RSS

เรื่องเล่าของผู้เดินทางไปจีน

23 พ.ค.

คนไทยหลายคนที่มีโอกาสจะเดินทางไปจีน ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปเที่ยวกับบริษัทนำเที่ยว เดินทางไปพบญาติพี่น้อง หรือแม้แต่เดินทางไปทำงานในจีน มักจะพยายามตรวจสอบข่าวสาร เกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้า ทั้งจากหนังสือที่คนไทยด้วยกันเองจัดทำ หรือหนังสือที่โลกตะวันตกทำขึ้น ภาพยนต์สารคดี หรือข่าวจากสถานีโทรทัศน์ เพื่อเตรียมข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ รวมทั้งของฝากญาติพี่น้อง หรือ บรรพบุรุษในจีนด้วย ส่วนใหญ่ จะได้ข่าวคราวหรือเห็นแต่ภาพความสวยงาม ของโบราณสถานเท่านั้น เช่น กำแพงเมืองจีน พระราชวังโบราณ พระราชวังฤดูร้อน หอบูชาฟ้า (เทียนถาน) วัดระฆังใหญ่ สุสาน ๑๓ กษัตริย์

ส่วนคนไทยบางคน ที่พยายามจะไปลงทุนในจีน ก็วาดฝันจากข่าวต่าง ๆ ว่า จีนเป็นตลาดใหญ่ ประชากรเกือบ ๑,๓๐๐ ล้านคนย่อมทำให้การลงทุน ได้รับผลตอบแทนที่คุมค่า นับเป็นตลาดที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาค อีกทั้งยังเป็นประเทศ ที่มีความสงบมากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากเป็นประเทศ ที่ยังใช้ระบอบคอมมิวนิสต์ บางคนฝันถึงขนาดที่ว่า หากผลิตดินสอขายคนจีน และคนจีนซื้อดินสอของตนเองคนละ ๑ แท่ง ตนก็สามารถขายได้ถึง ๑,๓๐๐ ล้านแท่ง ขายดิบขายดี กำไรดีอะไรอย่างนี้นะ โดยลืมนึกไปว่าที่จริงแล้ว การที่จะขายดินสอให้ได้ถึง ๑,๓๐๐ ล้านแท่งนั้นจะต้องมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย เนื่องจากดินสอ ไม่ใช่สิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นอีก เช่น ประชากรจีน แยกย้ายกระจัดกระจาย กันอยู่ในพื้นที่ทั่วประเทศ ซึ่งกว้างขวางถึง ๙.๕๙ ล้าน ตร.กม. ไม่ได้อยู่รวมกันในพื้นที่เพียงแห่งเดียว โดยเฉพาะดินแดน ทางด้านตะวันตกนั้นเส้นทางคมนาคมยังยากลำบาก ถึงแม้ว่ารัฐบาลจีน จะให้การสนับสนุนด้านต่าง ๆ ก็ตาม นักลงทุนจากต่างประเทศจะเข้าไปลงทุนน้อยมาก รวมทั้งยังต้องมีแผนการโฆษณา และการตลาดที่ดีด้วย จึงจะสามารถจำหน่ายดินสอได้ ๑,๓๐๐ ล้านแท่ง คนกลุ่มหลัง และผู้คนอีกมากมายจึงล้มลง อย่างรวดเร็ว ในเรื่องการลงทุนในจีน และทำไมคนทั่วไปจึงยังคงตื่นเต้น บางคนถึงกับตื่นตระหนก เกรงว่าเมื่อจีนก้าวเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก หรือ WTO แล้วจะกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศตนเอง หวั่นเกรงว่าการเปิดตลาดของจีน ซึ่งเป็นตลาดที่น่าลงทุนนั้น จะทำให้มีเงินลงทุนโดยตรงหรือ FDI ไหลเข้าไปยังจีนมาก อันอาจส่งผลให้ประเทศอื่น ในภูมิภาคเอเชียที่หวังว่าจะมีเงินลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศต้องได้รับผลกระทบไปด้วย และคิดว่าการเปิดตลาดของจีน เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่

สำหรับคนไทยแล้ว เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือกลุ่ม ซีพี.จะเป็นคนไทยกลุ่มแรก ๆ ที่เข้าไปลงทุนในจีน เมื่อจีนเริ่มเปิดประเทศ ปัจจุบันเครือเจริญโภคภัณฑ์ ประสบความสำเร็จจากการลงทุนในจีน แต่กว่าจะถึงจุดนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งมีความคุ้นเคยกับผู้นำจีน ก็ยังต้องเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก และต้องฟันฝ่าอุปสรรคอ ย่างสาหัสสากรรจ์ขนาดไหน ไม่มีใครทราบ คงมีตระกูลเจียรวนนท์ เท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ดีที่สุด

มีโอกาสได้เดินทางไปจีนครั้งแรก ก็เหมือนคนไทยทั่วไป คือหาความรู้เกี่ยวกับจีน แต่ก็ค่อนข้างยาก และยังคิดว่าจีนไม่เจริญ แต่งตัวล้าสมัย โดยเฉพาะเรื่องสภาพความเป็นอยู่ ยังเกรงว่าคงจะปรับตัวได้ยาก อาจต้องพบกับความยากลำบาก เจ็บป่วยจะทำอย่างไร ภาษาจีนหรือก็ยังไม่รู้เอาเสียเลย ตั้งท่าว่าจะไปเรียนภาษาจีนที่นั่น

อยู่บนเครื่องบิน มีโอกาสพบคนไทยหลายคน คนหนึ่งทำงานเครือเจริญโภคภัณฑ์ในจีน หรือที่ชาวจีนรู้จักกันในนาม “เจิ้นต้า” ส่วนคนจีนในไทยรู้จักกันในนาม “เจียไต๋” โดยสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ ด้วยความที่เป็นลูกหลานคนจีน มีความรู้ภาษาจีนกลาง หรือที่เรียกว่าผู่ตงฮั่ว จึงสมัครทำงานกับเครือเจริญโภคภัณฑ์ หลังจากที่ทำงานในไทยเป็นระยะเวลาหนึ่ง จึงได้รับคัดเลือกให้ไปทำงานในจีน ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นลูกชายนายทุน ตั้งใจจะไปบุกเบิกทำมาหากิน ก่อร่างสร้างตัวโดยใช้เงินพ่อแม่ ฝันเฟื่องว่าต้องขายสินค้าในจีนได้ดี หากไม่นำสินค้าไปขาย ก็จะผลิตสินค้าขายคนจีน หรือจะหาลู่ทางนำสินค้าจีนมาขายในไทยให้จงได้ ก็สินค้าจีนถูก กำไรคงมหาศาล

พอลงเครื่องบิน ที่สนามบินนานาชาติกรุงปักกิ่ง โอ้โฮ! ทำไมเป็นอย่างนี้ สนามบินใหญ่โต ทั้งสนามบินใหม่ และสนามบินเก่าที่อยู่เคียงคู่กัน การตรวจลงตราก็ทันสมัย ไม่เห็นชักช้าเหมือนประเทศศิวิไลบางประเทศ ที่คุยนักคุยหนาว่า ส่งเสริมการท่องเที่ยวแล้ว จะทำให้นักท่องเที่ยวได้รับประโยชน์ เกิดประทับใจโดยอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการตรวจลงตราหนังสือเดินทาง แถมยังใช้เทคโนโลยี่ ที่ทันสมัยกลับตรวจลงตราหนังสือเดินทางสู้ประเทศ ที่พึ่งจะเปิดประตูสู่โลกภายนอก ไม่นานไม่ได้ ออกมาที่หน้าสนามบิน รถโดยสารรับจ้าง จอดเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีการเกี่ยงไม่รับผู้โดยสาร หรือแอบหลอกรับผู้โดยสารหลายราย และนำไปด้วยรถคันเดียวกัน เหมือนเหตุที่เกิดเป็นประจำ ที่สถานีขนส่งหมอชิต ซึ่งความจริงอาจจะมีก็ได้ เพราะเคยได้รับคำเตือนมาเหมือนกัน รถโดยสารรับจ้างสาธารณะ หรือรถโดยสาร มีหลายขนาด ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ สนนราคา มีความเป็นธรรมค่อนข้างมาก เนื่องจากใช้มิเตอร์ และรถแท็กซี่ขนาดเล็ก ก็มีราคาค่าโดยสาร ถูกกว่ารถขนาดใหญ่ ด้านในรถก็มีตะแกรงกั้น ระหว่างผู้โดยสาร กับคนขับ ก็คงจะเหมือนกับความพยายามของไทย ในการใช้ตะแกรงกั้น และกำลังได้รับการคัดค้านอยู่ในขณะนี้

ขึ้นรถโดยสารสาธารณะ หรือรถแท็กซี่เสร็จ รถแล่นเข้าเมืองสภาพถนน ค่อนข้างดีกว่าบ้านเรามาก แท็กซี่ช่างเจรจาบอกว่าเป็นถนนสร้างใหม่ เขาให้แรงงานมนุษย์สร้างเสร็จภายใน ๘ เดือน ก่อนที่จะมีการตัดสินว่า จะให้ประเทศใดเป็นเจ้าภาพ จัดการแข่งขันโอลิมปิค ปี ๒๐๐๐ ซึ่งถึงแม้จีน จะไม่ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพ โดยแพ้ออสเตรเลียไป ๑ คะแนนก็ตาม แต่สิ่งที่จีนได้มา คือ ความเจริญก้าวหน้าของบ้านเมือง โดยเฉพาะในเรื่องสาธารณูปโภค นับว่าคุ้มค่ามหาศาล ยิ่งตอนนี้จีน จะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิค ๒๐๐๘ แล้วยิ่งทำให้จีน ต้องเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และเมืองต่าง ๆ เป็นการใหญ่ รวมทั้งเปิดอบรมภาษาอังกฤษ หลักสูตรเร่งรัด ให้กับประชาชนในวงการต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง

การเดินทางบนทางด่วนหรือไฮเวย์ จากสนามบินเข้าเมืองหลวงนั้น สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ปลูกเรียงรายไว้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นต้นหยาง รูปทรงสูงใหญ่ มีใบคล้ายใบโพธิ์ นอกจากนี้ยังมี ป้ายกำหนดความเร็วของรถ ที่ใช้ทางเป็นระยะ ทั้งนี้เนื่องจาก การใช้อัตราความเร็วของรถ ที่กำหนดไว้ จะขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เช่น หากฝนตก ถนนลื่น หรือมีหิมะตก ทัศนวิสัยไม่ดี ก็จะกำหนดให้ใช้ความเร็วค่อนข้างต่ำ ถนนหนทางมีรถยนต์มากขึ้น และรถยนต์บางคัน ยังฉวยโอกาสแล่นบนช่องทางสำหรับจักรยาน ซึ่งหากทางการจีน ยังไม่เข้มงวดกวดขันการใช้ช่องทางสำหรับรถจักรยานแล้ว คาดว่าไม่ช้าไม่นานช่องทางสำหรับรถจักรยาน ก็คงจะหมดไป ซึ่งนับว่าน่าเสียดายมาก ส่วนรถจักรยานยนต์ นั้นไม่ได้รับอนุญาต ให้ใช้ในกรุงปักกิ่ง เนื่องจากรถจักรยานยนต์ เป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุทางจราจร ดังนั้นรถจักรยานยนต์รูปทรงแปลกตา จึงมีใช้ในบางเมืองเท่านั้น เช่น ซัวเถา

พื้นที่ลานกว้างบางแห่ง พบเห็นรถจักรยานนับพันคัน จอดเรียงรายอยู่อย่างเป็นระเบียบ ซึ่งลานกว้างแห่งนั้นเป็นที่จอดรถจักรยาน สำหรับชาวจีน ที่จะเดินทางต่อโดยรถใต้ดิน ซึ่งมี ๒ เส้นทางคือ เส้นทางจากตะวันออกของเมือง ผ่านจตุรัสเทียนอันเหมินไปยังทิศตะวันตก และสายรอบเมือง หรือรอบกรุงปักกิ่ง ตามเส้นทางถนนวงแหวนสาย ๒ ซึ่งมีสถานีขึ้นลงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้รถใต้ดินเป็นระบบ ขนส่งมวลชนและก่อสร้างมากว่า ๒ ทศวรรษ ดังนั้นค่าโดยสารจึงค่อนข้างถูก

พยายามมองหาคนจีน สวมชุดท่านประธานเหมา ซึ่งเป็นเสื้อชุดคอจีน สีน้ำเงินออกดำ ตามเส้นทางเข้าเมืองจนถึงใจกลางนครหลวง กลับไม่พบเห็นเลย ภาพถ่ายที่เคยเห็นจากหนังสือ นิตยสารว่า ผู้หญิงจีนนิยมขี่จักรยานมาทำงาน และนำชายกระโปรง มาคลอบไว้ที่แฮนด์รถจักรยาน เพื่อไม่ให้ชายกระโปรงไปพันโซ่ หรือหลุดเข้าไปในซี่ล้อ ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายก็ไม่พบ กลับพบเห็นชาวจีนทั้งหญิงและชาย แต่งกายทันสมัย แม้แต่คนจนก็ยังใส่สูท หรือเสื้อนอก ซึ่งถึงแม้จะเก่า ก็ยังใส่กันหนาวได้เป็นอย่างดี นับว่าความรู้ที่อ่านจากหนังสือ และดูภาพถ่ายจากนิตยสารต่าง ๆ มานั้นไม่ทันสมัยเท่าที่ควร หรือจีนพัฒนาไปเร็วกว่าที่คาดคิด

พอเข้าฤดูร้อน เดือน ก.ค.- ส.ค.ของแต่ละปี อากาศจะค่อนข้างร้อน แต่นับว่ายังสบายกว่าที่ประเทศไทยมาก เนื่องจากไทยอยู่ใกล้ทะเล อากาศร้อนชื้น เหงื่อไหลไคลย้อยกันทุกคน ในขณะที่ในกรุงปักกิ่งนั้น ร้อนแบบแห้ง ๆ ไม่ค่อยจะมีเหงื่อมากนัก และในบางครั้งบางครา ยังมีลมจากทิศตะวันตก พัดเข้ามาในเมืองโดยหอบเอาทราย จากทะเลทรายเข้ามาด้วย
ทางการจีนแก้ไขปัญหาลม จากทิศตะวันตก และฝุ่นด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ ไว้นอกเมืองเป็นแนวกันลม และตามถนนหนทาง ในกรุงปักกิ่งก็ปลูกต้นไม้ใหญ่ตลอดแนวถนน ทั้งต้นหลิว ต้นหยาง ซึ่งต้นไม้ถึงแม้จะใหญ่ โตเร็ว ก็ยังมีข้อด้อย คือเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิก็จะออกดอก หลังจากนั้นละอองเกษร ก็จะปลิวว่อนไปทั่วกรุงปักกิ่งแลดูเหมือนหิมะกำลังตก ส่วนบางถนนปลูกต้นแป็ะก๊วย ขนาดใหญ่ไว้ทั้งสองข้างทาง นับว่าสวยงามมาก นอกจากฝุ่นจากทะเลทราย และละอองเกสรจากต้นไม้แล้ว กรุงปักกิ่งยังมีปัญหามลภาวะทางอากาศสูง ซึ่งรัฐบาลกลางพยายามหาทางแก้ไข ปัญหาแรกคือฝุ่นละอองจากการใช้ถ่านหินทำความร้อน เพื่อสร้างความอบอุ่นให้ชาวจีนในฤดูหนาว ปัญหามลพิษทางน้ำจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งเมื่อปี ๑๙๙๕ จีนถึงกับสั่งปิดโรงงานกระดาษตามริมแม่น้ำมากกว่า ๕๐ แห่ง เนื่องจากโรงงานกระดาษเป็นตัวการทำให้น้ำเน่าเสีย ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงพยายามส่งออกโรงงานกระดาษไปยังอาฟริกา และยังพยายามที่จะขอตั้งโรงงานกระดาษในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย รวมทั้งพยายามขอพื้นที่สำหรับปลูกยูคาลิปตัสอีก ๕ แสนไร่

สำหรับคนไทย ที่เดินทางไปท่องเที่ยวคงไม่มีปัญหา ในเรื่องมลภาวะเป็นพิษมากนัก เนื่องจากอยู่เพียงระยะเวลาสั้น ๆ ส่วนคนไทยที่จะเดินทางไปทำงาน หรือศึกษาต่อเป็นระยะเวลานาน คงจะต้องระมัดระวังไว้บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องน้ำดื่ม ซึ่งน้ำดื่มในจีนมีตะกอนมาก ถึงแม้จะนำไปต้มให้เดือด ปล่อยให้ตกตะกอน แล้วก็ยังพบว่ามีตะกรันมาก จนต้องกรองน้ำให้บริสุทธิ์ก่อนใช้ดื่ม เนื่องจากแหล่งน้ำ ที่จะนำมาผลิตน้ำประปาต้องไหลผ่านดินดาน เพราะหากเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาแล้ว (ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนิ่ว) การที่จะรักษาในจีน คงจะมีปัญหามากมาย ทั้งเรื่องค่ารักษาพยาบาล ของคนต่างชาติที่ค่อนข้างแพง และการสื่อสาร เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่องอาการเจ็บป่วย

การวางผังเมือง และการพัฒนาความเจริญของเมือง เป็นไปอย่างมีระบบ มีการรื้อบ้านเก่า ๆ เพื่อสร้างอาคารที่พัก หรืออพาร์ทเมนท์ขนาดใหญ่ทั่วไป สภาพถนนหนทางค่อนข้างใหญ่โต กว้างขวาง มีทางต่างระดับตามทางแยกต่าง ๆ ทำให้การจราจรไม่ติดขัดมากนัก ถนนหนทางไม่มีสายโทรศัพท์ ระโยงระยางเหมือนบ้านเรา ระบบประปา ระบบนำร้อนสำหรับเครื่องทำความอุ่น และแก๊สสำหรับปรุงอาหาร ตามครัวเรือนต่าง ๆ ล้วนแต่ส่งมาตามท่อใต้ดินทั้งสิ้น

ย้อนกลับมาเรื่องการแต่งกายในฤดูร้อน ชาวจีนจะนิยมใส่เสื้อผ้าบาง ๆ สตรีบางคนสวมชุดนอน โดยไม่ได้ใส่ชุดชั้นใน ออกมาซื้อหาอาหารการกินต่าง ๆ ส่วนชาวจีนที่มีฐานะดี ก็จะซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่ทันสมัย และค่อนข้างบางสวมใส่กัน
กิริยาท่าทาง และการแต่งกายของสตรีจีนในฤดูร้อน ทำให้คนไทยหลายคนจะหัวใจวายเสียให้ได้ เนื่องจากเสื้อผ้าบางมาก ไม่ใส่ซับใน แถมกิริยาการนั่ง เดินเหินล้วนแล้ว แต่ทำให้มิตรจากต่างแดน มึนงงไปหมด อย่างตามสถานที่สาธารณะ อาทิ จตุรัสเทียนอันเหมิน สตรีชาวจีน ซึ่งคิดว่าคงจะมาจากต่างเมือง จะนั่งยอง ๆ ริมถนนหนทางต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่ใส่กระโปรงสั้น ส่วนบุรุษคงแต่งกายเฉกเช่นประชาชนประเทศอื่น ยกเว้นตามชานกรุงปักกิ่ง หรือนอกถนนวงแหวนสาย ๓ นั้นบุรุษที่ใช้แรงงาน ก็จะถอดเสื้อขี่รถจักรยานเก่า ๆ หรือนั่งเกวียนโดยมีลา หรือม้าลาก ไปตามถนนหนทาง โดยไม่เกรงใจต่อสายตาของใครทั้งสิ้น

ตำรวจจราจร ซึ่งทำหน้าที่ให้สัญญาณมือ ตามสี่แยกต่าง ๆ นั้น ทำหน้าที่ด้วยความเข้มแข็ง ขึงขัง มองดูราวกับหุ่นยนต์ ส่วนในฤดูร้อนตำรวจเหล่านี้ ก็จะเปลี่ยนจากเสื้อแขนยาวสีเขียว และมีเสื้อโคชสีเขียวคลุมไว้ มาเป็นเสื้อซาฟารีแขนสั้นสีเขียวอ่อน

การข้ามถนนในใจกลางกรุงปักกิ่ง ไม่สับสนเหมือนบ้านเรา เพราะส่วนใหญ่ จะใช้อุโมงค์ขนาดใหญ่ซึ่งรถยนต์สามารถแล่นสวนทางกันได้ สำหรับข้ามถนน และอุโมงค์เหล่านี้ก็ไม่เปลี่ยวนัก นับว่ามีความปลอดภัย พอสมควร ชาวต่างชาติที่ไม่รู้ว่ามีอุโมงค์สำหรับคนข้ามถนน ก็พยายามที่จะข้ามถนน ตรงทางแยก กลับถูกตำรวจจราจรไล่กลับ และกว่าที่จะสื่อสารกันรู้เรื่องว่ามีอุโมงค์ข้ามถนนก็เล่นเอาเหนื่อยไปตาม ๆ กัน ที่น่าสังเกตคือในระยะหลังเริ่มมีคนจรจัดจากต่างเมืองแอบมาหลับนอน หลบความหนาวตามอุโมงค์เหล่านี้บ้าง

ส่วนการแต่งกายในฤดูหนาว ในกรุงปักกิ่งนั้นอากาศค่อนข้างหนาว เฉลี่ยที่ ๐ ถึงลบ ๑๐ องศาเซลเซียส ชาวจีนจึงสวมใส่เสื้อผ้าซ้อนทับ กันหลายชั้น โดยชั้นนอกสุดจะเป็นเสื้อโคชเก่า ๆ สกปรก ทำให้เห็นแต่เพียงหน้าตาอันน้อยนิดเท่านั้น คนไทยที่เดินทางไปในฤดูหนาว จึงไม่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าอันงดงาม และสัดส่วนที่แท้จริงของสาวชาวจีน ส่วนเด็กเล็กทั้งชายและหญิงนั้นหน้าตา โดยเฉพาะแก้มแดงก่ำ ด้วยความหนาวเหน็บ และผู้ปกครองมักให้ใส่กางเกง ที่มีรอยผ่าที่ก้นยาวประมาณ ๑ คืบ นัยว่าเพื่อให้ทำธุระส่วนตัวได้ง่ายโดยที่ไม่ต้องถอดกางเกง ท่ามกลางความหนาวเย็น

