภิสิทธิ์ แต่จะนำปัญหาต่างๆออกมาตีแผ่ให้สังคมไทยได้รับทราบปัญหา และนำ”บางสิ่ง”ให้พันธมิตรนำไปปรึกษากับรัฐบาลไทยไปใช้ต่อรองกับรัฐบาลกัมพูชา

ปัญหาการเมืองความสัมพันธ์พันธ์ระหว่างประเทศจะได้รับการแก้ไข โดยประเทศทั้งสองไม่บอบช้ำนัก กดดันให้รัฐบาลไทยใช้มาตราการทางการฑูตที่ไทยเราเหนือกว่า อีกทั้งแสนยานุภาพทางกองทัพ และพลังของมวลชนที่ยังรวมเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นแรงขับเคลื่อน เป็นอำนาจการต่อรองกับกัมพูชา

คุณเคยอยู่กัมพูชามาก่อน และรู้จักมักคุ้นกับความเป็น “เตียบัญ”เป็นอย่างดี จะคุยกับเตียบัญถ้าไม่ใช่นักการฑูตระดับคุณประสงค์ สุ่นศิริ จะให้รู้ทันรู้ทางกัมพูชาเห็นจะยาก ฉันคงจะต้องหวังพึ่งคุณนี่แหละค่ะ เพราะอย่างไรเสียเตียบัญก็เกรงใจทางปักกิ่งอย่างมาก

และยังมีพลังและแรงผลักดันอันเป็นหนึ่งเดียวกันเมื่อจะต้องหันมาต่อสู้กับพลังอำนาจจาก”ระบอบทักษิณ”ต่อไปอีกด้วย และที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ฉันที่เป็นแค่ผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง จะได้มองเห็นว่าใครกันบ้างในแผ่นดินไทยเรา หวังดีและทำเพื่อประโยชน์ของชาติอย่างแท้จริง

สิ่งที่”คุณ”กังวลและห่วงใยมาก นั้นคือ”ความสามัคคี”ของคนในชาติ ที่นอกเหนือจาก”สำนึกชาติ” คุณพยายามจะหาทางออกเพื่อกำจัดความแตกแยกอันไม่ควรจะต้องเกิดขึ้นให้ความสมานสามัคคีได้คงไว้

และ”บางสิ่ง”ที่ฉันได้เอ่ยไปนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ ณ ที่นี้ว่าคืออะไร อันตรายสำหรับฉันเกินไปที่จะอธิบายถึง”บางสิ่ง” แต่ฉันอยากอธิบายถึงความรู้สึกบางอย่างที่มี”บางสิ่ง”เป็นตัวเชื่อมให้ฉันได้รับรู้นั้นคือ ฉันซาบซึ้งน้ำใจและความวางใจที่คุณมอบให้มา แรกทีเดียวนั้น ฉันค่อนข้างตกใจแต่เมื่อคุณบอกว่า นี่คือสมบัติของชาติ ที่ควรจะอยู่กับชาติไทยและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศของเรา

แต่..”บางสิ่ง”ที่ว่านี้ ไม่ได้อยู่ที่ฉันแล้วนะ ไม่ได้อยู่กับฉันนับตั้งแต่คุณทราบว่าไม่ได้อยู่ เข้าใจคำนี้นะคะ

วันนี้ที่กว่าฉันจะบันทึก”บางส่วน”จากความทรงจำที่ผ่านมาร่วมครึ่งปี ต้องรวบรวมพลังแรงใจอย่างมาก เหตุเพราะฉันกำลังระลึกถึงความหลังที่ยังสวยงาม ยังไม่มีความแตกแยกร้าวลึกรุนแรงเท่าทุกวันนี้

ฉันเขียนความทรงจำนี้ด้วยความเจ็บปวด จึงเป็นเรื่องยากที่จะพยายามบันทึกไว้เป็นตัวอักษร ทั้งที่ความทรงจำในส่วนนี้ตอกและย้ำ ถึงความผิดพลาดกับหลายสิ่งที่ฉันรักพังพินาศลงทั้งที่ ฉันมีความหวังดี ความปรารถนาดีของคุณที่พร้อมจะช่วยเหลือให้ทุกอย่างคงรุ่งโรจน์เหมือนวันคืนเก่าๆ

และฉันก็แอบมีความหวังอันเลือนลางอยู่บ้างว่า ถ้ามีบางท่านที่กำลังโกรธแค้นกันจนขาดสติได้มาอ่านสิ่งที่ฉันบันทึกจากใจนี้ จะหันหน้ากลับมาตระหนักถึง สิทธิและหน้าที่ ที่จำเป็นต้องมาคู่กัน ตลอดจนอีกหลายภาคส่วนของรัฐฯที่ทำหน้าที่ต่อบ้านเมืองไว้อย่างอ่อนแอ จะเต็มพลังความอึกเหิมให้ช่วยกันลุกขึ้นมาสู้เพื่อประเทศชาติอย่างเต็มกำลังความสามารถ และอย่างมีสติ เลือกใช้คนให้ถูกต้องกับงานต่างๆอย่างลงตัว