ในฤดูหนาวประชาชนชาวจีน ในภาคเหนือจะอาบน้ำประมาณ ๒ สัปดาห์ต่อครั้ง ซึ่งเหตุผลเท่าที่รับฟังมามี ๒ ข้อคือ อากาศหนาว และปริมาณน้ำใช้มีน้อย จำเป็นต้องประหยัด ฉะนั้นเรื่องกลิ่นตัว จึงเป็นเรื่องที่ธรรมดามาก ผิดกับชาวฝรั่งเศส ที่ถึงแม้จะไม่อาบน้ำในหน้าหนาว ก็ยังนิยมใช้น้ำหอมหลากหลายชนิดกัน จนกลายเป็นดินแดนแห่งน้ำหอม ลือชื่อของคนไทยที่เดินทางไปยุโรป
 
อยู่ไปนาน ๆ ผิวแตกและเกิดอาการคันทั้งตัว จากความแห้งของอากาศ และอาบน้ำทุกเช้าเย็น จนกระทั่งชาวจีน หรือแม้แต่คนไทยที่พักในจีนนาน ๆ อย่างเช่น คุณสุชาติ ภูมิบริรักษ์ ซึ่งท่านเป็นที่ปรึกษานิตยสารภาพจีน ฉบับภาษาไทย ได้ให้ข้อแนะนำว่าไม่ควรที่จะอาบน้ำทุกวัน อย่างไรก็ตามนิสัยการอาบน้ำมากครั้งของคนไทยทำให้ต้องพึ่งครีมทาผิวพื้นเมือง ส่วนครีมทาผิวที่นำไปจากไทย ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะเมื่อเจอสภาพความหนาวเย็น ครีมที่นำมากลับจับตัวแข็ง ไม่สามารถใช้ได้ เช่นเดียวกับลิปสติคของไทย ที่ใช้ในเมืองร้อนไม่สามารถนำมาใช้ในเมืองหนาวได้

ตกค่ำออกไปเดินเล่นตามท้องถนน หากเป็นถนนที่มีร้านรวง สำหรับชาวตะวันตก ก็เริ่มมีคนออกเที่ยวเตร่ ส่วนย่านชานเมือง ชาวบ้านก็ปิดประตูหลับนอน บางคนขึ้นไปนั่งเล่น เดินเล่นบนสะพานลอย สำหรับคนข้ามถนน ส่วนใต้สะพานต่างระดับ หรือสวนสาธารณะหรือลานจอดรถของห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ก็จะมีชาวจีนวัยกลางคนจำนวนมาก จับกลุ่มเต้นรำ (บอลลูม) เพื่อเป็นการออกกำลังกาย และคลายความหนาวเย็น บางกลุ่มก็จะฟ้อนรำตามแบบฉบับจีน โดยมีชาวจีนและชาวต่างชาติ จับกลุ่มดูอย่างเพลิดเพลิน โดยเฉพาะฟังจังหวะกลองอันตื่นเต้นเร้าใจ ส่วนในตอนเช้าคนจีน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ก็มักจะมาออกกำลังกาย โดยการรำมวยจีนที่สวนสาธารณะเช่นกัน
 
 ร้านอาหารทุกร้าน จะเปิดเป็นเวลา คือเวลา ๑๑๐๐ – ๑๓๐๐ น. และ ๑๗๐๐ – ๒๐๐๐ น. เท่านั้น นอกนั้นอย่าหวัง จะได้หาอาหารกินเลย มีระยะหลังเท่านั้น ที่ร้านอาหารสำหรับ คนต่างชาติ เริ่มมีมากขึ้น และขยายเวลาการเปิดบริการมากขึ้น เช่นมี ร้านอาหารจานด่วน แม็กโดแนล เคเอฟซี หรือเธค เช่น ฮาร์ดร็อคคาเฟ่ สำหรับชาวต่างชาติ และชนชั้นกลาง ในจีนมากขึ้น และนับว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เมื่อลูกหลานคนจีน มักนิยมเข้าทานอาหารในร้านอาหารจานด่วน ของตะวันตก ซึ่งเมื่อเทียบกับรายได้ ของชาวจีนแล้วนับว่ามีราคาค่อนข้างแพง
 
การลงทุนในจีน ปัจจัยที่เป็นตัวแปรมาก เช่น การเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับรัฐบาลท้องถิ่น การนำผลกำไรซึ่งเป็นเงินสกุลต่างประเทศ กลับประเทศยาก มีเงื่อนไขค่อนข้างมาก เจ้าหน้าที่คอรัปชั่น ข่าวลือเกี่ยวกับ การลดค่าเงินสกุลหยวนของจีน ทำให้การคำนวนต้นทุน เป็นไปได้ยากก็ยังมีคนกระเสือกกระสน เดินทางไปลงทุนมากมายมหาศาลเช่นกัน โดยขาดฐานข้อมูลที่แท้จริง จึงมีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และล้มเหลว อย่างไม่น่าที่จะเป็นไปได้ ปัจจุบันรัฐบาลจีน พยายามปราบปรามการคอรัปชั่น ด้วยการลงโทษอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ระดับสูง ของพรรคคอมมิวนิสต์ หรือรัฐบาล ซึ่งทำให้ภาพพจน์ ในเรื่องการทุจริตเริ่มดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังติดอันดับต้น ๆ ของประเทศที่มีคอรัปชั่นสูง

มองดูสองข้างถนนน้อยใหญ่ จะพบห้างสรรพสินค้ามากมาย ทั้งห้างสรรพสินค้าของคนจีน ห้างสรรพสินค้าของชาวต่างชาติ รวมทั้งบริษัทค้าปลีกข้ามชาติ ทำให้การจับจ่ายใช้สอยของใช้ต่าง ๆ สำหรับการครองชีพในจีน ค่อนข้างไม่ยุ่งยาก หลังจากตั้งหลักได้ ๑ สัปดาห์ได้ลองเข้าห้างสรรพสินค้า เพื่อหาซื้อช้อนและซ่อม ปรากฏว่าในห้างสรรพสินค้า สำหรับชาวจีนไม่มีขาย ส่วนห้างสรรพสินค้า ของชาวต่างชาติมีขายทั้งช้อนและซ่อม แต่แยกขาย ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ขายรวมกันทั้งช้อนและซ่อมเป็นคู่ ๆ และราคานั้นนับว่าแพงกว่าการหาซื้อในไทยมาก  เมื่อสักประมาณเกือบ ๕ ปีที่ผ่านมา ชาวต่างประเทศ ได้ร่วมทุนกับชาวจีนในการเปิดห้างสรรพสินค้าขายส่ง เช่นเดียวกับที่มาเปิดขายในไทย เช่น โลตัส คาร์ฟู นับว่าชาวต่างประเทศ ที่อยู่ในจีนจะได้รับความสะดวก ในการจับจ่ายซื้อสินค้ามากขึ้น ส่วนคนจีนก็นิยมจับจ่ายใช้สอยเช่นเดียวกัน

: . สภาพทั่วไปในจีน . :

 

จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นลำดับที่ ๓ ของประเทศต่าง ๆ ในโลก รองลงมาจากแคนาดาและรัสเซีย มีพื้นที่ ๙.๖ ล้านตารางกิโลเมตร แบ่งการบริหารออกเป็น ๓ ระดับ คือระดับมณฑล (ซึ่งรวมถึง เขตปกครองตนเอง และเทศบาลนครที่ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง) เมือง และอำเภอ (ซึ่งบางเมืองจะเป็นเมืองของชนชาติส่วนน้อย)

จีนแบ่งการปกครองออกเป็น ๒๓ มณฑล ๕ เขตปกครองตนเอง ๔ เทศบาลนครซึ่งขึ้นตรงต่อส่วนกลาง และ ๑ เขตบริหารพิเศษ (ฮ่องกง ซึ่งได้รับมอบคืนจากอังกฤษเมื่อ ๑ ก.ค.๑๙๙๗)

จีนซึ่งมีดินแดนส่วนหนึ่งติดทะเลนั้นมีเกาะซึ่งมีขนาดใหญ่กว่า ๕๐๐ ตารางเมตรจำนวน ๖,๕๓๖ เกาะ โดยเกาะที่ใหญ่ที่สุดคือ เกาะไต้หวัน (จีนประกาศอยู่เสมอว่าไต้หวันเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน และจีนยังมีปัญหาไต้หวันที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ภารกิจการรวมประเทศเป็นเอกภาพ ยังไม่บรรลุความสำเร็จโดยสมบูรณ์) ซึ่งมีพื้นที่ ๓๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร รองลงมาคือเกาะไหหลำ ซึ่งมีพื้นที่ ๓๔,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร  ส่วนดินแดนทางบกนั้นมีความยาว ๒๒,๐๐๐ กิโลเมตร ติดต่อกับ ๑๕ ประเทศ ซึ่งมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน คือ เกาหลี มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีร์กิสถาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฏาน เวียดนาม ลาว พม่า ส่วนเขตแดนทางทะเลนั้นติดต่อกับเกาหลี ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ บรูไน มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเขตแดนทางทะเลนั้นจีนยังมีกรณีพิพาทในเรื่องหมู่เกาะต่าง ๆ ทางภาคตะวันออกของจีน  ภาคพื้นดินนั้นพื้นที่ ๒ ใน ๓ ของจีนเป็นภูเขาทั้งภายในจีนและตามแนวชายแดนจีนกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยภูเขาที่มีชื่อเสียงส่วนหนึ่งอยู่ในจีน เช่น ภูเขาคุนลุ้น ซึ่งมีความยาว ๒,๕๐๐ กม.และสูงเหนือระดับน้ำทะเลปานกลางโดยเฉลี่ยที่ ๕,๐๐๐ เมตร จุดสูงสุดสูง ๗,๐๐๐ เมตร มีหิมะปกคลุม และเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำฮวงโห และแม่น้ำฉางเจียง

ปัจจุบันมี ๖๖๘ เมือง ซึ่งในจำนวนนี้มี ๑๓ เมืองที่มีพลเมืองมากกว่า ๒ ล้านคน อีก ๒๔ เมืองมีพลเมืองระหว่าง ๑ – ๒ ล้านคน ๔๘ เมืองมีพลเมือง ๕ แสน – ๑ ล้านคน ๒๐๕ เมืองมีพลเมือง ๒ – ๕ แสนคน และอีก ๓๗๘ เมืองมีพลเมืองน้อยกว่า ๒ แสนคน จีนได้เปิดให้คนต่างชาติเดินทางไปท่องเที่ยวเกือบครบทุกเมืองแล้ว คงเหลือแต่เมืองในพื้นที่ห่างไกลที่การคมนาคมไม่ สดวกเท่านั้น ส่วนในระดับอำเภอ ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไปท่องเที่ยวได้มากกว่า ๑,๐๐๐ อำเภอ
ความหนาแน่นของประชากรนั้น โดยเฉลี่ยจะมีประชากร ๑๓๐ คน ต่อพื้นที่ ๑ ตารางกิโลเมตร โดยตามพื้นที่ชายฝั่งทะเลด้านทิศตะวันออกจะมีประชากรหนาแน่น เฉลี่ย ๔๐๐ คน ต่อ ๑ ตารางกิโลเมตร และทางภาคตะวันตกจะมีประชากรน้อย เฉลี่ยน้อยกว่า ๑๐ คนในพื้นที่ ๑ ตารางกิโลเมตร

จากการสำรวจของทางการจีนพบว่าในปลายปี ๑๙๙๙ จีนมีประชากร ๑,๒๕๙ ล้านคน หรือร้อยละ ๒๒ ของประชากรโลก โดยไม่รวมฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน  ประชากรร้อยละ ๖๙.๖ พักอาศัยในชนบท ที่เหลือพักอาศัยในเมือง และประชากรร้อยละ ๕๐.๘ เป็นเพศชาย ประชากรที่มีอายุต่ำกว่า ๑๔ ปีมีจำนวน ๒๕.๗ % อายุ ๑๕ – ๖๔ ปีมีจำนวน ๖๗.๖ % และ อายุ ๖๕ ปีขึ้นไปมีจำนวน ๖.๗ %

สำหรับกรุงปักกิ่งมีฐานะเป็นเทศบาลนครขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง มีพื้นที่ ๑.๖๘ แสน ตร.กม มีพลเมือง ๑๒.๕๗ ล้านคน จากจำนวนประชากรทั่วประเทศ ๑,๒๕๙ ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ ๒๒ ของประชากรในโลก แต่เชื่อว่าคนที่พักอาศัยในกรุงปักกิ่งอาจจะมีมากถึง ๑๔ ล้านคน เนื่องจากคนในชนบท เริ่มลักลอบเดินทางเข้ามาหางานทำในกรุงปักกิ่ง เมื่อประมาณ ๕ ปีก่อนจะไม่พบเห็นคนจนนอนริมถนน เหมือนบางย่านในกรุงนิวยอร์ค แต่ปรากฏว่าปัจจุบัน จะพบเห็นคนจนที่ลักลอบอพยพเข้าเมืองมาหางานทำ และยังว่างงานอยู่แอบพักอาศัยตามสถานที่สาธารณะจำนวนมาก รัฐบาลจีนคาดหมายว่า มีผู้ใช้แรงงานหรือเกษตรกรในชนบท ลักลอบหลั่งไหลเข้าไปหางานตามเมืองใหญ่ ๆ ทั่วประเทศประมาณ ๑๕๐ ล้านคน ส่วนไทยนั้นก็มีปัญหาแรงงานต่างด้าว อพยพหลายแสนคนเข้ามาหางานทำในไทย …

นับเป็นเรื่องธรรมดาของการอพยพย้ายถิ่นแต่รัฐบาลจีนจะเข้มงวดกวดขันเป็นระยะ ๆ เท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะกวาดล้างจับกุมผู้เร่ร่อนและส่งไปยังสถานกักกัน ในช่วงที่มีงานสำคัญของประเทศ เช่น การประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในเดือนตุลาคม และการประชุมสภาผู้แทนประชาชนจีนในเดือนมีนาคมของทุกปี นอกจากการจับกุม กวาดล้างผู้เร่ร่อนแล้ว ในระหว่างงานสำคัญจะมีการตั้งด่านตรวจบัตรประชาชน ดังนั้นชาวจีนจากชนบทที่ลักลอบ เดินทางมาทำงานในเมือง โดยไม่มีใบอนุญาตจากทางการจีนส่วนหนึ่ง จึงถูกจับกุมและส่งไปยังค่ายกักกันอีกด้วย ซึ่งกว่าที่จะปล่อยตัวกลับภูมิลำเนาไปหรือยินยอมให้ญาติมารับ ก็ต้องรอให้งานสำคัญของทางการจีน ผ่านพ้นไปก่อนแล้ว และในกรณีลักลอบทำงานในเมืองให้ชาวต่างชาติ ชาวต่างชาติ จะต้องเป็นผู้ที่เดินทางไปรับตัวชาวจีนที่ถูกจับกุมด้วย มาตรการที่สำคัญของจีน ในการป้องกันการอพยพย้ายถิ่นคือ การที่ผู้พักอาศัยในจีนจะต้องแสดงบัตรประจำตัว โดยหากชาวจีนจะเดินทางไปท่องเที่ยว ต่างมณฑลจะต้องแสดงบัตรประจำตัวประชาชน ในขณะที่ซื้อตั๋วโดยสาร ส่วนชาวต่างประเทศ จะต้องใช้หนังสือเดินทาง หรือชาวต่างประเทศที่มีถิ่นที่พักถาวร เช่น คณะทูตานุทูตก็จะต้องใช้บัตรประจำตัว ซึ่งทางการจีนออกให้สำหรับใช้ ในการซื้อตั๋วโดยสาร ไม่ว่าจะทางรถไฟ หรือทางเครื่องบินก็ตาม รวมทั้งเมื่อเดินทางถึงจุดหมายปลายทางแล้ว จะต้องกรอกแบบฟอร์มเพื่อแจ้ง ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในเมืองนั้น ๆ ด้วย ดังนั้นจีนจึงทราบการเคลื่อนไหว ของชาวต่างชาติในจีนได้เป็นอย่างดี

 
เนื่องจากจีนเป็นประเทศเก่าแก่ พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล ประชากรมากมาย มีหลากหลายชนชาติ รวมทั้งสิ้น ๕๖ ชนชาติ ชนชาติฮั่นมีจำนวนมากที่สุด คือ ๑.๑ พันล้านคนหรือร้อยละ ๙๔ ส่วนชนชาติส่วนน้อยที่อยู่ตามแนวชายแดนต่าง ๆ มีจำนวนประมาณ ๑๖๐ ล้านคน จะมีภาษาท้องถิ่นของตนเอง และบางกลุ่มยังมีเขตปกครองพิเศษของตนเองอีกด้วย ชนชาติส่วนน้อยที่เป็นที่รู้จักมักคุ้นของคนไทยคือ มองโกเลีย ทิเบต แม้ว (ในขณะที่ชนชาตินี้ในไทยไม่ยอมให้เรียกว่าแม้ว และให้ใช้คำว่า “ม้ง” แทน) จ้วง แมนจู ไทยลื้อ หรือ ไต ในเมืองสิบสองปันนา และไทยดำ บริเวณชายแดนจีน – เวียดนาม
ชนชาติส่วนน้อยที่มีมากกว่า ๑ ล้านคนมีจำนวน ๑๕ ชนชาติส่วนน้อย และอีก ๑๓ กลุ่มจะมีประชากรมากกว่า ๑๐๐,๐๐๐ คน ชนชาติส่วนน้อยทุกกลุ่ม ทุกคนมีความเสมอภาคกันตามรัฐธรรมนูญของจีน ทุกชนชาติส่วนน้อยจะมีผู้แทนของตนเองในสภาประชาชนแห่งชาติจีน และในพิธีเปิดประชุมสภาผู้แทนประชาชนจีนทั่วประเทศทุกครั้ง ชนชาติส่วนน้อยจะแต่งกายชุดแต่งกายประจำชาติด้วยความภาคภูมิใจในศักดิ์ศรีของชนชาติตนเอง

ปัจจุบันมีเขต เมืองปกครองตนเองของชนชาติส่วนน้อยจำนวน ๗๕ แห่งสำหรับชนชาติส่วนน้อยแต่ละกลุ่ม ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าความเจริญในเมืองหรือเขตปกครองตนเองของชนชาติส่วนน้อยยังมีน้อยกว่าชาวฮั่น ดังนั้นในช่วง ๓ ทศวรรษที่ผ่านมารัฐบาลกลางของจีนจึงมีนโยบาย รวมทั้งสนับสนุนทางด้านบุคลากร งบประมาณและเทคนิคต่าง ๆ เพื่อช่วยพัฒนา เศรษฐกิจในชนชาติส่วนน้อยเพื่อให้มีความรุ่งเรืองทัดเทียมกับชาวฮั่น
ความแตกต่างทางวัฒนธรรมของชนชาติต่าง ๆ และวัฒนธรรมเก่าแก่ซึ่งกระจัดกระจายทั่วจีนทำให้สถานที่ท่องเที่ยวในจีนมีจำนวนมาก และกระจัดกระจายไปทั่วทุกภาค แต่สถานที่ท่องเที่ยวในจีนก็ยังหนีไม่พ้น วัด วัง สวน และกำแพงเมืองจีน ซึ่งกำแพงเมืองจีนนั้นได้ใช้เงินทุนในการสร้างมหาศาล ประชาชนจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิต ต้องพลัดพรากจากครอบครัว แต่ในปัจจุบันกำแพงเมืองจีนกลับเป็นส่วนหนึ่งในการดึงเงินตราต่างประเทศจากการท่องเที่ยว นับว่ากำแพงเมืองจีนเป็นสมบัติอันมีค่าที่บรรพชนจีนได้ทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง

ในภาคเหนือไปจนจรด ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ มีกำแพงมหึมา ที่เรียกกันว่ากำแพงเมืองจีน หรือฉางเฉิงว่านลี่ เริ่มต้นจากชายหาดทะเลเหลือง ใกล้สถานพักตากอากาศไป่ยไต้เหอ ผ่าน ๕ มณฑล ๒ เขตปกครองตนเอง จนจรดทะเลทรายโกบี ด้วยความยาวของกำแพง ๑๐,๐๐๐ ลี้ (ว่านลี่เป็นภาษาจีนกลางหมายถึงหมื่นลี้) นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในเจ็ดของโลก

โปรแกรมของคนไทยที่เดินทางไปเที่ยวในจีนประมาณ ๕ วันที่ได้รับความนิยมนั้นมี ปักกิ่ง
(สถานที่ท่องเที่ยวในกรุงปักกิ่ง ที่คนไทยนิยมเดินทางไปคือ กำแพงเมืองจีน จตุรัสเทียนอันเหมิน พระราชวังฤดูร้อน พระราชวังต้องห้าม หอบูชาฟ้า สุสานราชวงศ์หมิง หรือสุสาน ๑๓ กษัตริย์) เฉิงเต๋อ เซี่ยงไฮ้ กวางสี กวางโจว คุนหมิง กุ้ยหลิน สิบสองปันนา ง้อไบ๊ เฉินตู เขาหวงซาน เมืองไคฟง และเส้นทางเดินอากาศใหม่คือ ซีอาน   ส่วนทิเบตนั้น คนไทยไปเที่ยวน้อยมาก เนื่องจากอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลปานกลาง ๔,๐๐๐ เมตร ทำให้สภาพอากาศเบาบาง การเดินทางค่อนข้างลำบาก และยังต้องเตรียม ถังอ๊อกซิเจนสำรองไปอีกด้วย ชาวต่างชาต ิที่เดินทางไปทิเบต มักได้รับเชิญจากรัฐบาลจีน หรือรัฐบาลท้องถิ่น ของทิเบต ซึ่งหากเดินทางไปในลักษณะแขกของทางการจีน จะได้รับการดูและเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในการดูแลเรื่องสุขภาพ

จำนวนคนไทย ที่เดินทางไปท่องเที่ยวจีนนั้น น่าที่จะมีจำนวนนับแสนคน และเครื่องบินทุกลำที่เดินทางไป-กลับจีน มักมีคนไทยร่วมเดินทางไปด้วย สายการบินจีน ก็เริ่มใช้แอร์โฮสเตส ที่สามารถพูดภาษาไทยได้ เมื่อเดินทางไปตามแหล่งท่องเที่ยวในจีน มักได้ยินเสียงสนทนาภาษาไทยจากกลุ่มนักท่องเที่ยวไทยทุกครั้ง ส่วนร้านขายของที่ระลึก หรือยาสมุนไพรจีน มักจัดหาพนักงาน ที่มีความสามารถในการพูดภาษาไทย เพื่อให้การต้อนรับคนไทยโดยเฉพาะ แต่ยังไม่ปรากฏว่าคนจีนว่า จ้างคนไทยให้ทำหน้าที่ดังกล่าว ในขณะที่เราจะพบเห็นไกด์ชาวจีน ทำหน้าที่พานักท่องเที่ยวจีน ไปท่องเที่ยวสถานที่ต่าง ๆ ในไทย

อาหารการกิน ที่บริษัททัวร์พาไปนั้น นับว่าพอรับประทานได้ เพียงแต่หากเดินทางไปทางเหนือเช่น ที่กรุงปักกิ่ง อาหารจะไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าไรนัก เพราะทั้งเค็ม และมัน และหากออกไปนอกเมืองในฤดูร้อนก็ไม่สามารถที่จะหาซื้อน้ำแข็งได้ แม้กระทั่งการที่จะนำน้ำแข็งมาผสมสุราก็ตาม เนื่องจากคนจีนทางภาคเหนือ จะไม่ดื่มสุราผสมน้ำแข็ง แต่จะดื่มสุราที่นำมาอุ่นให้ร้อนแล้วเท่านั้น

เบียร์พื้นเมืองของจีน นับว่ามีราคาถูกกว่าน้ำ สนนราคาขวดละประมาณ ๑๐ บาทเท่านั้นในขณะที่น้ำดื่ม มีราคาแพงกว่า ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์พื้นเมือง หลากหลายชนิดก็ราคาถูกทั้งสิ้น เช่น สุราจากผลไม้และดอกไม้ต่าง ๆ (ขณะที่คนไทยเรียกว่าไวน์) สุราจากองุ่น หรือที่ชาวตะวันตกเรียกว่าไวน์ ซึ่งชาวตะวันตกนิยมไวน์จีน ๒ ชนิดคือ ไดนาสตี้ และเกรทวอลล์ ราคาและรสชาติใกล้เคียงกับไวน์จากฝรั่งเศส เนื่องจากสภาพภูมิอากาศ และพื้นที่มีความใกล้เคียง กับสถานที่ปลูกองุ่นในฝรั่งเศส

ส่วนคนไทยกลับรู้จักเหมาไถ หรือเหล้าขาว เนื่องจากจีน เคยใช้เลี้ยงรับรองนายกรัฐมนตรีของไทย ทำให้เหมาไถมีราคาค่อนข้างแพง สำหรับเครื่องดื่มกระป๋องต่าง ๆ อาทิ เบียร์ เป็ปซี่ โคกมีทั้งที่จีนนำเข้าจากตะวันตก และที่ตะวันตกตั้งโรงงานในจีน ซึ่งราคาเครื่องดื่มที่ผลิตในจีน มีราคาใกล้เคียงกับราคาในไทย

พื้นที่ส่วนใหญ่ของจีน จะอยู่ภายใต้อิทธิพลของลมมรสุม โดยเฉพาะในเดือน กันยายน ตุลาคม จนถึงเดือนมีนาคมและเมษายนของปีถัดมา ลมมรสุมจะพัดจากไซบีเรีย และที่ราบสูงมองโกเลียเข้ามาในจีน ทำให้สภาพอากาศแห้งแล้งและหนาวเย็น ในพื้นนี่ภาคเหนือ อุณหภูมิแตกต่างจากภาคใต้ถึง ๔๐ องศาเซลเซียส มณฑลเฮยหลงเจียง ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน จะไม่มีฤดูร้อน จนกระทั่งมีการสร้างศูนย์การค้าใต้ดิน และบางแห่งยังใช้หลุมหลบภัยใต้ดิน ในการสร้างเป็นศูนย์การค้า ส่วนเกาะไหหลำจะมีฤดูร้อนที่ยาวนาน และไม่มีฤดูหนาว ส่วนที่ราบสูงชิงไห่ – ทิเบต ทางภาคตะวันตกจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี
  
สำหรับชุมชนคนไทยในกรุงปักกิ่งนั้นจะมีคนไทยราว ๔๐๐ – ๕๐๐ คน ประกอบด้วยข้าราชการ และครอบครัวประมาณ ๕๐ – ๗๐ คน นักธุรกิจไทยราว ๕๐ คน ที่เหลือเป็นนักเรียนไทยในจีน ทั้งที่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล และนักเรียนโดยทุนส่วนตัว นักธุรกิจไทย มีการติดต่อกับสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่งอย่างใกล้ชิด ในขณะที่นักเรียนทุนส่วนตัวจะไม่ค่อยติดต่อกับทางสถานทูต ยกเว้นเมื่อเกิดปัญหาและต้องการความช่วยเหลือเท่านั้น

หากย้อนมองประวัติศาสตร์ จะพบว่าจีนเป็นประเทศที่เก่าแก่ มีอารยธรรมและประวัติอันยาวนาน จากการค้นพบทางโบราณคดีล่าสุดปรากฏว่าเมื่อ ๑ ล้าน ๗ แสนปีที่ผ่านมา มีมนุษย์ดำรงอยู่แล้วบนแผ่นดินจีน ตามลุ่มแม่น้ำเหลือง ลุ่มน้ำแยงซี และลุ่มน้ำจูเจียงล้วนเป็นแหล่งกำเนิด อารยธรรมของจีนโบราณ เช่น การปลูกข้าว เลี้ยงหมู แพะ แกะ วัว ควาย สุนัข ไก่ และปศุสัตว์ต่าง ๆ จีนเป็นชาติแรกที่รู้จักผลิตและใช้เครื่องเหล็ก เครื่องทองสัมฤทธิ์ ผลิตและใช้กระดาษ เข็มทิศ การพิมพ์โรเนียว และดินระเบิด กษัตริย์จิ๋นซีฮ่องเต้ ได้รวมจีนให้เป็นเอกภาพ ประกาศใช้เงินตรา ตัวอักษร เครื่องชั่งตวงวัด จัดตั้งระบบราชการ ตั้งแต่ส่วนกลางจนถึงส่วนภูมิภาค และจีน เริ่มใช้ธนบัตรที่พิมพ์ด้วยกระดาษ ในศตวรรษที่ ๑๓
หลังสงครามฝิ่นปี ๑๘๔๐ จีนกลายเป็นประเทศกึ่งเมืองขึ้น ประชาชนจีนต้องทนทุกข์ทรมาน จนกระทั่งมีการสถาปนาจีนใหม่ในปี ๑๙๔๙ นับว่าศตวรรษที่ ๒๐ เป็นสมัยที่เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จีนภายใต้ผู้นำคือ ซุนยัดเซ็น ผู้นำการปฏิวัติก่อตั้งสาธารณรัฐ เหมาเจ๋อตงนำประชาชน ขับไล่จักรพรรดินิยม สถาปนาประเทศจีนใหม่ ที่เป็นเอกราชขึ้น และ เติ้งเสี่ยวผิง กำหนดแนวทางพื้นฐานนโยบายปฏิรูป และเปิดประเทศ จนประสบความสำเร็จอย่างงดงาม  อย่างไรก็ตาม ในบางยุคผู้นำจีนวางแนวทาง ในการบริหารประเทศผิดพลาด โดยทำการปฏิวัติทางวัฒนธรรม การเคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อให้เกิดการจลาจลภายในประเทศ ซึ่งเป็นผลให้เศรษฐกิจจีนหยุดชงัก และเกิดช่องว่าง ความเจริญระหว่างจีน กับนานาชาติ ซึ่งผู้นำจีนรุ่น ๒ ที่นำโดยเติ้งเสี่ยวผิง ได้แก้ไขโดยการปฏิรูปและเปิดประเทศขึ้น

นับตั้งแต่ปี ๑๙๙๕ เป็นต้นมา จีนได้เริ่มก้าวหน้าสู่แผนพัฒนาระยะที่ ๓ โดยมีเป้าหมายคือ ให้ประเทศจีน บรรลุแบบทันสมัย ในภาพรวม ความเจริญ ทางเศรษฐกิจ และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เทียบเท่ากับ ระดับประเทศพัฒนาแล้วปานกลาง ของประเทศตะวันตก ในทศวรรษที่ ๒๐๕๐ ของศตวรรษที่ ๒๑ ….

: . จักรพรรดิน้อย . :

 

จักรพรรดิน้อย เป็นนิยามศัพท์ ที่สื่อมวลชนตะวันตก ขนานนามให้กับเด็กชาวจีนรุ่นใหม่ หาใช่ปูยี จักรพรรดิองค์น้อย ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในจีน แต่อย่างใดไม่
การขนานนามดังกล่าว สืบเนื่องจากสื่อมวลชน ตะวันตกในจีน ได้สัมผัสกับเด็ก ๆ ชาวจีน ซึ่งล้วนแล้วแต่เจ้าอารมณ์ แสดงท่าทีก้าวร้าวต่อบุพการี เนื่องจากได้รับการตามใจ จากผู้ปกครอง จนกลายเป็นปัญหาสังคมจีนไปแล้ว หรือบางครั้งจะพบเห็นวัยรุ่นชาวจีน ก่อการทะเลาะวิวาทหรือชกต่อยกัน กลางถนนหนทาง โดยต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้อภัยกัน

ย้อนหลังไปในปี ๑๙๘๐ ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีน เกรงปัญหาจำนวนประชากร ที่เพิ่มสูงขึ้นมาก และอาจส่งผลกระทบ ถึงข้าวปลาอาหาร ซึ่งมีจำนวนจำกัด จึงมีแนวความคิดที่จะให้ มีการวางแผนครอบครัว และได้กำหนดนโยบาย “การมีบุตรคนเดียว” หรือ one child population policy ออกมาบังคับใช้ โดยในระยะแรกคณะกรรมการกลาง พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน ได้เผยแพร่จดหมายเปิดผนึก เรียกร้องให้สมาชิกพรรค และสมาชิกสันนิบาตเยาวชนแห่งประเทศจีน ให้เป็นผู้นำในการวางแผนครอบครัว ตามนโยบายของพรรค ฯ 

นโยบายการวางแผนครอบครัว ของพรรคคอมมิวนิสต์นั้น ให้คู่สมรสมีบุตรได้เพียงคนเดียว โดยมีข้อยกเว้นสำหรับ ชาวนาในชนบทที่อยู่ห่างไกลความเจริญ และชนกลุ่มน้อยที่สามารถมีบุตรได้ ๒ คน เพื่อให้ช่วยทำงานในไร่นา ซึ่งผลจากการใช้นโยบายดังกล่าวมา ๒๐ ปี สามารถป้องกัน ไม่ให้ประชากรเกิด ๒๕๐ ล้านคน
ผลของนโยบาย “การมีบุตรเพียงคนเดียว” ซึ่งนอกจากจะมีส่วนดีคือ การเพิ่มขึ้นของประชากร อยู่ในสัดส่วนที่ลดลงมาก จะเห็นได้จากอัตราการเกิดของทารกในปี ๒๐๐๑ ทั่วประเทศมีเพียงร้อยละ ๐.๘๑ โดยจีนตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี ๒๐๐๕ จะมีประชากรเพียง ๑.๓๓ พันล้านคนเท่านั้น และ ๑.๔ พันล้านคนในปี ๒๐๑๐ และ ๑.๖ พันล้านคนในปี ๒๐๕๐
หากดูตามจำนวนครัวเรือนแล้ว จีนมี ๓๓๒.๙๗ ล้านครัวเรือน โดยครัวเรือนในเมือง จะมีประชากรเฉลี่ยครัวเรือนละ ๓.๒ คน ส่วนครัวเรือนในชนบท จะมีประชากร ๔.๓ คนต่อครัวเรือน ส่วนครอบครัวใหญ ่ซึ่งมีบรรพบุรุษ ยังคงมีให้เห็นในจีน ทั้งนี้ตามประเพณีจีนนั้น ยังคงให้ความเคารพผู้ใหญ่ และมีความรักเด็ก  ปัญหาที่สื่อมวลชนตะวันตกเล็งเห็นจากนโยบายดังกล่าวก็ยังมีมากมายพอสมควรเช่นกัน จนมีการตั้งสมญานามให้เด็กที่เกิดตามนโยบายของจีนว่าจักรพรรดิน้อย มีมากมาย คือ

ปัญหาแรก ที่บังคับให้มีบุตร เพียงคนเดียว คือ ในพื้นที่ชานเมืองบางแห่ง ยังมีการลักลอบมีบุตรคนที่ ๒ เนื่องจากบุตรคนโตเป็นบุตรสาว และชาวจีน ต้องการมีบุตรชาย เพื่อสืบสกุล ดังนั้นการลักลอบมีบุตรคนที่ ๒ จึงเป็นเรื่องที่ผิดกฏหมาย ส่งผลให้บุตรคนที่สองกลายเป็นคนเถื่อน ไม่มีการแจ้งการเกิด กับเจ้าหน้าที่ของบ้านเมือง ต้องเลี้ยงดูอย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ ไม่มีอาหาร สวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล หรือโรงเรียนเพื่อการศึกษา

ปัญหาการทำแท้ง การลักลอบฆ่าเด็กที่เกิดใหม่ เมื่อไม่ได้เพศของบุตรตามที่ต้องการ ยังมีอยู่สูง ทั้งนี้รัฐบาลจีนกลับสนับสนุน ในเรื่องการทำแท้ง เพื่อให้นโยบายการควบคุม จำนวนประชากร เป็นไปอย่างได้ผล จนกระทั่งองค์การ นิรโทษกรรมสากล เห็นว่านโยบายดังกล่าวของจีน เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน คุกคามสิทธิเสรีภาพของเด็ก โดยเฉพาะเด็กหญิงแรกเกิดที่ถูกสังหาร

การสังหารเด็กหญิงแรกเกิด ซึ่งถึงแม้จะมีจำนวนมากก็ตาม รัฐบาลจีนยังปฏิเสธในเรื่องดังกล่าว ต่อกลุ่มสิทธิมนุษยชน โดยอ้างว่าปัจจุบันประชาชน มีความเข้าใจแล้วว่า ไม่มีความแตกต่างระหว่างบุตรชาย และบุตรสาว จึงเต็มใจที่จะให้การเลี้ยงดูบุตรสาว และไม่มีการสังหารเด็กหญิงที่เกิดใหม่

การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของประชากรจีน มาจากการที่ชาวจีน จะแต่งงานหรืออยู่ด้วยกันค่อนข้างเร็ว หรือขณะอายุยังน้อย ส่วนการจดทะเบียนสมรส กลับอยู่ในอัตราที่ค่อนข้างคงที่ โดยในปี ๑๙๘๕ – ๑๙๙๘ มีการจดทะเบียนสมรส ๘ – ๙ ล้านคู่ ในขณะเดียวกันอัตราการหย่าร้าง กลับเพิ่มสูงขึ้นจากปี ๑๙๘๕ ซึ่งมีจำนวน ๔๕๗,๙๓๘ คู่ เป็น ๑,๑๙๐,๒๑๔ คู่ ในปี ๑๙๙๘ หรือเพิ่มขึ้นจากร้อยละ ๐.๙ เป็นร้อยละ ๑.๙ ซึ่งสาเหตุการหย่า นอกจากทัศนคติไม่ตรงกันแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือ การที่ฝ่ายหญิงให้กำเนิดบุตรี ทำให้ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชาย ไม่พอใจจนเกิดการกระทบกระทั่งกัน และหย่าร้างในที่สุด

จากนโยบายของรัฐ ทำให้เด็กเกิดใหม่ที่มีเพียงคนเดียว จะได้รับการฟูมฟัก และเลี้ยงดูอย่างดี จากญาติผู้ใหญ่รวม ๖ คน นับแต่ปู่ ย่า ตา ยาย บิดา มารดา การประคบประหงม และตามใจ จึงกลายเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กสมัยใหม่ อารมณ์ร้อน เอาแต่ใจตนเอง และใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จนเด็กกลุ่มนี้เริ่มกลายเป็นปัญหาสังคม ของทางการจีน ฉนั้นหากเข้าไป ในร้านอาหารจานด่วน เช่น แม็กโดแนล จะพบเห็นเด็กจีน ที่ได้รับการเอาอกเอาใจ นั่งทานอาหารจานด่วนเต็มไปหมด โดยเด็กเหล่านี้ อาจจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า พ่อแม่ลำบากขนาดไหน ในการหาเงินมาให้ลูกใช้  ยังคาดเดาไม่ได้ว่าอีกสัก ๑๐ ปีข้างหน้าซึ่งเด็กกลุ่มนี้เติบโต และกลายเป็นทายาท ในการดำเนินงานทางด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางการเมือง เศรษฐกิจ ฯลฯ แล้วทิศทางของประเทศจีน จะไปทางไหน ความสามัคคี และความเป็นเอกภาพของผู้นำจีน จะมีเฉกเช่นเดียวกับผู้นำจีน ในปัจจุบันหรือไม่  ที่น่าห่วงมากกว่านั้นคือ ประเพณีจีนในเรื่องความกตัญญ ูต่อบรรพบุรุษจะลดลงหรือไม่ การกราบไหว้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไป ซึ่งยังมีให้เห็นในท้องถิ่นที่ห่างไกล จากอำนาจรัฐ จะยังคงดำรงอยู่หรือไม่ หรือจะยังคงดำรงอยู่ สำหรับชาวจีนโพ้นทะเลเท่านั้น ซึ่งหากประเพณีที่ดีงาม ในเรื่องความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ การเคารพยกย่องบรรพบุรุษ ได้ลบเลือนไปจากชาวจีนแล้ว ก็นับว่าน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง

: . ชาจีน . :

 

เมื่อกลางเดือน เม.ย.๒๐๐๒ ทีมนักวิจัยจากคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซาธ์เทิร์น แคลิฟอเนีย สหรัฐฯ ร่วมกับสถาบันมะเร็งเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน เปิดเผยว่าการดื่มชา สามารถช่วยป้องกันมะเร็ง กระเพาะอาหาร และมะเร็งหลอดอาหารได้ โดยผู้ที่ดื่มชา จะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคมะเร็ง น้อยกว่าผู้ที่ไม่ดื่มถึงร้อยละ ๕๐ เนื่องจากพบว่าในใบชา มีสารแอนตี้อ็อกซิเดนท์ ซึ่งสารชนิดนี้ สามารถต่อสู้กับอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ สารแอนตี้อ็อกซิเดนท์ ที่พบในชาเป็นสารประเภท โพลีฟีนอลที่มีชื่อว่า”คาเทชินท์”(catechins) ซึ่งมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโต ของเนื้องอก และปกป้องเซลล์ที่แข็งแรง จากการถูกทำลาย ทั้งนี้เชื่อกันว่า หากร่างกายเกิดความเครียด และความไม่สมดุล เซลล์จะเกิดการกลายพันธุ์ ซึ่งเป็นบ่อเกิด ของโรคหลายชนิดรวมทั้งมะเร็ง

คนจีนรุ่นเก่า กลับไม่เคยพูดถึง อัตราการเสี่ยงจากโรคมะเร็ง หรือความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งกับการดื่มชา ซึ่งอาจจะเป็นเพราะมีการค้นพบโรคมะเร็งในระยะหลัง การดื่มชาของชาวจีน จึงเป็นไปเพื่อ สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย และการลดไขมันเท่านั้น

ลองย้อนกลับไปดูต้นกำเนิดของชา ไม่มีใครรู้ว่าต้นกำเนิดชา มีความเป็นมาที่แน่ชัดอย่างไร แต่จะมีตำนานเกี่ยวกับชา เป็นจำนวนมาก บ้างก็ว่าชา มีการปลูกเป็นครั้งแรกในจีน แต่บางคนก็อ้างว่า ชาจีนนั้น นำมาจากอินเดียบ้าง เกาหลีบ้าง แม้กระทั่งกล่าวอ้างว่า นำมาจากศรีลังกา และญี่ปุ่น ซึ่งพระจีนธุดงค์ไปยังพื้นที่นั้น ๆ และได้จำพรรษา อยู่เป็นเวลานาน

บางคนกล่าวอ้างว่า ชามีต้นกำเนิดในอินเดีย โดยมีการปลูกในแคว้นอัสสัม จนกระทั่งมีนักการศึกษาจีน เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในอินเดีย และนำพันธ์กลับมายังจีน พร้อมด้วยความเชื่อ ทางด้านศาสนาพุทธ ความเป็นมาของชาในจีนนั้น มีเรื่องเล่าว่าก่อนพุทธกาล ๒,๑๙๔ ปี (๒๗๓๗ บีซี.)ชาวนาผู้หนึ่งชื่อ”เซินหนง”ได้ลิ้มรสชาแก้วแรก เมื่อใบไม้จากต้นชา ได้ร่วงหล่นลงไปในกาต้มน้ำชา ซึ่งความหอมจากใบชาดังกล่าว ทำให้เขาได้ลองลิ้มรสชานั้น