ส่วนฉัน แม้นจะต้องอยู่กับความทรงจำที่มีของดีอยู่เคียงข้าง แต่ฉันก็เหมือน”ขาดประสิทธิภาพ” ยังทำงานไม่แข็งขันนัก ที่จะนำพาสิ่งที่ดีที่อยู่เคียงข้างนี้ นำมาเป็นพลังเพื่อขับเคลื่อนกลไกของประเทศ ฉันก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วยเช่นกัน

ยังมีลมหายใจอยู่ ยังมีเรี่ยวแรงอยู่ จะเจ็บปวดแค่ไหน แต่ฉันจะอยู่อย่างมีหวัง และจะพยายามแก้ไขข้อผิดพลาด ในหลายส่วนที่ตนเองยังทำได้ไม่เต็มที่

ฉันขอบคุณอย่างที่สุด ที่ได้มีคุณเป็นส่วนสำคัญในความทรงจำนี้ ฉันจดจำทุกอย่างฉันรู้และมั่นใจว่า คุณหวังดี เพราะนี่คือประเทศไทยอันเป็นเรือนเกิดเรือนตายของคุณ และฉัน…คือคนที่คุณคิดว่าจะเป็น”สื่อกลาง”ที่ดีได้ แต่ฉันทำไม่ได้อย่างที่ควรต้องทำ ถ้าไม่เช่นนั้นประเทศไทยคงจะไม่ตกอยู่ในสภาพเลวร้ายขนาดนี้

“If love is the answer, could you please rephrase the question?”- Lily Tomlin”

เธอทำให้ด้วยใจทุกอย่าง

ไม่หวังให้ตอบแทนให้เธอ

ฉันรู้ ฉันซึ้ง ฉันห่วงใย

จะมีอะไรมาทดแทน มีแค่เพียงคำที่บอกว่า..รักเธอจริงๆ

 

 

 

 

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จงใช้ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต

 

 

ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์
ชีวิตที่พบความทุกข์ เป็นชีวิตที่แท้
ไม่มีความทุกข์ก็ไม่มีการเติบโต
ความทุกข์เป็นพลังขับเคลื่อนให้หลายอย่างเกิด
ไม่มีใครไม่มีความทุกข์ เพราะนั่นคือการเป็นชีวิต
ความทุกข์สอนให้แต่ละคนเข้มแข็งในแง่มุมต่างๆ
ถ้าความทุกข์ไม่เข้ามาหา ก็จะไม่รู้ว่า
ความสุขที่แท้เป็นอย่างไร
ไม่มีความทุกข์ ก็ไม่รู้จักความสุข
เพราะความทุกข์พิสูจน์ความเป็นคน
อ่อนแอ หรือเข้มแข็ง
ความทุกข์เป็นสิ่งท้าทายความสามารถต่างจากความสุข
ที่ทําให้อ่อนแอ มองโลกง่ายๆ แคบๆ
ความสุขเหมือนฝนพรําสาย
อ่อนโยน งดงาม เบาบาง แต่ว่างเปล่า
ไม่มีการเรียนรู้ใดในความสุข..
…เมื่อใดที่มีความทุกข์ ควรยิ้มรับ
และคิดว่าโชคดีที่ได้เจอความทุกข์
ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา
ได้สงบ ได้สติ ได้ความนิ่ง
ได้รู้จักโลก รู้จักตัวเอง
รู้จักการเติบโตทุกๆก้าว
ให้กําลังใจตัวเองมากๆ บอกตัวเองว่า
โชคดีที่วันนี้มีความทุกข์
เพราะเมื่อผ่านความทุกข์
ความสุขก็จะรออยู่เบื้องหน้า

จงใช้ความทุกข์
สร้างสิ่งมหัศจรรย์ให้กับชีวิต

 
 
 
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: ,

ในน้ำตาไม่มีหัวใจ แต่ในหัวใจมีน้ำตา

  บางทีกับบางคน
เราไม่สามารถห้ามความรู้สึกเขาได้
อย่าว่าแต่จะห้ามน้ำตาเขาไม่ให้ไหลเลย
ห้ามไม่ให้เขารักเรา
ก็ห้ามไม่ได้
นับประสาอะไรกับน้ำตา ที่เป็นแค่น้ำใสๆ

เพราะในน้ำตาไม่มีหัวใจ
ถ้ามีหัวใจอยู่ในน้ำตา
แต่ละวันที่เขาร้องไห้เพราะเรา
เขาคงไม่สูญเสียแค่น้ำตา
แต่หมายถึงหัวใจเขาด้วยที่ต้องสูญเสียไปทุกครั้ง
กับการร้องไห้

บางที เราห้ามอะไรไม่ได้
เราทำอะไรไม่ได้ กับการรัก หรือไม่รัก
การสมหวังหรือไม่สมหวัง
เราไม่สามารถทำให้ใครสมหวังได้ทุกคน

เราเองก็ยังร้องไห้ ยังผิดหวัง
ไม่มีทางที่เราจะห้ามคนอื่นไม่ให้ร้องไห้
ตราบใดที่น้ำตายังเป็นของเขา
ยังอยู่ในดวงตาของเขา

ปลุกปลอบใจเขาได้ แต่ห้ามน้ำตาเขาไม่ได้
ไม่ว่าเราจะไม่อยากเห็นเขาร้องไห้สักเพียงใด
ไม่ว่าเราจะเสียใจสักเพียงใด ที่เห็นน้ำตาของเขา
แต่เราก็ทำอะไรกับน้ำตาของใครไม่ได้

ในน้ำตาไม่มีหัวใจ
แต่ในหัวใจมีน้ำตา

ถ้าการร้องไห้ หมายถึงหัวใจเจ็บช้ำ
แล้วน้ำตาช่วยลดทอนความเจ็บของหัวใจได้
ดวงตาก็คงพร้อมที่จะช่วยลดทอนความเจ็บให้เบาบาง

แค่อยู่นิ่งๆ ปล่อยให้น้ำตาไหล
ไม่ต้องให้ใครปลุกปลอบ
กระบวนการร่างกายมนุษย์
สามารถแบ่งเบาความเจ็บได้เองโดยธรรมชาติ
ถ้าเข้าใจ และรู้จักนิ่งเสียบ้าง

น้ำตาจะไหลก็ควรปล่อย
การฝืนกระบวนการของร่างกาย ไม่ว่าฝืนโดยวิธีใด
จะรู้สึกถึงความปั่นปวน รุนแรงขึ้น กว่าการนิ่งสงบ
และปล่อยทุกอย่างให้ธรรมชาติจัดการ

ร่างกายเราก็เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการของธรรมชาติ
การฝืนใจ ฝืนทำ ฝืนกลั้น
ล้วนเป็นการต่อต้านและส่งผล
กระทบต่อร่างกายและจิตใจ
ต่อเนื่องจนถึงทางเดินหายใจ
ทางเดินอาหาร ทุกอย่างรวนไปหมด
ถ้ามีการฝืนธรรมชาติอยู่ในระบบการเป็นชีวิต

ทุกอย่างมีความสัมพันธ์อยู่ในตัวเองโดยที่เราอาจไม่รู้สึก
และละเลยจนมองผ่าน จากร่างกายสู่จิตใจ
จากจิตใจสู่ร่างกาย

บางทีแค่น้ำตาไหล กับการกลั้นไม่ให้น้ำตาไหล
ก็เป็นการฝืนธรรมชาติของความรู้สึก
ที่ควรจะเป็นหน้าที่ของน้ำตา
ในการแบ่งเบาระบบทำงานของร่างกายและจิตใจ

ดังนั้นถ้าเข้าใจ กระบวนการของธรรมชาติในการเป็นชีวิต
ควรปล่อยให้เป็นไป
อย่างที่ควรจะเป็น

ไม่ว่าเล็กน้อยแค่น้ำตาหยด ก็ควรปล่อยให้หยด
เพราะธรรมชาติจะดูแลตัวเอง โดยที่ไม่ต้องฝืน
แล้วเมื่อนั้น ทั้งจิตใจและร่างกายก็จะมีความสัมพันธ์ในทางที่ดีขึ้น
โดยที่เรารับรู้ได้ไม่ยาก

 
 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ขอทอดร่าง อยู่ใต้ ธารพระจันทร์