ในเอกสารที่ค้นพบในภายหลัง ได้ระบุว่าตั้งแต่ ปี ๖๕๗ ก่อนพุทธกาล (๑๒๐๐ บีซี.)หรือสมัยราชวงศ์โจว ได้มีการดื่มน้ำชา และชายังเป็นเครื่องบรรณาการ ของชนกลุ่มน้อย ต่อจักรพรรดิ์ จนกระทั่งในปีที่ 193 ก่อนพุทธกาล (ค.ศ.๓๕๐ ) ได้มีการปลูกชา อย่างแพร่หลาย ตามริมฝั่งแม่น้ำ ในมณฑลเสฉวน นอกจากนี้ในปี พ.ศ.๑๓๒๓ (ค.ศ.๗๘๐) นักปราชญ์ ทางด้านพุทธศาสนา ได้เขียนบันทึกไว้ในหนังสือชื่อ “Cha Ching” ซึ่งเป็นหนังสือเกี่ยวกับชา เล่าถึงวิธีการผลิตและดื่มชา และในสมัยราชวงศ์ถัง (พ.ศ.๑๖๑๑ – ๑๔๕๐ หรือ ค.ศ.๖๑๘ – ๙๐๗) การดื่มชา ได้กลายเป็นศิลปะชนิดหนึ่ง และเป็นวิธีการที่พิถีพิถันมาก

ในปี พ.ศ.๑๖๕๐ (ค.ศ.๑๑๐๗) จักพรรดิ์หุยถุง (Hui Tsung) ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชา ในแง่มุมต่าง ๆ ในชื่อ “Ta Kuan Cha Lun” หลังจากนั้นเป็นต้นมา การดื่มชาได้แพร่หลายมากขึ้น จากมองโกเลีย ไปยังทะเลสาบแคชเปียร์ ชาซึ่งใช้ดื่มกันในราชสำนัก ได้เผยแพร่ไปยัง ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ และที่สุดได้เผยแพร่ไปสู่สามัญชน

ในปี พ.ศ.๒๑๕๓ (ค.ศ.๑๖๑๐) ชาได้เผยแพร่ไปยังยุโรป โดยพ่อค้าชาวฮอลันดา ซึ่งได้ซื้อชาจากเรือสินค้าจีน การค้าชาจีน ได้ถึงจุดต่ำสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๒๒๓ (ค.ศ.๑๘๘๖) เนื่องจากการค้าซบเซา อันเนื่องมาจากสงครามฝิ่น และกบถไต้ผิง

ทั้งนี้ในปี ๒๔๘๓ (ค.ศ.๑๙๔๐) อินเดียและญี่ปุ่น เป็นผู้นำเข้าชารายใหญ่จากจีน จนกระทั่งในปี พ.ศ. ๒๕๒๕ (ค.ศ.๑๙๘๒) การผลิตชาของจีน มีปริมาณมากกว่า จุดสูงสุดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๗ (ค.ศ.๑๙๑๔) และในปีต่อมา มีจำนวนสูงสุด ซึ่งมากกว่าในปี พ.ศ.๒๔๒๙(ค.ศ.๑๘๘๖) ที่ผ่านมา

ในปี พ.ศ.๒๕๒๘(ค.ศ.๑๙๘๕) จีนส่งออกชามากที่สุดในโลก โดยมีศรีลังกาตามมาเป็นลำดับที่ ๓ และในปีต่อมาศรีลังกาได้เป็นผู้ผลิตชาสูงเป็นลำดับที่สอง ส่วนจีนได้ตั้งนำเข้าและส่งออกชาแห่งชาติ เพื่อผูกขาดตลาดชา

ส่วนประวัติของชาในอินเดียนั้น เล่ากันว่าเมื่อประมาณปี ๔๓๘ – ๓๒๒ ก่อนพุทธกาล กานลู่ (Gan Lu) นักปราชญ์ชาวจีน ในสมัยปลายราชวงศ์ฮั่น ได้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในอินเดีย ขณะเดินทางกลับจีนนั้นได้นำใบชากลับไปยังจีนด้วย

ในปี พ.ศ.๒๓๖๖ (ค.ศ.๑๘๒๓) สมเด็จพระราชินิของอังกฤษ ได้ส่ง พ.ต. โรเบิร์ต บรุส (Robert Bruce) ซึ่งมีชื่อเสียงจากสก๊อตแลนด์ เดินทางไปอินเดีย เพื่อดูกรรมวิธีการปลูกชาในอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งพบว่าชาสามารถปลูกได้ดี ในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำรามาบุตร (Brahmaputra) ซึ่งพื้นที่ดังกล่าว มีลักษณะผสมผสานของภูมิอากาศ ดินทราย ตามฝั่งแม่น้ำ และปัจจัยอื่น ๆ จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๔๘๓ (ค.ศ.๑๙๔๐) โรเบิร์ต ฟอร์จูน แห่งบริษัทชาอินเดียตะวันออกของอังกฤษ เดินทางไปจีนหลายครั้ง และทำให้อินเดีย กลายเป็นประเทศที่ปลูกชารายใหญ่ที่สุดในโลก

ส่วนประวัติชาในญี่ปุ่นนั้น ในปี พ.ศ.๑๒๗๐ (ค.ศ.๗๒๗) ราชวงศ์ถังของจีน ได้จัดส่งใบชาเป็นของขวัญ อย่างเป็นทางการให้กับจักรพรรดิ์โซมุ (Shomu) ของญี่ปุ่น ไม่กี่ปีต่อมาจึงมีการปลูกต้นชา ในสวนจักรพรรดิ์ที่นครเกียวโต นอกจากนี้ในปี พ.ศ.๑๔๔๓ (ค.ศ.๙๐๐) พระสงฆ์ชาวญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่ง ได้เดินทางไปศึกษาพุทธศาสนาในจีน และนำชากลับญี่ปุ่น จนกระทั่งในปี พ.ศ.๑๗๑๓ (ค.ศ.๑๙๑๑) เออิไซ พระภิกษุรูปหนึ่ง ของญี่ปุ่นซึ่งศึกษาพุทธศาสนาในจีน ได้นำเมล็ดชาจีนกลับไปปลูกในญี่ปุ่น รวมทั้งยังเขียนหนังสือเกี่ยวกับชา ในญี่ปุ่นเป็นเล่มแรก ซึ่งต่อมาได้ส่งผล ให้เกิดพัฒนาการ ของพิธีดื่มชาญี่ปุ่น จนกระทั่งในปี พ.ศ.๑๙๔๓ (ค.ศ.๑๔๐๐) ชากลายเป็นเครื่องดื่ม ที่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่น

ประเพณีการดื่มชาญี่ปุ่น ที่เรียกว่า “ชาโนยุ”(chanoyu) หรือชาร้อน เกิดขึ้นโดยพระภิกษุในพุทธศาสนาชื่อ”มารุตะ โซโก๊ะ นอกจากนี้โชกุน “โยชิมาระ” ก็ยังเป็นผู้สร้างห้องรับประทานน้ำชา ในพระราชวังของตนเองด้วย จนกระทั่งในปี พ.ศ.๒๑๒๗ (ค.ศ.๑๕๘๔) เซนริโอะ ริเคียวจึงตั้งร้านน้ำชา เพื่อให้บริการและดื่มน้ำชา

ต้นชา มีแหล่งกำเนิดในจีน รวมทั้งจีนยังเป็นผู้ใช้ประโยชน์จากใบชาด้วย ในตำรายาสมุนไพรของเซิ่นหนง กล่าวว่าเซิ่นหนง ได้รับพิษจากสมุนไพร ๗๒ ชนิด จากการทดสอบสมุนไพร นับร้อยชนิด และได้รับการถอนพิษ จากการดื่มชา และด้วยความฉลาดหลักแหลมของชาวจีน ในสมัยราชวงศ์โจว ชาจึงเป็นคำที่ถูกบัญญัติมากว่า ๓ พันปี

การปลูกชานั้น จะต้องปลูกไว้ประมาณ ๕ ปี ถึงจะสามารถเด็ดยอดใบชา มาทำเครื่องดื่มได้ และจะมีเวลาในการเก็บใบชาประมาณ ๓๐ ปี ทั้งนี้มีการปลูกชามากในเกาะไหหลำ ทางภาคใต้จนถึงมณฑลชานตุง ทางภาคเหนือ และจากทิเบตทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจีนถึงช่องแคบ

ใต้หวันในพื้นที่มากกว่า ๒๐ มณฑล โดยพื้นที่เพาะปลูกชาได้แบ่งออกเป็น ๔ เขตคือ เขตเจียงหนาน (ลุ่มน้ำแยงซีเกียง) เขตเจียงเป่ย (ตอนเหนือของแม่น้ำแยงซีเกียง) เขตตะวันตกเฉียงใต้ (เสฉวน ยูนนาน กุ้ยโจว และทิเบต) และเขตหลิงหนาน (กวางตุ้ง กวางสี ฟูเจี้ยน ไต้หวัน)

ชาจีนที่มีชื่อเสียงแบ่งออกเป็น ๕ ชนิด คือ ชาเขียว ชาดำ ชาอู่หลง ชาอัดแท่ง และชาอบกลิ่นดอกไม้

ความกว้างใหญ่ของประเทศจีน รวมทั้งการที่จีนประกอบไปด้วย บุคคลหลากหลายชนชาติ ดังนั้นวิธีการดื่มชา จึงแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ รวมทั้งภาชนะที่ใช้ในการดื่มชา ก็แตกต่างกันไปด้วย

การดื่มชาในภาคเหนือ หรือกรุงปักกิ่งนั้น ประชาชนโดยทั่วไป มักนำชามาใส่ในแก้วชา ซึ่งเป็นถ้วยกระเบื้องที่ทำจากดินเผา และเติมน้ำเดือดลงไป หลังจากนั้นปิดฝา ถ้วยชา สักระยะหนึ่งจึงดื่มน้ำชานั้น ส่วนคนงาน หรือชาวบ้านที่ทำงานนอกสถานที่ มักไม่พิถีพิถันในการชงชามากนัก ก็จะนำชาใส่ในขวดที่มีฝาปิด เช่น อาจจะเป็นขวดกาแฟ ชงชา และพกติดตัวสำหรับดื่ม ในเวลากระหาย ส่วนขวดใส่ชาที่ยังมีน้ำชาที่ร้อนจัดนั้น ยังช่วยคลายความหนาวเหน็บ ของอากาศอีกด้วย

ส่วนมณฑลเสฉวน จะชงชาใส่ถ้วยที่มีฝาปิด และมีจานรองถ้วยชา เมื่อใส่ชาลงถ้วยแล้ว เติมน้ำเดือด ปิดฝา เมื่อจะดื่มชาก็จะใช้ฝาถ้วยชาช่วยเขี่ยใบชาให้ไปอยู่ที่ขอบถ้วยอีกด้านหนึ่ง ซึ่งจะทำให้ดื่มชาได้โดยที่ใบชาและไม่ปะปนกับน้ำชาเข้าไปในปาก และนอกจากจะดื่มชาแล้ว ในบางครั้งยังมีการนำเมล็ดธัญญพืช เข้าไปผสมอีกด้วย โดยเรียกว่าปาเป่าฉา หรือชาที่มีเครื่องผสม ๘ อย่าง อาทิ ชาเขียว เมล็ดบัว พุดทราแห้ง ดอกเก๊กฮวย เก๋ากี้ น้ำตาลกรวด ฯลฯ

ทางภาคกลางของจีน เช่น ซัวเถา มักใช้ป้านชาดินเผาเล็ก ๆ ใส่ชา เติมน้ำร้อน และรินทิ้งก่อน ที่จะใส่น้ำร้อนเข้าไปใหม่ นับว่าการรินน้ำชาทิ้ง นอกจากจะเป็นการทำความสะอาดใบชาแล้ว ยังทำให้ชาตื่นตัว และมีรสชาติดีขึ้น สำหรับป้านชาดินเผานั้นเมื่อใช้ไปนาน ๆ จะมีกลิ่นและรสชาติของชา ติดอยู่ที่ด้านในของป้านชา บางครั้งเมื่อใบชาหมดลง เพียงเติมน้ำเดือดลงไปในป้านชาก็ยังมีน้ำชาอ่อน ๆ พอใช้ดื่มแก้ขัดไปได้

ส่วนทางภาคใต้ นิยมถ้วยชากระเบื้องเคลือบขนาดเล็ก ใบหนึ่งทรงสูง อีกใบทรงเตี้ยคล้ายถ้วยตะไล เมื่อชงชาในป้านชา จนได้เวลาแล้ว ก็จะรินใส่แก้วชาทรงสูง ก่อนที่จะจับคว่ำลง ในถ้วยชาทรงเตี้ย และดื่ม ส่วนถ้วยชาทรงสูง ก็จะมีกลิ่นหอมของชาปะปนอยู่ และบางคนก็นิยมที่จะสูดดมความหอมของชาจากแก้วทรงสูงด้วย

ความแตกต่างของวัฒนธรรมการดื่มชา และอุปกรณ์ในการดื่มชา รวมทั้งความเป็นนักประดิษฐ์ จึงมีคนจีนทำป้านชาในลักษณะต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ทำให้มีคนจำนวนหนึ่งนิยมการสะสมป้านน้ำชา

ส่วนในกรุงปักกิ่งนั้น เวลาค่ำคืนจะมีร้านน้ำชาอยู่ ๒ – ๓ ร้าน ซึ่งชาวต่างประเทศ ที่นิยมดื่มชาจะไปลิ้มชิมรสชา บางคนถือโอกาส ใช้เป็นสถานที่พบปะ สนทนากันบ่อย ๆ ซึ่งร้านน้ำชาสำหรับชาวต่างประเทศเหล่านี้ จะจัดการแสดงดนตรีจีนด้วย ซึ่งส่วนใหญ่ จะเป็นการแสดง โดยใช้เครื่องสายต่าง ๆ คล้ายพิณ เช่น กู่เจิ้ง ผีผา ซึ่งผู้แสดง หรือเล่นดนตรีจีนเหล่านี้ จะเดินทางมาจากต่างมณฑล

: . การเลี้ยงสุนัข . :

 

พักอาศัยในกรุงปักกิ่งเป็นเวลา ๓ ปี นอกจากจะพบเห็นเนื้อสุนัข ขณะเป็นอาหารที่ชาวจีน จัดเลี้ยงแล้ว (ชาวจีนนิยมทานเนื้อสุนัข โดยให้เหตุผลว่าเนื้อสุนัข สร้างความอบอุ่นให้กับร่างกาย โดยเฉพาะในฤดูหนาว) ไม่เคยพบเห็น สุนัขที่มีการเลี้ยงตามท้องถนน หรือสุนัขจรจัดเลย
สอบถามเพื่อนชาวจีน และเด็กชาวจีนรุ่นใหม่ ล้วนไม่เคยพบเห็นสุนัข และเด็ก ๆ ชาวจีนยังไม่ทราบว่า สุนัขสามารถเลี้ยงเป็นเพื่อนเล่นได้ ถึงแม้ระยะหลัง จะมีภาพยนตร์ตะวันตก ที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ ระหว่างสุนัขกับเด็ก ออกเผยแพร่ในจีนก็ตาม เด็กชาวจีนก็ยังไม่รู้ซึ้ง ถึงความสัมพันธ์ระหว่างคน กับสุนัขอย่างแท้จริง เมื่อสอบถามชาวจีนผู้สูงอายุ จึงทราบว่าจีนเคยมีกฏหมาย ห้ามประชาชนเลี้ยงสุนัข ตามที่พักอาศัย เช่นเดียวกับ การห้ามเลี้ยงหมีแพนด้า สิง เสือ สิงโต หมี ม้า วัว แกะและหมู โดยประชาชน ได้รับอนุญาต ให้เลี้ยงแค่นกและปลาเท่านั้น สำหรับในพื้นที่ชนบทห่างไกล ประชาชนอาจจะได้รับอนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ คือแมวสำหรับจับหนู และสุนัขสำหรับการเฝ้าบ้านเท่านั้น

การห้ามเลี้ยงสุนัข สืบเนื่องมาจากในปลายทศวรรษที่ ๑๙๗๐ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้รณรงค์ทางการเมือง โดยกล่าวหาว่าสุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงของชนชั้นนายทุน และในต้นทศวรรษที่ ๑๙๙๐ มีสุนัขในจีนเพิ่มสูงขึ้นถึง ๑๒๐ ล้านตัว โดยในจำนวนนี้มีจำนวน ๑๒ ล้านตัวที่เป็นการเลี้ยงตามบ้านเรือน มิใช่เพื่อการบริโภค และยังมีการลักลอบ นำเข้าลูกสุนัขจากต่างประเทศ เช่น รัสเซีย

ทั้งนี้ การออกเทศบัญญัติห้ามเลี้ยงสุนัขในปี ๑๙๙๔ ได้อ้างว่าสุนัขในจีน ๑๒๐ ล้านตัวนั้น จะต้องบริโภคอาหารปีละ ๑๕๐ ล้านกิโลกรัม ซึ่งสามารถ นำไปเลี้ยงประชากรได้ ๔๐ ล้านคนต่อไป และจีนยังมีประชากรยากจน ที่อยู่ในระดับต่ำกว่าเส้นยากจน ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยปีละ ๕๐๐ หยวน และธัญญาหาร ๓๕๐ กิโลกรัมต่อไป ถึง ๗๐ ล้านคน

นอกจากนี้ ในต้นทศวรรษที่ ๑๙๙๐ มีประชาชนในกรุงปักกิ่งถูกสุนัขกัดปีละ ๕๒,๐๐๐ คน และระหว่างปี ๑๙๙๐ – ๑๙๙๒ มีประชากรในเซี่ยงไฮ้ถูกสุนัขกัดปีละ ๖๐,๐๐๐ คน รัฐบาลจีน จึงพยายามควบคุม จำนวนสุนัข แต่ปัญหาหลักคือ ผู้เลี้ยงสุนัขเป็นผู้ว่างงาน หรือผู้ที่เกษียณอายุ ซึ่งมักเลี้ยงสุนัขเป็นเพื่อน ซึ่งในที่สุดรัฐบาลท้องถิ่น ของกรุงปักกิ่ง นครเซี่ยงไฮ้ เมืองเทียนสิน และเมืองกวางโจว ต่างออกเทศบัญญัติ ให้ผู้เลี้ยงสุนัขนำสุนัขมาจดทะเบียน โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่าย สำหรับการจดทะเบียนสุนัขตัวละ ๕,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ หยวน และต้องเสียค่าต่อใบอนุญาตอีกปีละ ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ หยวน (๘.๒๘ หยวน มีค่าเท่ากับ ๑ ดอลลาร์สหรัฐฯ)

ประชาชนจำนวนมาก เห็นด้วยกับระเบียบ การจดทะเบียนสุนัข แต่กลับทำให้ผู้เลี้ยงสุนัข โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ที่เกษียณแล้ว บางคนไม่พอใจ และโจมตีค่าธรรมเนียม การจดทะเบียน ๕,๐๐๐ หยวนว่าค่อนข้างแพง เกินกว่าที่ตนเอง จะชำระได้ และตนเองต้องการมีเพื่อน ในยามชราเท่านั้น

ความพยายามของรัฐบาลท้องถิ่น ในการลดจำนวนสุนัข เป็นไปอย่างได้ผล ทำให้สุนัขจำนวน ๒๒๐,๐๐๐ ตัวในปี ๑๙๙๓ ได้ลดลงเหลือเพียง ๙๖,๐๐๐ ตัวในปัจจุบัน นอกจากนี้เทศบาลนครปักกิ่ง ยังออกระเบียบ ห้ามนำสุนัข ออกมาเดินตามท้องถนน ในระหว่างเวลา ๐๗๐๐ – ๒๐๐๐ น.อีกด้วย จึงไม่มีใครเห็นเจ้าของสุนัข นำสุนัขออกเดินพักผ่อน ตามสวนสาธารณะ หรือท้องถนน อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนตะวันตกรายงานว่าในกลางทศวรรษที่ ๑๙๘๐ มีสุนัขในกรุงปักกิ่งไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ ตัว แต่ในเดือน มี.ค.๒๐๐๒ กลับมีสุนัขในกรุงปักกิ่งเกือบ ๑ ล้านตัว โดยสุนัขเหล่านี้ ถูกนำเข้ามาในจีนในห้วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา และมีการนำออกขายตามตลาดและท้องถนนทั่วไป โดยผู้ซื้อสุนัขไปเลี้ยงคือคนรุ่นใหม่ที่มีกำลังซื้อสูง หรือเป็นผู้ที่เกษียณจากการงานแล้ว อย่างไรก็ตามปัญหาที่ประสบคือ ผู้เลี้ยงสุนัขเหล่านี้ กลับไม่มีประสบการณ์มาก่อน และไม่เข้าใจวิธีการเลี้ยงดูสุนัข

สำหรับการบริโภคสุนัข เป็นอาหารนั้น เป็นที่นิยมของชาวจีน โดยชาวจีนอ้างว่า เนื้อสุนัขจะช่วยสร้างความอบอุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูหนาว ซึ่งชาวตะวันตก องค์กรเอกชน อาทิ กองทุนนานาชาติเพื่อสัตว์ ได้พยายามต่อต้าน ทั้งต่อต้านการบริโภคสุนัข และการเลี้ยงสุนัข เพื่อจำหน่ายหนัง โดยพยายามใช้เป็นมาตรการ กีดกันทางการค้าจีน รวมทั้งสกัดกั้น มิให้ชาวตะวันตก เดินทางไปท่องเที่ยวจีนด้วย ทั้งนี้ องค์กรเอกชนในสหรัฐฯ กล่าวหาว่านอกจากชาวจีน จะนิยมการบริโภคสุนัขแล้ว ยังมีชาวเกาหลี อินโดนีเซีย เวียดนาม บางส่วนของฟิลิปปินส์ และบางส่วนของไทยด้วย

. คนไทยในจีน . :

 

อย่าง ที่เคยกล่าวไว้ในตอนต้นว่า ชุมชนคนไทยในกรุงปักกิ่ง มีจำนวนค่อนข้างมาก คือประมาณ ๔๐๐ – ๕๐๐ คน ประกอบด้วย ข้าราชการและครอบครัว ประมาณ ๕๐ – ๗๐ คน นักธุรกิจไทยราว ๕๐ คน ที่เหลือ เป็นนักเรียนไทย ทั้งที่มาโดยทุนรัฐบาล และทุนส่วนตัว นอกจากนี้ยังมีคนไทย ที่ตกค้างในจีน ตั้งแต่สมัยที่มีการสถาปนาจีนใหม่ ในปี ๑๙๔๙ อีกราว ๑๐๐ คน ซึ่งคนไทยเหล่านี้ เป็นลูกหลานคนไทย หรือชาวจีนในไทย ที่เดินทางมาเรียนต่อที่จีน ตั้งแต่ยังเล็ก ๆ และไม่สามารถ เดินทางกลับไทยได้ เนื่องจากไทย ตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน ถึงแม้ไทย จะสถาปนาความสัมพันธ์ ทางการทูตกับจีนมากว่า ๒๐ ปีแล้วก็ตาม รัฐบาลไทย เคยเปิดโอกาสให้คนไทยเหล่านี้ พิสูจน์สัญชาติ เพื่อเดินทางกลับไทย แต่คนไทยเหล่านี้ ค่อนข้างสูงอายุ มีครอบครัวในจีน คุ้นเคยกับสภาพความเป็นอยู่ในจีน และคิดว่าอาจจะมีปัญหา ในการปรับตัวเข้ากับ สภาพทางสังคมไทย จึงไม่ประสงค์ที่จะเดินทางกลับไทย คงเดินทาง กลับมาเยี่ยมญาติมิตรในไทย เป็นครั้งคราวเท่านั้น อาทิเช่น คุณฮันหวงจุ้น (Han Huang Zhun) ซึ่งปัจจุบัน เป็นผู้สื่อข่าวนิตยสารภาพ ชนชาติของจีน

สำหรับคนไทย ในกรุงปักกิ่ง โดยเฉพาะข้าราชการไทย มีความสนิทสนมรักใคร่กันดี มีการพบปะสังสรรค์ ร่วมรับประทานอาหาร กันบ่อยครั้ง และหลายคนชอบสะสมสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของจีน เช่น ภาพเขียน ตู้เสื้อผ้า โต๊ะอาหาร ตุ๊กตา และนำมาตกแต่งที่พัก อาทิ จสอ.สุพจน์ ทองแย้ม เจ้าหน้าที่สำนักงาน ผู้ช่วยทูตทหารบกไทย ประจำกรุงปักกิ่ง (ปัจจุบันเป็นนายทหารสัญญาบัตรยศ ร.ต.) ซึ่งตกแต่งบ้านพัก โดยใช้เครื่องตกแต่งของจีน จนกระทั่งสถานีโทรทัศน์จีน ได้มาถ่ายทำเป็นสารคดี และแพร่ภาพในจีน

ส่วนนักธุรกิจไทยในจีน ก็เช่นกัน นอกจากจะสนิทสนมกัน รักใคร่กันแล้ว ยังมีการคบหาสมาคม กับข้าราชการไทย อย่างแนบแน่น ในสมัยที่ ฯพณฯ สวนิต คงสิริ ดำรงตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง (ปัจจุบันท่านเป็นเอกอัครราชทูต ณ กรุงแคนเบอร์รา ออสเตรเลีย) นั้น เมื่อท่านได้รับเชิญจากผู้นำมณฑลต่าง ๆ ให้ไปร่วมงานทางการค้า ท่านมักเชิญผู้นำธุรกิจไทยในจีน ที่มีเวลาว่างให้ร่วมเดินทาง ไปกับท่านด้วย อาทิ ผู้จัดการธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารทหารไทย ธนาคารกสิกรไทย ประจำกรุงปักกิ่ง หรือผู้จัดการของเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในกรุงปักกิ่ง  นอกจากนี้ท่านทูตสวนิต ยังมีบทบาทในการ ร่วมจัดตั้งชมรมนักธุรกิจไทย ในกรุงปักกิ่ง และหลายครั้งที่ท่าน จะเชิญนักธุรกิจไทยในกรุงปักกิ่งให้มาประชุม เพื่อร่วมพิจารณาในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการค้า การลงทุนในจีน ฟังการบรรยายสรุป จากคณะทูตานุทูตต่าง ๆ หรือทางการจีน

ข้าราชการไทย สามารถติดตามข่าวคราว ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ในไทยได้จากหนังสือพิมพ์ นิตยสาร ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จัดส่งมาให้ทุกสัปดาห์ การอ่านข่าวทางอินเตอร์เนต และรับฟังวิทยุคลื่นสั้น จากสถานีวิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย และรายการโทรทัศน์จากประเทศไทย โดยใช้จานรับสัญญาณดาวเทียม ทำให้ข้าราชการไทยรับรู้เหตุการบ้านเมืองอย่างใกล้ชิด การใช้จานรับสัญญาณโทรทัศน์ ผ่านดาวเทียม นอกจากจะทำให้สามารถ รับสัญญาณโทรทัศน์จากไทยแล้ว ยังสามารถรับสัญญาณโทรทัศน์ จากสถานีโทรทัศน์ส่วนกลางของจีนอีก ๘ ช่อง (CCTV) สถานีโทรทัศน์ปักกิ่ง ๓ ช่อง (BTV) รายการโทรทัศน์ประเภทฟรี ทีวีจากฮ่องกง สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของจีน ตามมณฑลต่าง ๆ อาทิ สถานีโทรทัศน์ชานตุง

ทั้งนี้ปัจจุบันคนไทย เริ่มจำหน่ายภาพยนตร์ไทย ไปยังสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นของจีนแล้ว ทุกเดือน จะมีภาพยนตร์ไทย ฉายตามสถานีโทรทัศน์ ท้องถิ่นของจีน โดยภาพยนตร์ดังกล่าว จะให้เสียงเป็นภาษาจีนกลาง อย่างไรก็ตามภาพยนตร์ไทย ข้างต้น ยังเป็นภาพยนตร์เก่าเกือบ ๓๐ ปี โดย มีดารานักแสดงคือ มิตร – เพชรา เป็นต้น

 

ส่วนภาพยนตร์ใหม่ จะมีละครโทรทัศน์ที่ร่วมทุนสร้าง ระหว่างไทย – จีน เช่น ละครเรื่องมุกมังกร เป็นต้น

นักเรียน/นักศึกษาไทย ที่เดินทางไปเรียนต่อ ทั้งโดยทุนส่วนตัว และทุนของรัฐบาล จำนวนนับร้อยคนนั้น เช่น คุณปัญญา เรืองวงศา เจ้าหน้าที่สถานี วิทยุกระจายเสียง แห่งประเทศไทย และประจำกอง บก.นสพ.ศิรินคร ส่วนใหญ่ อยู่ที่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของกรุงปักกิ่ง หรือที่เรียกกันว่า ย่านไห่เตี้ยน  ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของสถานศึกษาชั้นนำต่าง ๆ เช่น มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหัว และยังเป็นแหล่งขายคอมพิวเตอร์ ทั้งฮาร์ดแวร์ และซอฟแวร์ หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นศูนย์กลางการเติบโต ทางด้าน พัฒนาอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ และอุตสาหกรรมไฮเทค ในขณะที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่งอยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้ถนนวงแหวนสาย ๓ ซึ่งนับว่าอยู่ไกลกันมาก ทำให้นักเรียนนักศึกษาไทย ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะได้พบ กับข้าราชการ สถานเอกอัครราชทูต อย่างไรก็ตามเมื่อมีงานสำคัญ สถานเอกอัครราชทูตไทย ก็พยายาม ที่จะเชิญให้คนไทยทั้งหมด เข้าร่วมงานด้วย ยังมีคนไทย ที่ได้รับเชิญจากจีน ให้เดินทางไปทำงานในจีน ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เช่น

ชามา นามปากกาของ อาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนชื่อดัง ซึ่งเป็นนักเขียนเรื่องสั้น ได้รับเชิญจากจีนให้ไปร่วมงานในกอง บก.นิตยสารภาพจีน ฉบับภาษาไทยเป็นเวลา ๑ ปี และยังมีนักเขียน สื่อมวลชนกลุ่มต่าง ๆ ได้รับเชิญจากสมาคมนักเขียนจีน หรือสมาคมต่าง ๆ ของจีน ให้เดินทางไปเยือนจีน อีกปีละหลายคณะ เช่น คุณสุวัฒน์ วรดิลก นักเขียนในเครือมติชน และคู่ชีวิต คือ คุณเพ็ญศรี พุ่มชูศรี โดยจีนหวังที่จะเชื่อมความสัมพันธ์ และความเข้าใจระหว่างสองประเทศ รวมทั้งต้องการให้มีการเผยแพร่เรื่องจีน สู่สาธารณชนในไทย

ก่อนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ มีนักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจ องค์กรของภาคเอกชนต่าง ๆ เดินทางไปเยือนจีน ทั้งที่ไปตามคำเชิญ และเดินทางไปเอง รวมแล้วเฉลี่ยปีละประมาณ ๓๐๐ – ๔๐๐ คณะ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย และสำนักงานต่าง ๆ ของไทยต้องหมุนเวียน จัดส่งเจ้าหน้าที่ไปให้การต้อนรับ และอำนวยความสดวกตามสมควร

สภาพความเป็นอยู่ของคนไทย ในกรุงปักกิ่งนั้น ค่อนข้างดี ถึงแม้คนไทย จะถูกจัดว่าเป็นชาวต่างชาติ ดังนั้นค่าครองชีพต่าง ๆ จึงค่อนข้างสูง แต่เมื่อพักอยู่ในระยะเวลาพอสมควร และสามารถปรับตัวได้ ก็สามารถที่จะซื้อหาสินค้าจีน รวมถึงอาหารจีน มาใช้เพื่อการบริโภคได้ ซึ่งก็ทำให้แบ่งเบาค่าใช้จ่ายลงได้
สินค้าจีน อาทิ เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มกันหนาว รองเท้า สามารถหาซื้อได้ในจีน แต่หากเทียบราคากันแล้ว การจัดหาในไทยจะมีราคาถูกกว่า คุณภาพและความสวยงาม ก็สู้สินค้าไทยไม่ได้ ผู้ที่มาท่องเที่ยวในระยะสั้น จึงไม่ควรซื้อสินค้าเหล่านี้กลับไทย สินค้าบางประเภทที่โลกตะวันตก มาตั้งโรงงานผลิตในจีน เพื่อลดต้นทุนการผลิตนั้น คุณภาพก็ไม่ดีเท่าที่ควร อาทิ รองเท้าผ้าใบยี่ห้อดัง ที่ผลิตในจีน ซึ่งถึงแม้จะมีราคาต่ำ กว่าการซื้อในสหรัฐฯ หรือยุโรปก็ตาม แต่ความคงทน มีน้อยมาก คาดว่าคงมีการผลิตสินค้าหลากหลายคุณภาพ หรือสินค้าที่ผลิตสำหรับขายในจีน อาจจะมีคุณภาพต่ำกว่าสินค้าที่ผลิต เพื่อการส่งออก

ชาวต่างชาติที่พักอาศัยในจีนนาน ๆ มักเดินจับจ่ายซื้อหาสินค้าที่จำเป็น ซึ่งหากเป็นเสื้อผ้า ชุดกันหนาว และของใช้ต่าง ๆ แล้ว จะมีตลาดขนาดใหญ่ ใกล้ชุมชนนักการทูต และสวนสาธารณะยื่นถาน รวม ๒ แห่ง แห่งหนึ่งขายสินค้าขายปลีก ส่วน อีกแห่งหนึ่งขายสินค้าขายส่ง ซึ่งทั้ง ๒ แห่งนี้จะมีผู้ซื้อหลักคือนักธุรกิจจากรัสเซีย และประชาคมรัฐเอกราช ดังนั้นผู้ขายส่วนใหญ่จึงใช้ภาษารัสเซีย ควบคู่กับภาษาจีนกลาง สำหรับสินค้า เพื่อนำมาอาหารไทยนั้นก็สามารถซื้อหาได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นน้ำปลา ข้าวหอมมะลิ พริก มะนาว แม้แต่กะทิ ก็มีนักธุรกิจไทย และฮ่องกงนำเข้าไปจำหน่ายในจีนด้วยราคาที่ไม่แพงนัก  สินค้าไทย ที่มีราคาแพงมาก คือผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ราคากิโลกรัมละเกือบ ๑,๐๐๐ บาท
ซึ่งหากคนไทยในกรุงปักกิ่ง อยากรับประทานทุเรียนเมื่อไร ก็มักเดินทางกลับไทย มากินให้หายอยาก และเดินทางกลับจีน ก็ยังถูกกว่าที่จะหาซื้อในจีน เงาะ มังคุด ซึ่งแห้งเนื่องจากเก็บไว้นาน ราคาก็ค่อนข้างสูง คนไทยในจีน จึงจำเป็นต้องบริโภคผลไม้จีน ซึ่งมีราคาถูกกว่ามาก เช่น ส้ม (รสชาติเข้มข้น ไม่มีเมล็ด) แอปเปิ้ล สาลี่ พรุน พลับ ส่วนกล้วยนั้น จะมีการนำเข้ากล้วยหอมอเมริกาใต้ ในขณะที่ฟิลิปปินส์ ส่งกล้วยแปรรูป เป็นกล้วยฉาบเข้าไปจำหน่าย

สำหรับอาหารจีนนั้น ถึงแม้จะมีชาวจีน ในประเทศไทยมาก จนทำให้คนไทยคุ้นเคย กับอาหารจีนก็ตาม แต่คนไทย มักไม่คุ้นเคย และไม่ชอบอาหารของคนปักกิ่ง เนื่องจากอาหารของชาวเมืองหลวง จะมีรสชาติเค็ม และค่อนข้างมัน คนเมืองหลวง ไม่นิยมรับประทานอาหาร ที่เป็นเส้น ๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว หรือบ๊ะหมี่ แต่หากเดินทางไปเมืองซัวเถา และมีโอกาสเดินหาอาหารรับประทานแล้ว รสชาติกลับใกล้เคียง กับอาหารจีนในไทยมาก ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวน้ำ หรือแม้กระทั่งขนมนมเนยต่าง ๆ รวมทั้งภาษาพูด (แต่จิ๋ว) ทำให้หลงลืมไปคิดว่ากำลังเดินอยู่ บนถนนเยาวราช

 
ชาวต่างประเทศ รวมทั้งชาวไทยที่มีญาติมิตรในจีน และมีโอกาสเดินทางท่องเที่ยว จับจ่ายซื้อหาของฝากแล้ว ญาติพี่น้องบางคน จะพาไปยังหงเฉียว ศูนย์การค้าซึ่งขายสินค้าปลีก นานาชนิด ที่มีลักษณะคล้ายกับมาบุญครอง ซึ่งที่ชั้นใต้ดิน จะ จำหน่ายอาหารทะเล ข้าวสาร และของชำที่มาจากต่างประเทศ เช่นน้ำปลา และกะทิ จากประเทศไทย ส่วนสินค้าที่นิยมซื้อกัน เพื่อนำกลับไทยคือ มุกน้ำจืด ที่สวยงาม ราคาไม่แพงนัก ว่ากันว่ามีคนไทยบางคน เมื่อเดินทางมากรุงปักกิ่ง มักมาหาซื้อมุกน้ำจืด กลับไปขายในไทยด้วย อย่างน้อย ๆ ก็ได้ค่าเครื่องบิน ค่าที่พักคืน ส่วนแม่ค้าขายมุกน้ำจืดนั้น นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษแล้ว บางคน ยังมีความรู้เกี่ยวกับภาษารัสเซีย อีกด้วย ส่วนคนไทยที่พักอาศัยในจีน เป็นระยะเวลานาน ๆ เมื่อมีโอกาสจะเดินทางไปท่องเที่ยว ต่างมณฑล และเมืองต่าง ๆ ซึ่งมณฑลที่นิยมเดินทางไป คือยูนนาน ซึ่งหมายรวมถึงคนไทย ที่เดินทางตรงจากไทย มายังเมืองคุนหมิง มณฑลยูนนานด้วย อยู่ใกล้เคียงกับดินแดน เวียดนามและลาว ซึ่งนอกจากจะมีธรรมชาติที่งดงาม และอากาศที่ไม่ร้อนจนเกินไปนักแล้ว ยังมีชาวพื้นเมือง หรือชนกลุ่มน้อย พักอาศัยอยู่อีก ๒๕ กลุ่ม

สำหรับแคว้นสิบสองปันนา หรือเมืองสิบสองปันนา เป็นเมืองหนึ่งในมณฑลยูนนาน เป็นแหล่งที่มีคนชาติไตพักอาศัยอยู่ วัฒนธรรม ประเพณี และภาษาพูดซึ่งคล้ายคลึง กับคนไทยในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทยใน จ.น่าน และ จ.เชียงราย ทำให้คนไทย ที่เดินทางมายังแคว้นสิบสองปันนา รู้สึกอบอุ่น ไม่มีความยากลำบากในการท่องเที่ยว ได้รับการต้อนรับที่ค่อนข้างดี มีความสนุกสนาน

งานสงกรานต์ของคนไต ในแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งจัดกันที่ริมแม่น้ำลานช้าง หรือแม่น้ำโขง นับเป็นกิจกรรมที่งดงามยิ่งนัก การละเล่นน้ำในวันสงกรานต์ การจุดบั้งไฟ รวมทั้งเสียงเครื่องดนตรี โดยเฉพาะกลองยาว ที่ค่อนข้าง คุ้นหูคนไทยมาก ล้วนแต่เป็นสิ่งดึงดูด ให้คนไทยเดินทางไปเที่ยวยัง สิบสองปันนา หากเปรียบเทียบกับ งานสงกรานต์ในไทยแล้ว นับว่าแตกต่างกันลิบลับ อย่างกรณีงานสงกรานต์ ที่บริเวณท้องสนามหลวง หรือถนนข้าวสาร มักเล่นกันอย่างเอาเป็นเอาตาย ราวกับโกรธแค้นกันมาซัก ๑๐ ปี

ดังนั้น คงมีแต่งานสงกรานต์ในจีน เท่านั้น ที่ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ดีงามเอาไว้ได้ คนไตที่อยู่ในกรุงปักกิ่ง อีกราว ๒๐๐ คนก็นิยมจัดงานวันสงกรานต์ ในกรุงปักกิ่งด้วย แต่การจัดงานของชาวไตในกรุงปักกิ่งนั้น นอกจากจะเป็นการพบปะสังสรรค์ รับประทานอาหาร และชมการแสดง ทางศิลปวัฒนธรรม ของชาวไตแล้ว ยังมีลักษณะของจีน แอบแฝงอยู่ คือการหารายได้ และการจ้างช่างภาพ สถานีโทรทัศน์ ส่วนกลางของจีนมาถ่ายทำข่าว

: . การลงทุนในจีน . :

 

นับแต่ที่จีน เปิดประเทศ สู่โลกภายนอกในปลายปี ๑๙๗๘ และใช้นโยบายสี่ทันสมัย ได้แก่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และการป้องกันกระเทศ โดยมีเป้าหมาย ที่จะพัฒนาให้จีน เจริญก้าวหน้าทัดเทียม กับประเทศในโลกทุนนิยม เป็นต้นมา ประเทศต่าง ๆ เริ่มให้ความสนใจ ลงทุนในจีน และบางส่วน ได้เริ่มติดต่อค้าขายกับจีน

ชาวจีน ไม่ว่าจะอยู่ในแห่งหนตำบลใด ก็ยังคงดำรงไว้ซึ่งนิสัยการค้าขาย เห็นได้จากชาวจีนในสิงคโปร์ ก็ยังคงทำหน้าที่ค้าขาย อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ผลิตสินค้าเอง โดยเฉพาะสินค้า ทางด้านการเกษตร สิงคโปร์ นำเข้าข้าวจากไทย และส่งไปขาย ยังประเทศอื่นต่อไป ส่วนรัฐบาลจีนก็เช่นกัน ยังคงมีแนวคิดในเรื่องการหากำไร หรือการลดต้นทุนการผลิต
จากรายงาน ของกระทรวงความร่วมมือ ทางการค้าและเศรษฐกิจ ระหว่างประเทศของจีน พบว่าในระหว่างปี ๑๙๗๙ – ๑๙๙๖ มีนักลงทุนชาวต่างประเทศ เข้าไปลงทุนในจีนรวมทั้งสิ้น ๒๘๓,๘๒๐ โครงการ มูลค่าการลงทุน ๔,๖๙๓,๘๘๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งนับว่ามาก จนนักลงทุนรายใหม่ อาจจะคิดว่าไม่มีช่องทาง การลงทุนในจีนเลย ซึ่งนับว่าไม่ค่อย จะเป็นความจริงนัก เนื่องจากยังมีช่องทาง การลงทุน หรือการติดต่อค้าขายกับจีนอีกมาก

จากการที่จีน เป็นนักการค้า ทำให้จีนเริ่มค้าขายมากขึ้น จีนขายทุกอย่าง อาทิ ข้าว จีนจะเป็นทั้งผู้ขาย และผู้ซื้อข้าวในเวลาเดียวกัน เนื่องจากจีน เป็นประเทศใหญ่ มีพื้นที่มาก บางแห่งห่างไกลการคมนาคม ยังเป็นไปด้วยความยากลำบาก การขนส่ง จึงเป็นปัญหาสำคัญ สำหรับในพื้นที่ของจีน  

จีนจึงต้องซื้อข้าวคุณภาพต่ำ จากเวียดนาม เพื่อใช้หล่อเลี้ยงประชาชน ในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะตามแนวชายแดน ที่ติดกับเวียดนาม ขณะเดียวกัน ข้าวคุณภาพต่ำจากพื้นที่อื่น ซึ่งหากส่งมายังดินแดนในภาคใต้ จะต้องสิ้นเปลืองค่าขนส่งสูง จีนกลับใช้วิธีการส่งออกไปยังประเทศอื่น เช่นในอาฟริกา เพื่อเป็นการหารายได้ ชดเชยกับการซื้อข้าว จากเวียดนาม
จากสภาพข้างต้น จึงเป็นไปได้ว่า ยังมีช่องทางอีกมาก สำหรับบุคคล ที่คิดจะลงทุนในจีน หรือติดต่อค้าขายกับจีน เพียงแต่ต้องรู้ว่า จีนต้องการสินค้าใด นอกเหนือจากนั้น ต้องมีความรู้ เกี่ยวกับกฏหมายต่าง ๆ ของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องระเบียบวิธีการ ทางศุลกากร กฏหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งภาษาจีนด้วย จึงจะประสบความสำเร็จ