ยะเย็นเยือก หวามจิต คิดหวาดหวั่น

จะหุนหัน พลันแล่น ก็ใช่ที่

โอ้ดวงจิต เพียงหนึ่งเดียว ที่น้องมี

ขอภักดี พระพันวษา  จนวายชนม์

อ้าแต่องค์ สมเด็จ พระภูมี

เสด็จหนี แปรประทับ  แต่หนไหน

ธ ออกโอษฐ์  น้องยังจำ มิเสื่อมคลาย

เคยเป็นดั่ง ดวงหฤทัย ในพระองค์

มีแต่องค์ พระภูมี ผู้ทรงศักดิ์

แปรใจพักตร์ ห่างน้อง ให้หมองศรี

ซ้ำยังทรง ทำร้าย หมายชีวี

ให้น้องนี้ มลายหาย  ในสายชล

โอ้ว่ารัก น้องนี้ จนหมดจิต

แต่ ธ คิด ทำลาย ให้อาสัญ

แล้วจิตน้อง จะอยู่ได้ อย่างไรกัน

เหมือนถูกบั่น ให้มลาย ตายทั้งเป็น

เฉกเช่นเพลง บทนี้ ที่น้องรัก

เพราะคง ภักดีอยู่ มิรู้หาย

สงบนิ่ง เย็นยะเยือก ที่หัวใจ

ช่วยดับไฟ ที่เผาร้อนรอนชีวา

แม้นชาตินี้ มิมอดม้วยมรณา

ฤ ยังทรง พระเมตตา  แต่หนหลัง

ขอทอดร่าง อยู่ใต้ ธารพระจันทร์

หน้าวัดไชย วัฒนาราม แห่งนี้เอยฯ

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , ,

โดมิโน่แห่งชีวิต

 

เมื่อคืน
ฉันฝันเห็น คนแปลกหน้าที่อยู่แสนไกล
นั่งอยู่ ในห้องนอนของฉัน
แต่ฉันกลับรู้สึกคุ้นเคยนัก
เขามองฉัน ด้วยแววตา แวววาว เป็นมิตร
ใบหน้านั้น เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่น
ตรงหน้าของเขา
มีกองโดมิโน่ ที่ล้มเกลื่อนกลาด
แต่มี บางช่วง ที่ยังคงตั้งอยู่
เหมือนเขากำลังอธิบาย บางสิ่งแก่ฉัน
ด้วยภาษาของความรู้สึก

ด้วยแววตา ด้วยท่าทาง โดยไม่ปริปากพูด แม้แต่น้อย
ฉัน มองหน้าเขา มองกองโดมิโน่ ที่ล้มเกลื่อนกลาด

และ…โดยไม่ขออนุญาต
ฉันใช้มือรวบกองโดมิโน่ ที่ล้มเกลื่อน ออกไป
เหลือไว้เพียง บางช่วงที่ตั้งอยู่
เหมือนนะ เหมือนฉันรู้สึกว่า
นั่นคือชีวิตของฉัน

ที่ผ่านมา
ฉันอาจจะเคยล้มระเนระนาด ด้วยน้ำมือคนอื่น
และ มีผลกระทบ เลวร้ายในชีวิต เพราะ การเอนเอียง
ตามๆ กันมาจาก อดีต
ฉัน เคยเสียดาย น้ำตาและหยาดเหงื่อ ที่เสียไปในอดีต
ฉันจึง เก็บร่องรอยเหล่านั้นฝังไว้ในใจ
เหมือนที่ ฉัน…ยังไม่กวาดกองโดมิโน ที่ล้มเกลื่อนออกไป

แต่วันนี้…ชีวิต
ก็คือวันนี้ ฉันจะอยู่กับวันนี้

กับชีวิตที่เหลือ กับโดมิโน่บางช่วงที่ยังตั้งอยู่
ฉันจะไม่หันกลับไปมอง และห่วงหากับอดีตอีกแล้ว
มันไม่มีวันจะกลับมาทำร้ายชีวิตฉันได้อีก
ฉัน คลุมหัวใจด้วยเรื่องราวสดใส
ฉันเก็บรอยแผลเป็นไว้ ภายใต้ความเชื่อมั่น
ป้องกัน การสะกิดเตือนจาก คนรอบข้าง
ฉันหลั่งน้ำตา เมื่อรู้สึก
แต่ฉันไม่พรั่งพรูน้ำตา กับรอยอดีต
ฉันคิดถึง อนาคต ด้วย
ฉันจะ ต่อ โดมิโน่ของชีวิตต่อไป ไม่สิ้นสุด
แต่ฉันไม่คาดหวังว่า โดมิโน่ นั้นจะไม่ล้มลงอีก

เมื่อใดก็ตาม
ที่มี โดมิโน่ บางตัวล้มลง
ฉันจะจะเก็บมันออกไปจากชีวิตฉันทันที
ก่อนที่มันจะ เป็นเหตุ ให้ ตัวอื่นต้องล้มตาม

ฉันตื่นขึ้น
คนแปลกหน้าหายไปแล้ว
มือฉันอุ่นนัก
ฉันเอามือนั้น ทาบลง ที่หัวใจ
ฉันประคองหัวใจ ฉัน ด้วยมืออุ่นของฉันเอง

ฉันรู้

โดมิโน่แห่งชีวิต ตัวสำคัญ ที่เป็นหลักของทุกๆตัว
คือความเชื่อมั่น ในตัวฉันเอง

 
 
 
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in @Ann_Forever

 

ป้ายกำกับ: , , , , , ,