ลองย้อนกลับไปดู เรื่องการค้าขาย การลงทุนในจีนดีกว่า ในสมัยราชวงศ์ซ่าง (๑๕๐๐ – ๑๐๒๗ บีซี.) เริ่มปรากฏแนวความคิดว่า แผ่นดินในโลกนี้ เป็นของจักรพรรดิ์ และต่อมา ในสมัยราชวงศ์ฮั่น (๒๐๖ – ๒๒๐ บีซี.) ยังมีแนวความคิดว่า จักรพรรดิ์ ถูกกำหนดมา โดยลิขิตสวรรค์ ระบอบกษัตริย์ เป็นผู้ก่อตั้งชาติ ดังนั้น รัฐจะเป็นผู้ควบคุมกลไก ทางเศรษฐกิจ ผ่านศาลปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การผูกขาดในสินค้า เหล็กและเกลือ ประชาชน ถูกเรียกเก็บภาษี ค่อนข้างสูง รวมทั้งยังถูกเกณฑ์แรงงานด้วย จนทำให้ไม่มีความเติบโต ทางเศรษฐกิจในภาคเอกชน

ในปลายราชวงศ์ชิง (๑๖๔๔ – ๑๙๑๑) การเริ่มก่อตั้งสาธารณรัฐจีน (หลังปี ๑๙๑๑) จนถึงการก่อตั้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน (๑๙๔๙) เป็นระยะที่วัฒนธรรมตะวันตก หลั่งไหลเข้ามาในจีน นายทหารบางคน ได้รับการสนับสนุน ทางด้านเงินทุน และเทคโนโลยี จากต่างประเทศ ในการจัดตั้ง บริษัทเอกชนขึ้น อาทิ

๑) Shanghai Steamship Merchants Bureau
๒) Kaiping Mines ในเมืองหลันโจว
๓) Tianjin Telegram Company

อย่างไรก็ตาม บริษัทเอกชนเหล่านี้ ก็ประสบปัญหา การเพิ่มทุนจำนวนมาก ทำให้รัฐบาล ต้องเข้าไปให้การช่วยเหลือ จนทำให้โครงการเหล่านี้ กลายเป็นรัฐวิสาหกิจ ซึ่งสนับสนุนโดยภาครัฐ แต่ดำเนินงานโดยภาคเอกชน

หลังปี ๑๙๔๙ จีนได้ขับทุนนิยมต่างชาติ และศักดินานิยม รัฐบาลจีนจึงเป็นเจ้าของกิจการต่าง ๆ ระบบเศรษฐกิจ ของประเทศจีนทั้งหมด จึงตกเป็นของประชาชน ตามแนวทางของ ระบอบสังคมนิยม ซึ่งหมายถึง ประชาชนทุกคน มีสิทธิ์เป็นเจ้าของ แต่กลไกการผลิต และผลผลิตเป็นของรัฐ

นับตั้งแต่ ๑ ต.ค.๑๙๔๙ ซึ่งเป็นวันที่ประธานเหมาเจ๋อตง ได้ชักธงแดง ๕ ดาวขึ้นสู่ยอดเสา ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน และประกาศจัดตั้งสาธารณรัฐ ประชาชนจีน เป็นต้นมา จีนภายใต้การนำของ พรรคคอมมิวนิสต ์ได้ดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจ และการค้าของประเทศ ในรูปแบบของสังคมนิยม อย่างเคร่งครัด การดำเนินธุรกิจ และการค้าทั้งภายในประเทศ และต่างประเทศ รัฐบาลจะเป็นผู้ดำเนินการ ให้เป็นไปตามโครงการ และนโยบายที่ถูกกำหนดโดยพรรค ซึ่งสภาพดังกล่าว กลับไม่ทำให้ประเทศจีน ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร ความยากลำบาก จากการขาดแคลนอาหาร ความไม่กระตือรือล้น ของประชาชน ล้วนแต่เป็นสิ่งบอกเหตุว่า อาจจะทำให้จีนต้องประสบกับ ความหายนะได้

แต่หลังจากที่ ๓ ผู้นำ คนสำคัญของจีน คือ เหมาเจ๋อตง โจวเอนไล และจูเต๋อ ถึงแก่กรรม เมื่อ ค.ศ.๑๙๗๖ แล้ว เติ้งเสี่ยวผิงได้กลับมา มีบทบาทสูง และได้มีการปรับเปลี่ยน ทัศนคติและกลไกสำคัญ ๆ นานาประการ เพื่อนำจีน ไปสู่ประเทศที่มั่งคั่ง ทางเศรษฐกิจ โดยในการประชุม สมัชชาผู้แทนทั่วประเทศ ชุดที่ ๑๑ สมัยที่ ๓ ของ พคจ.ในปลายปี ๑๙๗๘ ที่ประชุมได้มีมติ เปิดประตูให้จีน ออกสู่โลกภายนอก แทนที่จะเน้น การต่อสู้ทางชนชั้น และให้ความสำคัญ กับกลุ่มประเทศ สังคมนิยมเช่นในอดีต ด้วยการประกาศ ใช้นโยบาย สี่ทันสมัย ได้แก่

– เกษตรกรรม
– อุตสาหกรรม
– วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
– และการป้องกันประเทศ

โดยมีเป้าหมาย ที่จะพัฒนาให้จีน เจริญก้าวหน้า ทัดเทียบกับประเทศ ในโลกทุนนิยม รวมทั้งวางแผนการ พัฒนาเศรษฐกิจออกเป็น ๓ ระยะ คือ

ระยะที่ ๑ (๑๙๘๑ – ๑๙๙๐) จะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติเพิ่มเป็น ๒ เท่า และแก้ไขปัญหา การขาดแคลนอาหาร และเครื่องนุ่งห่ม

ระยะที่ ๒ (๑๙๙๑ – ๑๙๙๙) ผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติจะเพิ่มขึ้นเป็นอีก ๒ เท่า และยกระดับ สภาพความเป็นอยู่ของประชาชน

ระยะที่ ๓ (๒๐๐๐ – กลางศตวรรษที่ ๒๑) ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ จะเติบโตเท่าเทียมกับ ประเทศที่พัฒนาแล้ว และประชาชนมีฐานะร่ำรวยขึ้น

ทั้งนี้ขณะที่มีการสถาปนาจีน ประชาชนเพียงร้อยละ ๑๕ เท่านั้นที่ทำงานในเมือง และในจำนวนนี้มีเพียงร้อยละ ๕ ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ทำให้ผลผลิตทางภาคอุตสาหกรรม มีมูลค่าเพียงร้อยละ ๑๕ ของผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ และรายได้ของประชาชนเฉลี่ยเพียงคนละ ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น ปัญหาที่ประสบคือ การขาดแคลนธัญญาหาร และประชาชน ไม่กระตือรือล้นในการทำงาน
กระบวนการทางเศรษฐกิจ และการค้าของจีน ได้พัฒนา ปรับเปลี่ยนรูปแบบ ตลอดมา มีผลให้การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจของจีนระหว่างปี ๑๙๗๘ – ๑๙๙๖ มีอัตราเติบโต เฉลี่ยปีละ ๑๑.๓ %
ซึ่งเป็นอัตรา การเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ที่ค่อนข้างสูง  นอกจากนี้ จีนขยายการค้า ต่างประเทศ ไปยังทุกกลุ่มประเทศ โดยแสวงหา ตลาดการค้าใหม่ ๆ รวมถึงการกำหนดนโยบาย สนับสนุนการลงทุน จากต่างประเทศ และทุนของจีนเอง
ภายหลัง การประชุม สมัชชาผู้แทน ทั่วประเทศ ชุดที่ ๑๑ สมัยที่ ๓ ของ พคจ.จีนได้เริ่มปฏิรูป เศรษฐกิจ ทางด้านต่าง ๆ ดังนี้

การปฏิรูปในชนบท
การปฏิรูปเศรษฐกิจจีน เริ่มในชนบท เนื่องจากพื้นฐานของจีน ในขณะนั้น เป็นรัฐที่พึ่งพาการเกษตร เป็นหลัก ประชาชนร้อยละ ๘๐ อาศัยอยู่ในชนบท รัฐบาลจีน ต้องผลิตธัญญาหาร สำหรับการหล่อเลี้ยง ประชาชน จำนวน ๑ ใน ๕ ของโลก จีนเริ่มยกเลิกการเกษตรกรรม ในลักษณะของคอมมูน ชาวนาได้รับการสนับสนุน ให้เพิ่มผลผลิต และจำหน่ายผลผลิตของตนเอง ผลผลิตทางด้านอื่น ๆ อาทิ การเลี้ยงสัตว์ การประมง ล้วนแต่ได้รับการส่งเสริม ให้ประชาชน สามารถดำเนินการ เพิ่มการผลิตเองได้ ทำให้เกษตรกร และชาวชนบท มีสภาพความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

การปฏิรูปในภาคอุตสาหกรรม
หลังจากที่รัฐ และพรรค ประสบความสำเร็จ ในภาคเกษตรกรรมแล้ว ได้ปฏิรูปในภาคอุตสาหกรรม ประชาชน ได้รับการสนับสนุน ให้จัดตั้งบริษัทเอกชน มีการพัฒนา ทางด้านเทคโนโลยี การจัดการทางด้านอุตสาหกรรม และราคา จัดตั้งตลาดหลักทรัพย์ ผู้ใช้แรงงาน ครู นักวิทยาศาสตร์ มีอิสระที่จะหาอาชีพที่ ๒ ในเวลาว่าง ทำให้เกิดการพัฒนา ทางด้านการค้า และกำลังซื้อของประชาชน เริ่มสูงขึ้น การเปิดประตู สู่ภายนอก ขณะเดียวกันจีน ได้ดำเนินนโยบาย การเปิดประเทศ เนื่องจากจีน ไม่สามารถพัฒนาประเทศ โดยปราศจากการติดต่อ กับต่างประเทศ จีนต้องการดึงดูด และยืมทรัพยากรต่าง ๆ จากต่างประเทศ ดังนั้นจีน จึงเร่งพัฒนาบริษัท/วิสาหกิจ ใน ๓ รูปแบบคือ ธุรกิจเอกชน บริษัทร่วมทุนกับต่างประเทศ และรัฐวิสาหกิจ สำหรับการพัฒนา ทางด้านการค้า กับต่างประเทศนั้น จีนเร่งแสวงหาการจัดการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมทั้งจัดส่งนักเรียน ไปศึกษาแนวความคิด สมัยใหม่และเทคโนโลยีใหม่ ๆ จากประเทศตะวันตก

เขตเศรษฐกิจพิเศษ
เพื่อสร้างแบบอย่าง สำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจ ทั่วประเทศจีน ในปี ๑๙๘๐ จีนจึงได้มีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในพื้นที่ชายฝั่ง รวม ๕ แห่ง โดยหมู่บ้านประมงบางแห่ง ได้รับการพัฒนา ให้เป็นเมืองที่ทันสมัย ภายในระยะเวลา ๑๐ ปี มีการติดต่อทางด้านการค้าและเศรษฐกิจกับเมืองต่าง ๆ ในโลก โดยเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ได้รับการจัดตั้งจำนวน ๕ แห่ง คือ

– เขตเศรษฐกิจพิเศษเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง
– เขตเศรษฐกิจพิเศษจูไห่ มณฑลกวางตุ้ง
– เขตเศรษฐกิจพิเศษเซียะเหมิน มณฑลฟูเจี้ยน
– เขตเศรษฐกิจพิเศษซัวเถา มณฑลกวางตุ้ง
– เขตเศรษฐกิจพิเศษไหหลำ มณฑลไหหลำ

ในระยะหลัง ๆ หรือนับแต่ปี ๑๙๘๔ เป็นต้นมา เมืองและมณฑลต่าง ๆ ตามชายฝั่งตะวันออก และบางส่วน ในพื้นที่ภาคกลาง เริ่มจัดตั้งเขตส่งเสริมการลงทุนอีก ๑๔ แห่ง โดยเรียกชื่อต่าง ๆ กัน อาทิ เขตส่งเสริมการลงทุน เขตพัฒนาเทคโนโลยีชั้นสูง เขตพัฒนาเศรษฐกิจ ฯลฯ โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อดึงดูดการลงทุนทั้งสิ้น

การประชุม ครม.จีนในปี ๑๙๙๒ ได้อนุมัติให้เมือง มณฑล เขตปกครองตนเอง เปิดพื้นที่เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเป็นเขตการค้าเสรี ๑๕ แห่ง เขตพัฒนาเศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ๓๒ แห่ง เขตพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ และอุตสาหกรรมชั้นสูง ๕๓ แห่ง เช่น การตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษผู่ตง ในเมืองเซี่ยงไฮ้

การปฏิรูปกองทัพ
การเปิดประเทศ และการปฏิรูปเศรษฐกิจจีน ได้มีการปฏิรูปกองทัพด้วย โดยมีการลดกำลังพล ทางด้านการทหารลง เป็นระยะ ๆ และปรับภารกิจ ของกองทัพเหลือเพียงแค่ป้องกัน การรุกรานจาก ภายนอกเท่านั้น รวมทั้งปรับลด งบประมาณทางด้าน การทหารลงเพื่อนำเงิน งบประมาณมาพัฒนา ทางด้านเศรษฐกิจ สำหรับโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ของกองทัพ เช่น โรงงานอาวุธ โรงงานยาเวชภัณฑ์ต่าง ๆ ได้มีการพัฒนารูปแบบ เป็นรัฐวิสาหกิจ และแปรสภาพ การผลิตสินค้าเป็นสินค้า ทางด้านพลเรือน มากขึ้น อาทิ การสร้างโรงงานผลิตยา/เวชภัณฑ์ต่างๆ สำหรับประชาชน โรงงานผลิตรถยนต์ สำหรับกองทัพ หรือยานยนต์หุ้มเกราะ ได้แปรสภาพ เป็นโรงงาน การผลิตรถยนต์พาณิชย์ อย่างไรก็ตาม โรงงาน หรือรัฐวิสาหกิจเหล่านี้ ยังมีศักยภาพ ที่จะแปรสภาพกลับไป เป็นโรงงาน สำหรับการผลิตยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ ในยามสงครามได้

การปฏิรูปด้านอื่น ๆ
จีนได้มีการปฏิรูปการเมือง ปรับโครงสร้างของรัฐ โดยการปรับลดจำนวน กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ ลง ลดกำลังข้าราชการร้อยละ ๕๐ เพื่อให้สอดคล้อง กับการพัฒนาเศรษฐกิจ  อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะมีการ ปรับโครงสร้างรัฐ แล้วก็ตาม การดำเนินนโยบายต่าง ๆ ยังคงยึดหลักการที่ว่า “พรรคชี้นำรัฐ” ดังนั้นในทุกหน่วยงาน ทั้งในภาคธุรกิจ หรือภาครัฐ จะมีคณะกรรมการของพรรค ฯ คอยชี้นำ ผู้บริหารอีกครั้งหนึ่ง อาทิ จะมีคณะกรรมการบริหาร พรรคประจำมณฑล เมือง หรือวิสาหกิจต่าง ๆ การปฏิรูประบบการศึกษา โดยการสอบคัดเลือก เข้าศึกษาต่อ การรับสมัคร เจ้าหน้าที่เข้าทำงาน กับรัฐโดยใช้ระบบ การสอบคัดเลือก แทนการจัดหางานให้ทำ การปฏิรูประบบ สวัสดิการโดยใช้ระบบ ประกันสังคมแทน ฯลฯ
สำหรับการส่งเสริม การลงทุนในจีนนั้น จีนยังพยายาม ชักชวน ชาวต่างประเทศ ให้เข้าไปลงทุนในจีน เพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ตามเป้าหมาย หรือร้อยละ ๘ อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่า จีนจะส่งเสริมการลงทุน ของชาวต่างประเทศ เพื่อเป้าหมาย เพียงเงินทุน รวมทั้งการถ่ายโอน เทคโนโลยีต่าง ๆ เท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริม ให้นักลงทุนต่างชาติ เข้ามาลงทุนในจีน รัฐบาลกลาง โดยกระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ หรือ MOFTEC ได้ให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ สำหรับชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาลงทุนในจีนดังนี้

๑) อนุญาตให้นักลงทุน ชาวต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในรูปของเงินสด เครื่องจักรกล วัตถุดิบ และอุปกรณ์ขนส่ง ยานพาหนะต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังรวมถึงทรัพย์สิน ที่มิได้อยู่ในรูปของตัวเงินสด อาทิ ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และเทคโนโลยีพิเศษต่าง ๆ

๒) ยกเว้นการเก็บภาษีอากร อุตสาหกรรม และภาษีการค้า สำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรกล และวัตถุดิบต่าง ๆ ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อการผลิตเป็นสินค้า สำหรับส่งออกตลาดต่างประเทศ ของนักลงทุน ชาวต่างประเทศ โดยรายได้ที่ได้ จากการจำหน่าย สินค้าดังกล่าว สามารถนำกลับมาลงทุนภายในจีนได้

๓) อนุญาตให้นักธุรกิจ ชาวต่างประเทศ เข้ามาลงทุน ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ไม่มีผลกระทบ ต่อความมั่นคง ภายในประเทศของจีน หรือไม่มีผลกระทบ ต่อสินค้าส่งออกหลักของจีน อีกทั้งการผลิต ในภาคอุตสาหกรรม ประเภทดังกล่าว จะต้องไม่ขัดต่อโควต้า การนำเข้าของรัฐบาล ต่างประเทศ

๔) ยกเว้นข้อจำกัด เกี่ยวกับอัตราส่วน ของผู้ถือหุ้นชาวต่างประเทศ ในธุรกิจร่วมทุน และยังอนุญาต ให้นักธุรกิจ ชาวต่างประเทศ สามารถที่จะจัดตั้งธุรกิจ ที่หุ้นส่วนทั้งหมด เป็นของชาวต่างประเทศเอง

๕) กำหนดให้ ผู้ถือหุ้นส่วน ของธุรกิจร่วมทุน ชาวต่างประเทศ เป็นผู้แทนที่ถูกต้องตามกฏหมาย

๖) ยกเว้นข้อจำกัด เกี่ยวกับระยะเวลา การดำเนินงานของธุรกิจ ร่วมทุนชาวต่างประเทศ ทั้งนี้ถึงแม้ว่าธุรกิจดังกล่าว จะมีการกำหนดไว้ในสัญญา เกี่ยวกับระยะเวลา ในการดำเนินงาน แต่ก็สามารถ ที่จะขอต่ออายุ การดำเนินงาน ก่อนที่สัญญาดังกล่าว จะหมดอายุลง

๗) อนุญาตให้ ธุรกิจที่ลงทุน โดยนักธุรกิจ ชาวต่างประเทศ สามารถที่จะสั่งซื้อวัตถุดิบ และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ที่สามารถผลิตได้ในประเทศ

๘) สนับสนุนให้ ธุรกิจที่ลงทุน โดยนักธุรกิจชาวต่างประเทศ ว่าจ้างเจ้าหน้าที่ หรือคนงาน จากภายในประเทศจีน แต่ขณะเดียวกัน ก็อนุญาตที่จะให้ธุรกิจดังกล่าว ว่าจ้างเจ้าหน้าที่เทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้บริหาร ระดับสูง จากต่างประเทศได้

๙) กำหนดอัตราภาษีอากร สำหรับธุรกิจ ที่ลงทุนโดยชาวต่างประเทศ ให้มีอัตราต่ำ กว่าธุรกิจวิสาหกิจของรัฐ หรือธุรกิจกลุ่มสหกรณ์ต่าง ๆ

๑๐) กำหนดสิทธิพิเศษอื่น ๆ สำหรับการลงทุน ของนักธุรกิจต่างประเทศ ในอุตสาหกรรมหลัก หรือการลงทุน ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ต่าง ๆ ที่รัฐบาลจีน ให้การสนับสนุน
ลักษณะของการลงทุนในจีน แบ่งออกเป็น ๔ ประเภทใหญ่ ๆ คือ

ประเภทที่ ๑ ดำเนินการโดยรัฐ เดิมกิจการทุกประเภทเป็นของรัฐ เมื่อเปิดประเทศ และปฏิรูปเศรษฐกิจ กิจการทางด้านการทหาร ได้แปรสภาพเป็นวิสาหกิจ ในสังกัดกระทรวงกลาโหม เพื่อผลิตสินค้าของพลเรือน นอกจากนี้กิจการต่าง ๆ ก็ยังเป็นวิสาหกิจ ทั้งของรัฐบาลกลาง หรือของรัฐบาลท้องถิ่น ปัจจุบัน พคจ.ได้พยายามที่จะลดวิสาหกิจ ในความควบคุมลง โดยขายกิจการให้บริษัทเอกชนจีน หรือชาวต่างประเทศ หรือให้บริษัทเอกชนต่างประเทศเข้าร่วมทุนด้วย

ประเภทที่ ๒ ดำเนินการโดยเอกชนของจีน ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี ๑๙๗๘ จนในปัจจุบัน บริษัทของเอกชนจีน มีมากกว่า ๘ แสนบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็ก

ประเภทที่ ๓ การร่วมทุนกับต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นโครงการขนาดใหญ่ และหากเป็นการร่วมทุน กับวิสาหกิจของจีน ฝ่ายจีนจะจัดหาที่ดินให้ และพิจารณานำที่ดินเข้า เป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุน โดยจะประเมิน ราคาที่ดิน เป็นมูลค่าร้อยละ ๔๙ ของเงินลงทุน

ประเภทที่ ๔ ดำเนินการโดยบริษัทต่างประเทศ

ถึงแม้รัฐบาลกลางของจีน จะมีนโยบายการให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ แก่นักลงทุนต่างประเทศแล้วก็ตาม ผู้นำของพรรคและรัฐบาลท้องถิ่นต่าง ๆ มักจัดตั้งเขตส่งเสริมการลงทุน หรือจัดทำโครงการต่าง ๆ โดยยึดแนวทาง ของรัฐบาลกลางเพื่อชักชวนให้ ชาวต่างประเทศเข้าร่วมลงทุน โดยวิธีการชักชวนจะมีดังนี้

๑) จัดทำโครงการ เงื่อนไข เงินลงทุน ผลตอบแทนส่งไปตามสถานทูตจีนในประเทศต่าง ๆ เพื่อให้สถานทูตชักชวนชาวต่างประเทศให้เข้ามาร่วมลงทุน

๒) จัดทำโครงการ และจัดนิทรรศการทางการค้า หรือจัดงานสนทนาทางการค้า และเชิญภาคเอกชนของประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมงาน โดยเน้นกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน คือ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี รัสเซีย คาซัคสถาน และยุโรปตะวันออก ฯลฯ

๓) จัดทำโครงการ ชักชวนเผยแพร่ตามสื่อมวลชนต่าง ๆ

การลงทุนของต่างประเทศ และภาคเอกชนในจีน มีมูลค่าดังนี้คือ

๑) การลงทุนจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีชาวต่างประเทศ ลงทุนในจีน ๒๙๓,๕๕๖ โครงการ/บริษัท ด้วยเงินทุนตามสัญญา ๔๙๒.๓ ดอลลาร์สหรัฐฯ และเป็นเงินลงทุนจริง ๑๙๗.๙ พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยประเทศไทย นับเป็นผู้ลงทุนในจีน สูงเป็นลำดับที่ ๑๐ ทั้งนี้วิกฤติเศรษกิจในเอเชีย ทำให้จีนคาดว่า อาจจะส่งผลกระทบ ต่อเงินลงทุน ของต่างประเทศในจีน ดังนั้นในปี ๑๙๙๘ จีนจึงใช้นโยบาย สิทธิพิเศษ ทางด้านภาษ ีสำหรับนักลงทุน ต่างประเทศ ซึ่งจะเข้ามาลงทุน ในภาคอุตสาหกรรม ที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ซึ่งจะมีส่วนช่วย ให้อตราการเติบโต ของการลงทุน ต่างประเทศ ยังคงเป้นไปอย่างต่อเนื่อง

๒) การลงทุนของภาคเอกชน ปัจจุบัน บริษัทเอกชน ในจีนได้ขยายตัว อย่างรวดเร็ว จนมีจำนวนถึง ๘๐๐,๐๐๐ บริษัท ซึ่งในจำนวนนี้ มากกว่า ๑๐๐ บริษัทมีเงินลงทุนมากกว่า ๑๐ ล้านหยวน (๑.๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ) และอีก ๔๐ บริษัทมีเงินลงทุน มากกว่า ๑๐๐ ล้านหยวน (๑๒ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ) ซึ่งสำนักงาน สถิติแห่งชาติจีน รายงานว่าในรอบ ๑๐ เดือนแรกของปี ๑๙๙๗ บริษัทเอกชน มีกำไร ๑๑๘.๕๕ พันล้านหยวน (๑๔.๒๘ พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ )

บริษัทเอกชนในจีน ยังดำเนินธุรกิจ ในลักษณะธุรกิจ ครอบครัว ซึ่งร้อยละ ๓๗.๖ มักมีผู้บริหาร เป็นเครือญาติ เพื่อน หรือฝากฝังกันมา จึงทำให้การพัฒนาบริษัทเอกชน ให้เป็นมาตรฐาน เป็นไปด้วยความยากลำบาก ประกอบกับเงินทุน และเทคโนโลยีที่ยังต่ำ ทั้งนี้การเริ่มต้น ของบริษัทเอกชนในจีน จะเริ่มจากอุตสาหกรรม การผลิตที่ใช้แรงงาน และเทคโนโลยีที่ง่าย ๆ

การลงทุนของไทย ในจีนนับว่ามีจำนวนมาก จนติดลำดับต้น ๆ ของชาวต่างประเทศ ในการลงทุนในจีนคือ

๑) นักลงทุนไทย เกือบจะเป็นกลุ่มแรก ๆ ของชาวต่างประเทศ ที่เข้าไปลงทุนในจีน โดยกลุ่มคนไทยกลุ่มแรก ที่เข้าไปลงทุนในจีน คือเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือกลุ่ม ซีพี.ทั้งนี้เนื่องจาก เจ้าของธุรกิจ มีความสนิทสนมกับผู้นำจีน และเคยมีส่วน ให้การช่วยเหลือ เกื้อกูลทางด้านต่าง ๆ กันมา

๒) ในรอบ ๑๐ ปีที่ผ่านมา นักลงทุนไทย เข้าไปลงทุนในจีน เป็นจำนวนมาก ทำให้นักลงทุนไทยกลายเป็นนักลงทุนต่างชาติสูงเป็นลำดับที่ ๘ ในปี ๑๙๙๓ – ๑๙๙๔ แต่ในปัจจุบันการลงทุนได้ลดลงทำให้ไทยเป็นนักลงทุนสูงเป็นลำดับที่ ๑๐ โดยมีโครงการลงทุนมากกว่า ๒,๐๐๐ โครงการ มูลค่ามากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

๓) บริษัทไทย รายสำคัญ ที่เข้าไปลงทุนในจีน ได้แก่ เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือกลุ่ม ซีพี.บริษัทเกษตรรุ่งเรืองพืชผล กลุ่มสหยูเนียน ทั้งนี้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ลงทุนในกิจการ เกือบทุกประเภท ทั่วประเทศจีน ยกเว้น เขตปกครองตนเองทิเบต และซินเกียง

๔) บริษัทไทย ที่ประสบความสำเร็จ ในการลงทุนในจีนมักจะยึดหลักการ ๕ ข้อคือ มีผู้ร่วมทุนที่ดี เลือกทำเลที่เหมาะสม มุ่งเน้น Long – Term Commitment มากกว่าการแสวงหากำไร ในระยะสั้น นำเทคโนโลยีเข้าไป (ทั้งที่เป็นของตนเอง หรือซื้อจากต่างประเทศ) และต้องยึดหลัก มิตรภาพและบุญคุณ

๕) การลงทุนของไทย กระจายอยู่ตามสาขาต่าง ๆ ตั้งแต่ อุตสาหกรรมการเกษตร การพลังงาน การก่อสร้าง ไปจนถึงภาคการบริการ เช่น ธนาคาร ร้านอาหาร โรงแรม เบียร์ สถานีบริการน้ำมัน และโรงไฟฟ้า

เครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเข้าไปลงทุนในจีนในปลายทศวรรษที่ ๑๙๗๐ นั้นนับว่าประสบความสำเร็จ ในการลงทุน โดยกลุ่มเจริญโภคภัณฑ์ เริ่มต้นกิจการในเรื่อง เทคโนโลยีทางการเกษตร และขยายกิจการ ไปในด้านต่าง ๆ เกือบทุกด้าน และเกือบทุกมณฑล ยุทธศาสตร์ ที่ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ ประสบความสำเร็จในจีนคือ การแบ่งปันผลประโยชน์ ให้กับเกษตรกรจีน การพัฒนา ความสัมพันธ์อันดี กับกลุ่มเกษตรกร และผู้นำจีน จนทำให้กลุ่มเกษตรกร และผู้ซื้อสินค้ามีความจงรักภักดี กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ นอกจากนี้ สินค้าที่เผยแพร ่ยังเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านราคา รวมทั้งลดต้นทุน ด้านการโฆษณา จนกระทั่งกลายเป็นผู้นำ ทางการตลาด

ในปี ๑๙๙๗ ซึ่งทางการไทย ได้ใช้นโยบาย ลดค่าเงินบาทนั้น เครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้ใช้โอกาสดังกล่าว ขายกิจการที่มีกำไรน้อย หรือไม่มีกำไร เพื่อนำเงิน ไปใช้หนี้ต่างประเทศ ที่ได้ยืมมาลงทุน อย่างน้อยที่สุด หากรัฐบาลจีน ลดค่าเงิน สกุลหยวนของจีน เครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็จะขาดทุนไม่มากนัก จากการลดค่าเงินของจีน  การดำเนินกรรมวิธีข้างต้น ทำให้เครือเจริญโภคภัณฑ์ มีธุรกิจในกลุ่มที่ตนเอง มีความเชี่ยวชาญ และมีกำไรเท่านั้น ดังนั้นจึง ตัดความกังวลในเรื่อง การลดค่าเงินจีนไปได้ หากในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลจีน ลดค่าเงิน เพื่อช่วยผยุงราคาสินค้า หรือเพื่อช่วยให้ สินค้าจีน มีโอกาสในการแข่งขัน ในตลาดโลกก็ตาม เครือเจริญโภคภัณฑ์ ก็จะไม่ได้รับผลกระทบ แต่อย่างใด ผู้บริหาร ของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในจีน เคยเปิดเผยว่าได้ลงทุน ใน ๒๙ มณฑล ๘๐ เมือง จากผลิตภัณฑ์หลักคือ อาหารสัตว์ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ และหมู เคมีภัณฑ์ด้านการเกษตร ทำให้มียอดขายเฉลี่ย ปีละ ๓๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากเงินลงทุน ๑,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนธุรกิจอื่น คือสถานีบริการน้ำมัน การเพาะพันธ์ปลา โรงงานผลิตเบียร์ ธุรกิจค้าปลีก และโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ ฯลฯ

สำหรับการค้าไทย – จีนนั้น เพิ่มขึ้นทุกปี โดยปี ๒๐๐๐ มีมูลค่าการค้า ๒๔๘,๙๘๔.๑ ล้านบาท เป็นการส่งออก ๑๑๓,๒๘๑.๓ ล้านบาท นำเข้า ๑๓๕,๗๐๒.๘ ล้านบาท หรือขาดดุลการค้า ๒๒,๔๒๑.๕ ล้านบาท ส่วนปี ๒๐๐๑ มีมูลค่าการค้า ๒๙๒,๒๘๒.๕ ล้านบาท เป็นการส่งออก ๑๒๗,๒๒๒.๓ ล้านบาท นำเข้า ๑๖๕,๐๖๐.๒ ล้านบาท หรือขาดดุลการค้า ๓๗,๘๓๗.๙ ล้านบาท

ในพื้นที่ภาคใต้ จีนก็พยายามส่งเสริมการค้าไทย – จีน โดยพัฒนา เส้นทางน้ำในแม่น้ำโขง ด้วยการระเบิดเกาะแก่งต่าง ๆ เพื่อความสดวก ในการเดินเรือ โดยจะให้เรือขนาด ๑๐๐ ตันสามารถแล่นผ่านไปมา ได้ตลอดทั้งปี และในขั้นตอนสุดท้าย คือในปี ๒๐๐๗ จะปรับปรุงให้เรือขนาด ๕๐๐ ตัน สามารถแล่นได้ตลอดปี ทั้งนี้การระเบิด เกาะแก่งดังกล่าว อาจจะส่งผลกระทบ ต่อสิ่งแวดล้อมของชาวบ้าน ๓ หมู่บ้านใน ๓ ตำบลคือ ต.เวียง ต.ริมโขง และ ต.ศรีดอนชัย อ.เชียงของ จ.เชียงราย จำนวน ๑,๗๙๕ ครัวเรือน อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การปรับปรุง เส้นทางเดินเรือยังไม่แล้วเสร็จ ก็ยังมีสินค้าจีน ที่ลักลอบเข้ามาจำหน่ายในไทย เป็นจำนวนมาก ทั้งสินค้าประเภท เครื่องอุปโภค บริโภค และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ใช้เทคโนโลยีไม่สูงนัก ด้วยราคาที่ค่อนข้างต่ำ โดยสินค้าจีนเหล่านี้ มีทั้งที่ลักลอบเข้ามา ทางภาคเหนือ ภาคใต้ และรวมทั้งภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยังไม่มีใครทราบมูลค่า และจำนวนสินค้าที่แน่นอน ของสินค้าเหล่านี้ เนื่องจากเป็นการค้านอกระบบ

อุปสรรคของชาวต่างประเทศ ในการลงทุนในจีนนั้น ค่อนข้างมีมาก แต่นักลงทุนชาวต่างประเทศ ก็ยังมุ่งหน้าไปลงทุนในจีน เท่าที่มีการเปิดเผย อุปสรรคของการลงทุนในจีนคือ

๑) นักลงทุนชาวต่างประเทศ ไม่ทราบข้อมูลที่แท้จริง เกี่ยวกับการลงทุนในจีน รวมทั้งยังมีแนวความคิด ที่ผิดพลาด โดยเห็นว่าจีนมีประชากร มากกว่า ๑,๒๐๐ ล้านคน จึงเป็นตลาดที่ใหญ่ น่าที่จะทำกำไรได้มหาศาล จึงเข้ามาลงทุนในจีน โดยที่ไม่มีการศึกษาให้ถ่องแท้

๒) นักลงทุน ชาวต่างประเทศบางคน ที่ส่งสินค้ามาจำหน่ายในจีน ต้องการย้ายฐานการผลิตมาจีน โดยคาดว่า น่าที่จะสามารถ ลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษีนำเข้า และค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำ จึงประสบความล้มเหลว ในการทำงาน เนื่องจากค่าจ้างแรงงาน ไม่ต่ำเท่าที่คิด และยังมีรายจ่ายอื่น ๆ แฝงอยู่อีกเป็นจำนวนมาก

๓) การผลิตสินค้า เพื่อจำหน่ายในจีน โดยตรงนั้น ไม่สามารถจำหน่ายได้มาก เนื่องจากกำลังซื้อของประชาชน ในพื้นที่ต่ำ และค่านิยมของชาวจีน ที่นิยมสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ

๔) จีน เป็นประเทศที่มีพื้นที่ใหญ่ เป็นลำดับที่ ๓ ประชากรกระจัดกระจายทั่วไป ดังนั้นการคมนาคม จึงเป็นสิ่งสำคัญ สำหรับการกระจายสินค้า และการดำเนินการด้านการตลาด

๕) การผิดสัญญาต่าง ๆ ของภาคเอกชนจีน ที่ร่วมทุนด้วย ที่ผ่านมารัฐบาลจีน ค่อนข้างเพิกเฉย หรือถ้าเป็นประโยชน์ ต่อประเทศจีน ก็มักละเลยไม่ปฏิบัติตามสัญญา เช่น การขายยางพาราให้จีน หากราคายางพาราตกต่ำ จีนมักผิดสัญญา

๖) การจ้างงานซึ่งมี ๒ ลักษณะ คือ

– หากเป็นบริษัทเอกชน ของต่างประเทศโดยตรง จะต้องว่าจ้าง ผ่านหน่วยงาน หรือ องค์กรของรัฐบาลจีน ที่เรียกว่า FESCO ซึ่งอัตราการว่าจ้างดังกล่าว ค่อนข้างสูง โดยเหตุที่หน่วยงาน ของรัฐบาล จะหักค่าใช้จ่าย จากลูกจ้างไปทุกเดือน เดือนละ ๔๕ – ๕๕ % เนื่องจากลูกจ้าง ยังคงต้องพึ่งพา ระบบสวัสดิการ ของรัฐ เช่น บ้านเช่าราคาถูก ซึ่งลูกจ้างท้องถิ่น ประเภทดังกล่าว ไม่กระตือรือล้น ในการทำงาน เนื่องจากหากตนเอง ถูกไล่ออก ก็ยังได้รับเงินเดือน จากหน่วยงานของรัฐบาล ที่ตนเองสังกัดอยู่

– การว่าจ้างโดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทร่วมทุน ซึ่งการว่าจ้างโดยตรงนี้ ค่าจ้างแรงงาน อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่า เนื่องจากไม่ถูกหน่วยงาน ของรัฐบาลจีน หักเงินเดือน อย่างไรก็ตาม บริษัทร่วมทุน ยังต้องดูแลในเรื่องที่พัก อาหาร สวัสดิการต่าง ๆ ปัจจุบันรัฐบาลจีน ได้เริ่มใช้ระบบ ประกันสังคม เพื่อลดภาระของรัฐบาล ในการดูแลประชาชนชาวจีน

๗) ต้นทุนการผลิตที่สูง เช่น สวัสดิการต่าง ๆ สำหรับคนงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ถูกรีดไถ โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และรวมทั้งค่าจ้างแรงงาน ล่วงเวลา ค่อนข้างสูง

๘) ความไม่กระตือรือล้น ในการทำงาน ของลูกจ้างชาวจีน อันเนื่องมาจาก ความเคยชิน ในระบอบ สังคมนิยมคอมมิวินิสต์ มากว่า ๕๐ ปี

๙) สังคมจีน ยังเป็นสังคมเกษตรกรรม เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่เริ่มหลั่งไหล เข้าไปสู่จีนนั้น ยังเป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย และชาวจีน ไม่มีความสามารถ ที่จะเรียนรู้ ในระยะเวลาอันสั้น ถึงแม้ชาวจีน จะเริ่มผลิตสินค้าไฮเทค โนโลยีได้ แต่การตรวจซ่อมนั้น ยังเป็นสิ่งที่ยุ่งยาก สำหรับชาวจีน และช่างเทคนิค ของชาวจีน ยังไม่มีประสบการณ์ ในการซ่อมแซม เครื่องอิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ อย่างเพียงพอ

๑๐) การเจรจาต่าง ๆ กับรัฐบาลจีน ทั้งรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น เป็นไปด้วยความล่าช้า หากต้องการความรวดเร็ว จะต้องเสียเงิน ให้กับเจ้าหน้าที่ในระดับต่าง ๆ ที่ผ่านมา กลุ่มนักธุรกิจไทย ที่มีความสนิทสนม กับผู้นำรัฐบาลกลางนั้น ยังถูกปฏิเสธ จากผู้นำรัฐบาลท้องถิ่น และบริษัทในเครือ จำนวนมาก ถูกรัฐบาลท้องถิ่นรีดไถ อย่างไรก็ตา มเรื่องดังกล่าว กลุ่มนักธุรกิจไทย ถือว่าเป็นเรื่องปกติ และนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้าไปรวม ในต้นทุนการผลิต

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด ในเรื่องการถูกคดโกง คือ กรณีที่นักลงทุนไทย ได้ลงทุนร่วมกับคนจีน ในการก่อสร้าง อาคารเสียนเฉิง ที่นครเซินเจิ้น และถูกคนจีนคดโกง จนกระทั่ง มีการฟ้องร้องกันขึ้น ซึ่งศาลฎีกาของจีน ได้มีคำพิพากษา ตัดสินเมื่อเดือน ก.ค.๔๑ รวม ๒ ประเด็นคือ

๑) คืนทะเบียนบริษัท อาคารเสียนเสิง และ
๒) ยกเลิกทะเบียน ของบริษัทหงซัง

ซึ่งนักลงทุนจีน ได้จดทะเบียนไว้ แต่ปรากฏว่าฝ่ายจีน ไม่ยอมปฏิบัติตาม คำพิพากษา ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตไทย ได้พยายามขอให้จีน ปฏิบัติตามคำพิพากษา แต่ไม่เป็นผล
จนกระทั่งรัฐบาลไทย ต้องติดต่อกับ กระทรวงการต่างประเทศจีน ในกลางปี ๒๕๔๓ เพื่อขอให้ช่วยเร่งรัด รัฐบาลท้องถิ่นของจีน ในการดำเนินการ ตามคำพิพากษาด้วย

๑๑) จีน ควบคุมเงินตราต่างประเทศ อย่างเข้มงวด ดังนั้น การนำเงินตราต่างประเทศ ออกนอกจีน จึงไม่สดวกเท่าที่ควร รวมทั้งเมื่อบริษัทเอกชน ต่างประเทศ ได้รับกำไรแล้ว มักถูกชักชวน ให้นำกำไร ไปลงทุนในกิจการอื่น โดยอ้างเรื่อง การลดหย่อนภาษี เช่น การขยายกิจการ ของบริษัทที่มีชื่อ ของคนไทย ไปยังมณฑลห่างไกล

หลายฝ่ายคาดว่า การเข้าเป็นสมาชิก องค์การการค้าโลก ของจีน จะกระตุ้นให้จีน ปรับค่าเงินหยวนใหม่ แต่ก็ไม่ได้ผูกมัดจีน ต้องเปิดตลาดทุน หรือดุลการชำระเงิน อย่างทันที  นอกจากนี้ ยังเห็นว่า การรักษาเสถียรภาพ ค่าเงินหยวน จะเป็นอุปสรรคกับจีนเอง เพราะทำให้การบริหาร ด้านการเงิน ทำได้ยาก และการปรับค่าเงินหยวน อาจส่งผลกระทบ ไปหลายประเทศ ดังเช่นวิกฤติเศรษฐกิจ ในปี ๑๙๙๗ นักลงทุนไทย จำนวนมาก ประสบความล้มเหลวในจีน และนักลงทุนเหล่านี้ มักเดินทางกลับไทย โดยที่ไม่เคยให้ข้อมูล เกี่ยวกับสาเหตุ ของความล้มเหลว แก่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง สำนักงานพาณิชย์ไทย ในกรุงปักกิ่ง หรือสถานกงสุลไทยในจีน แต่อย่างใด เนื่องจากความอับอาย  แต่นักลงทุนเหล่านี้ จะขอความช่วยเหลือ ในกรณีที่ถูกคดโกงเงิน จำนวนมหาศาล หรือนอกจากถูกคดโกงแล้ว เจ้าของกิจการ ยังถูกจับกุมคุมขังในจีน จึงจะเข้าร้องเรียน ขอความช่วยเหลือ จากทางราชการ  อย่างไรก็ตาม เมื่อนักลงทุนไทย เข้าร้องเรียนแล้ว มักไม่ให้ข้อเท็จจริง หรือข่าวสาร ที่นักลงทุนไทยให้เจ้าหน้าที่นั้น ไม่สามารถพิสูจน์ทราบได้ว่า จริงหรือไม่ ทำให้การให้ความช่วยเหลือ เป็นไปด้วยความยากลำบาก ที่ผ่านมา เมื่อได้รับการร้องเรียน จากนักลงทุนไทยแล้ว ส่วนใหญ่ฝ่ายไทย จะขอควมมร่วมมือจ ากเครือเจริญโภคภัณฑ์ ในการตรวจสอบข่าว การว่าจ้างทนายความ การติดตามผล การพิจารณาคดีในศาล ฯลฯ เนื่องจากเครือเจริญโภคภัณฑ์ มีบริษัทในเครือ อยู่เกือบทุกเมือง/มณฑล

นักลงทุนไทย ขาดข้อมูลที่ชัดเจน ขาดความรู้ความเข้าใจ ในนิสัยของคนจีน ซึ่งถูกสังคมคอมมิวนิสต์ หล่อหลอมมานับกึ่งศตวรรษ ไม่เข้าใจภาษาจีน และกฏหมายต่าง ๆ ของจีนดีเพียงพอ และขาดแคลนเงินทุน รวมทั้งยังเข้าใจคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับประเทศจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องที่เห็นว่าจีน เป็นตลาดใหญ่ จะสามารถ สร้างความร่ำรวยขึ้นได้  ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้ว ถึงแม้ชาวจีนจะมีมากกว่า ๑,๒๐๐ ล้านคน ก็ไม่ได้หมายความว่า ประชาชนทั้ง ๑,๒๐๐ ล้านคนมีความต้องการ ในสินค้าประเภทเดียวกันทั้งหมด ทั้งนี้ เนื่องจากจีน มีประชาชนหลายระดับ กำลังซื้อแตกต่างกัน ทั้งในชนบทและในเมือง การแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น ในวงการธุรกิจต่าง ๆ จึงทำให้ ขาดการรวมกลุ่ม ของนักธุรกิจไทย ในการที่จะไปดำเนิน การลงทุนในจีน ดังนั้นข้อมูล เกี่ยวกับเศรษฐกิจจีน หรือข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนในจีน จึงกระจัดกระจาย ตามหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ สมาคมมิตรภาพไทย – จีน สภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรม แห่งประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย กรมศุลกากร ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ เช่น ธนาคารกรุงเทพฯ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย ธนาคารทหารไทย หรือตามสถาบัน การศึกษาต่าง ๆ เช่น สถาบันราชภัฎเชียงใหม่ สถาบันไทย – จีนศึกษา มหาวิทยาลัย หัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ แม้จะมี หลายหน่วยงาน รวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับประเทศจีน ไว้ก็ตาม การประสาน ขอข้อมูล ก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ต่างฝ่ายต่างเก็บไว้ เป็นความลับ นอกจากนี้ ข้อมูลที่ทางการไทย รวบรวมกับข้อมูลที่ฝ่ายจีนรวบรวม ก็ยังมีความแตกต่างกัน อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งอาจจะเกิดจาก กรรมวิธีในการรวบรวมข้อมูล ที่แตกต่างกัน หรืออาจจะมีการปกปิดข้อมูลบางอย่างไว้ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนหน้าใหม่ ควรศึกษาข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะข้อแนะนำ และข้อพึงระวัง สำหรับนักท่องเที่ยว และทำงาน โดยติดต่อขอได้ที่ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งข้อมูลดังกล่าว สถานกงสุลใหญ่ ณ นครคุนหมิง เคยจัดทำไว้เมื่อปี ๒๐๐๐ โดยมีหัวข้อสำคัญเช่น ระบบเงินตรา ระเบียบศุลกากร ข้อแนะนำและพึงระวัง สำหรับนักท่องเที่ยว ข้อแนะนำและพึงระวัง สำหรับผู้ที่จะไปทำงานในจีน ข้อแนะนำด้านวัฒนธรรม

นอกจากนี้ ปัญหาเศรษฐกิจจีน ในปัจจุบัน ก็อาจจะส่งผลกระทบ ต่อนักลงทุนไทย อาทิ ปัญหาการว่างงาน จากคนที่ถูกปลด จากรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ปัญหาหนี้เสีย ของธนาคาร การปรับปรุง ระบบการประกันสังคม ซึ่งจะทำให้ ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้น ความพยายามสนับสนุน ให้ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ ความพยายาม ในการเร่งพัฒนา ภาคกลางและภาคตะวันตก การสนับสนุนของรัฐบาลจีน ให้บริษัทท้อถิ่นจีน สามารถแข่งขันในตลาด การปฏิรูปวิสาหกิจ และข่าวลือ เกี่ยวกับการลดค่าเงินหยวน หรือเงินสกุล RMB การขยายตัว ทางเศรษฐกิจของจีน รวมทั้งยังพยายามดึงเงินลงทุน จากต่างประเทศ ทำให้ผู้นำของประเทศ เช่น นายกรัฐมนตรีมหาเธร์ โมฮัมหมัด ของมาเลเซีย ถึงกับกล่าวเมื่อ ๒๑ พ.ค.๒๐๐๒ ว่าจีนเป็นภัยคุกคาม ในด้านการดึงดูด เงินลงทุนโดยตรง ของต่างชาติ และกำลังจะเป็นภัยคุกคาม ต่อการค้าโลก ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากสินค้าจีน ที่มีราคาถูก จะสร้างความเสียหาย ให้กับเศรษฐกิจของชาติ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
นับแต่ปลายทศวรรษที่ ๑๙๙๐ เป็นต้นมา จีนได้ดึงเงินลงทุน จากต่างประเทศ เฉลี่ยปีละ ๔๐ พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมีแนวโน้มว่า ประเทศต่าง ๆ จะย้ายฐานการผลิต หรือโรงงานจากประเทศ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไทย และเม็กซิโก ไปยังจีน เช่น โตชิบา โซนี่ ล่าสุดอินเทล ได้ประกาศลงทุน ที่เซี่ยงไฮ้ ๑๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อผลิตไมโครโปรเซสเซอร์เพนเทียม ๔ ส่วนเดล ได้ย้ายฐานการผลิต เครื่องคอมพิวเตอร์ จากกัวลาลัมเปอร์ ไปเซี่ยเหมิน และรัฐบาลท้องถิ่น ของเมืองเซินเจิ้น ได้ประกาศจัดหาเงิน ๕ พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อขยายกิจการ อุตสาหกรรมแผงวงจรไฟฟ้า โดยจีน จะกลายเป็นแหล่งผลิตหลัก สำหรับอุตสาหกรรมอิเลคทรอนิคส์ชั้นสูง

: . การศึกษา . :

 

นับแต่ที่จีน มีนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ และเปิดประเทศเป็นต้นมา ชาวต่างประเทศได้หลั่งไหล เดินทางไปศึกษาต่อในประเทศจีน เป็นจำนวนมาก และทวีจำนวนมากขึ้น เมื่อจีนเข้าสู่เวทีการค้าโลก โดยจีน ได้เปิดหลักสูตรการศึกษา สำหรับชาวต่างประเทศ ทางด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในสาขาวิชา วิทยาศาสตร์ การวิจัย วัฒนธรรม การศึกษา การค้าระหว่างประเทศ และเศรษฐศาสตร์ นอกจากนี้ จีนยังขยายความร่วมมือ ในโครงการแลกเปลี่ยนในด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ

นโยบายทางการศึกษา และขยายความร่วมมือกับต่างประเทศนั้น จีนอ้างว่าเพื่อพัฒนาความสัมพันธ์ และความเข้าใจอันดีงาม ระหว่างประชาชนชาวจีน กับประชาชนในโลก รวมทั้งเพื่อรักษาสันติภาพในโลก
ระบบการศึกษาในจีน ได้แบ่งออกเป็นระดับต่าง ๆ ที่สำคัญ รวม ๔ ระดับ คือระดับอนุบาลสำหรับเยาวชนอายุ ๓ – ๕ ปี ซึ่งจะศึกษาในโรงเรียนอนุบาล ระดับที่ ๒ เป็นระดับประถมศึกษา สำหรับเด็กนักเรียนอายุ ๖ – ๑๑ ปี ระดับมัธยมศึกษาสำหรับเด็กอายุ ๑๒ – ๑๗ ปี และระดับสุดท้ายคือ อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา

การเรียนในระดับประถมศึกษา ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่น เป็นผู้จัดการศึกษา แต่ยังมีโรงเรียนบางแห่ง เป็นของเอกชน

สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษานั้น ก็เช่นเดียวกับโรงเรียนประถมศึกษา คือมีทั้งโรงเรียนที่ดำเนินการโดยรัฐ และโรงเรียนที่ดำเนินการโดยเอกชน โดยระดับมัธยมศึกษาแบ่งออกเป็น ๒ ระดับคือระดับมัธยมต้น ซึ่งเป็นการศึกษาภาคบังคับ ๓ ปี และมัธยมปลาย ๓ ปี

ส่วนการศึกษาระดับสูง มีทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก โดยระดับปริญญาตรีใช้เวลาศึกษา ๔ – ๕ ปีปริญญาโทและเอก ใช้เวลาศึกษาประมาณ ๒ – ๓ ปี

ชาวต่างประเทศ ทั้งชาวเอเชียและชาวยุโรป นิยมเดินทางไปศึกษาในจีน ในขณะเดียวกันชาวจีนก็นิยมเดินทางไปศึกษาต่อในยุโรป แคนาดา รวมถึงไทยด้วย

สำหรับชาวต่างประเทศ ที่เดินทางมาศึกษาต่อในจีนนั้น เท่าที่ทางการจีน บันทึกไว้จะเฉลี่ยปีละ ๔๐,๐๐๐ คน จาก ๑๒๕ ประเทศ ซึ่งชาวต่างประเทศ จะมาศึกษาอบรมทางด้านภาษาจีน ในหลักสูตรสั้น ๆ ศึกษาต่อระดับปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งรับทุนมาทำงานวิจัยในจีน

ส่วนหลักสูตรการฝึกอบรมสั้น ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมกันมากจะมีทั้งวรรณคดีจีน เศรษฐศาสตร์ กฏหมายจีน ยาสมุนไพรจีน แพทย์แผนโบราณ ศิลปะ และการกีฬา ฯลฯ

สถาบันการศึกษาระดับสูง เป็นจักรกลที่สำคัญในการขับเคลื่อน ทางด้านวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจจีน ดังนั้นในปัจจุบันจีนจึงมีสถาบันการศึกษา ระดับสูงทั่วประเทศ ๑,๐๒๐ แห่ง ซึ่งในปี ๑๙๙๗ มีนักศึกษาระดับปริญญาโท ๑๗๖,๔๐๐ คน นักศึกษาปริญญาตรี ๓,๑๗๒,๗๐๐ คน  เพื่อให้การศึกษาในระดับสูง ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ในเรื่องคุณภาพทางการศึกษา จีนจึงเข้มงวดในเรื่องการสอบ เพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ซึ่งนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา จากโรงเรียนมัธยมศึกษา จะต้องสอบคัดเลือกในระดับชาติ เพื่อเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ซึ่งจะมีขึ้นปีละ ๑ ครั้งในเดือน ก.ค.ของแต่ละปี การศึกษาเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย หรือสถาบันที่สูงกว่าจะแบ่งการศึกษาออกเป็นปีละ ๒ ภาคการศึกษา ภาคการศึกษาละ ๒๐ สัปดาห์ โดยเริ่มต้นภาคการศึกษาแรกในเดือน ก.ย.

การศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะมี ๑๒ สาขาวิชาที่สำคัญคือ ปรัชญา เศรษฐศาสตร์ นิติศาสตร์ (หมายรวมถึงการเมือง สังคมวิทยา) คณิตศาสตร์ ครุศาสตร์ (รวมถึงพลศึกษา) วรรณคดี (ภาษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และบรรณารักษ์ศาสตร์) ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ รัฐประศาสนศาตร์ แพทยศาสตร์ และการทหาร

หลักสูตรที่ชาวต่างประเทศ นิยมมาศึกษา จะเป็นหลักสูตรระยะสั้น ระยะเวลาศึกษา ๔ – ๒๐ สัปดาห์ ทางด้านวรรณคดี การประดิษฐ์อักษร เศรษฐศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ นิติศาสตร์ สมุนไพรจีน หรือแพทย์จีนแผนโบราณ วิทยาศาสตร์ ศิลปะ การกีฬา ซึ่งจะมีมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยกว่า ๒๐๐ แห่งพร้อมรับนักศึกษาต่างประเทศ

ผู้ที่ต้องการศึกษาสามารถติดต่อ ที่ฝ่ายการศึกษาของสถานทูตจีน ในประเทศต่าง ๆ ได้ หรืออาจจะติดต่อโดยตรงกับสถานบันการศึกษา ซึ่งผู้ที่จะขอรับการตรวจลงตรา เพื่อเดินทางไปศึกษาต่อ จะต้องมีอายุระหว่าง ๑๖ – ๖๐ ปี สุขภาพดี กรอกรายละเอียดในแบบฟอร์ม และขอรับการตรวจลงตราประเภท F จากสถานทูตหรือสถานกงสุลจีนในพื้นที่

ค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียน

ระดับการศึกษา ค่าเล่าเรียนต่อปี/มาตรฐาน

ศึกษาภาษาจีนระดับปริญญาตรี ๑,๗๐๐ – ๓,๒๐๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ
ปริญญาโท ๒,๗๐๐ – ๗,๔๐๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ
ปริญญาเอก ๒,๙๐๐ – ๘,๔๐๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ
หลักสูตรระยะสั้น ๓๕๐ – ๑๒,๐๐๐ ดอลลาร์ต่อเดือน

ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าลงทะเบียน เฉลี่ย ๕๐ – ๑๐๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ ค่าที่พัก ๒ – ๓ ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน ค่าวัสดุการศึกษา ๓๐ – ๕๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ และค่าอาหาร ๔๐ – ๖๐ ดอลลาร์สหรัฐฯต่อเดือน

ทั้งนี้ชาวต่างประเทศ จะต้องชำระเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

ก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปเป็นคอมมิวนิสต์นั้น คนไทยเชื้อสายจีน นิยมส่งบุตรหลานตนเองไปเรียนที่จีน แต่เมื่อจีน เปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ๒๕๙๒ หรือ ค.ศ.๑๙๔๙ และยุติการติดต่อ ทางด้านการทูตกับไทย ก็ทำให้คนไทยเชื้อสายจีนที่กำลังศึกษาต่อในจีน ตกค้างอยู่ในจีนเป็นจำนวนมาก คนไทยเหล่านี้จึงได้สมรสกับชาวจีน และประกอบอาชีพในจีน จนกลายเป็นประชาชนชาวจีนเต็มตัว ปัจจุบันคนไทยเหล่านี้ ล้วนแล้วแต่สูงอายุ และเท่าที่รวบรวมได้เฉพาะในกรุงปักกิ่งน่าที่จะมีประมาณ ๒๐๐ คน ส่วนที่เมืองซัวเถา ก็ยังคงมีประมาณ ๑๐๐ คน  ถึงแม้ไทย จะเริ่มสถาปนา ความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน และมีความสัมพันธ์ฉันท์มิตรมากขึ้น คนไทยที่ตกค้างในจีนเหล่านี้ ซึ่งญาติพี่น้องในไทย ล้วนแต่เป็นตระกูลที่มีชื่อเสียง และร่ำรวย ก็ไม่คิดที่จะเดินทาง กลับมาพักอาศัยในไทย มีเพียงได้รับเงินทอง จากญาติมิตรในไทย ให้เดินทางมาเยี่ยมญาติในไทยเท่านั้น คนไทยเหล่านี้ไม่ยินดีที่จะพักในไทย เนื่องจากจะมีปัญหาในเรื่อง การปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อม รวมทั้งมีภาระทางครอบครัวอยู่ในจีน

ประมาณ ๑๐ ปีที่ผ่านมาคนไทย เริ่มนิยม ที่จะเดินทางไปเรียนในจีนมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องภาษา ซึ่งนักเรียนไทยเหล่านี้ จะเรียนทั้งในหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรระยะยาว มีทั้งที่เดินทางไปเรียนด้วยทุนส่วนตัว และด้วยทุนของรัฐบาลจีน ตามโครงการความร่วมมือ และแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลจีน ในขณะเดียวกัน จีนก็ส่งนักเรียนมาเรียนภาษาไทยด้วย เช่น คุณอรุณี (Cao XingCha) ซึ่งประจำกองบรรณาธิการ นิตยสารภาพจีน ฉบับภาษาไทย และทำหน้าที่เป็นล่าม ให้กับกระทรวงวัฒนธรรมของจีน ก็มาเรียนต่อที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ด้วยเช่นกัน
คนไทยหรือนักเรียนไทยที่ได้รับทุนจากรัฐบาลจีน เมื่อเรียนสำเร็จแล้วส่วนหนึ่งกลับมาสอนภาษาจีนตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ส่วนคนจีน ที่มาเรียนต่อภาษาไทยในไทย ก็กลับไปเป็นอาจารย์สอนภาษาไทย ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ของจีน หรือเป็นล่ามให้กับทางการจีน

 
สำหรับสถาบันการศึกษาชั้นนำ สำหรับชาวต่างประเทศที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเซี่ยงไฮ้ มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศปักกิ่ง มหาวิทยาลัยซิงหัว มหาวิทยาลัยปักกิ่ง (มีภาควิชาภาษาไทย ซึ่งอาจารย์ประจำเคยเดินทางมาศึกษาในไทย และอาจารย์บางคนยังเคยเดินทางมาสอนภาษาจีนในไทย)

ทบวงมหาวิทยาลัยของไทย เปิดเผยว่านับแต่สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต มีนักศึกษาจีนเข้ามาศึกษาในไทย ทั้งที่ได้รับทุนตามโครงการแลกเปลี่ยน ในระดับปริญญาตรี – โท และมาโดยทุนส่วนตัวประมาณ ๒,๐๐๐ คน ซึ่งในจำนวนนี้มีนักศึกษาจีนมาศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญแล้วประมาณ ๑,๐๐๐ คน

จากการที่จีนมีบทบาทในเวทีการค้าโลก ทำให้คนไทยสนใจเรียนภาษาจีนกลางมากขึ้น และยังเปิดโรงเรียนหรือสถาบันสอนภาษาจีนในไทยมากกว่า ๒๐๐ แห่ง โดยครูอาจารย์ส่วนหนึ่ง จะเคยเป็นนักเรียนไทยในจีน และอีกส่วนหนึ่งได้ว่าจ้าง ครูอาจารย์จากจีนมาสอนในไทย ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีปัญหาการปรับตัวทั้งภูมิอากาศ การอยู่อาศัย อาหารการกิน ทำให้การสอนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

ส่วนครูอาจารย์ชาวจีนที่เคยมาศึกษาต่อทางด้านภาษาไทยในไทยเป็นระยะเวลาค่อนข้างนาน และกลับมาเป็นอาจารย์พิเศษ เพื่อสอนภาษาจีนในไทยอีกครั้งนั้น กลับเป็นบุคคลที่มีความเข้าใจในเรื่องไทย และสังคมไทย อย่างลึกซึ้ง จนสามารถถ่ายทอดความรู้ เกี่ยวกับภาษาจีนให้คนไทยเข้าใจได้ เช่น อาจารย์ฟู่ เจิงโหย่ว รองผู้อำนวยการสถาบันไทยศึกษา มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ซึ่งเคยเดินทางมาเป็นอาจารย์พิเศษ ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

สำหรับมหาวิทยาลัยปักกิ่งนั้น มีการเรียนการสอนภาษาไทยเป็นวิชาเอก มีคนจีนเข้าศึกษาประมาณ ๔๐ คน และทุกคนที่เข้าศึกษาล้วนแล้วแต่มีความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้ค่อนข้างดี และเมื่อจบการศึกษาแล้วจะเข้าทำงานที่บริษัทร่วมทุนไทย – จีน หรือรับราชการเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงวัฒนธรรม หรือกระทรวงความร่วมมือทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อรับผิดชอบการค้าไทย – จีน รวมทั้งบริษัทท่องเที่ยวของจีน โดยทำหน้าที่เป็นไกด์

สำหรับสถาบันไทยศึกษา ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งนั้นเป็นความร่วมมือระหว่างไทย – จีน เนื่องในโอกาสครบรอบ ๒๐ ของการสถาปนาความสัมพันธ์ไทยจีน ซึ่งในสถาบันไทยศึกษาจะมีคอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรแกรมภาษาไทย ห้องสมุดที่มีหนังสือและสิ่งพิมพ์สาขาต่าง ๆ ของไทย

สำหรับภาษาจีนกลาง ซึ่งคนไทยมักเรียกกันว่าแมนดาริน หรือผู่ตงฮั่วนั้น หากเป็นตัวเขียนภาษาจีน ซึ่งเรียกว่าภาษาฮั่นนั้น จีนได้ทำการปรับปรุงให้มีจำนวนขีดในตัวอักษรน้อยลง ในขณะที่อักษรตัวเต็มซึ่งมีจำนวนขีดมากมาย ที่จีนเรียกว่าภาษาโบราณนั้น ยังใช้กันอยู่ในไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ และในกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลอื่น ๆ เพื่อความสดวก แก่ชาวต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวตะวันตกที่จะศึกษาภาษาจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสารเพื่อการติดต่อธุรกิจ การศึกษา และการท่องเที่ยว จีนจึงได้กำหนดตัวเขียนภาษาจีน สำหรับชาวต่างประเทศ โดยใช้ตัวอักษรโรมัน และมีวรรณยุกต์กำกับอีก ๔ เสียง เรียกว่า พินอิน (PINYIN)  ดังนั้นชาวต่างประเทศ ในจีนจึงมักเรียนภาษาพินอินก่อน จนสามารถสนทนาภาษาจีนได้ และบางคนยังได้เรียนเพิ่มเติมสำหรับตัวเขียนภาษาจีนอีกด้วย ส่วนบุคคล ที่ไม่ได้เรียนพินอินมาก่อน เมื่อพบเห็นภาษาจีน ซึ่งใช้พินอินมักออกเสียง ในลักษณะที่เพี้ยนไป ซึ่งทำให้การสื่อความหมายเปลี่ยนแปลงไปด้วย เช่น WU ซึ่งภาษาจีนออกเสียงว่าอู่ ซึ่งแปลว่า ห้า แต่หากคนที่ไม่ได้เรียนภาษาจีนมักออกเสียงว่าหวู่ เช่น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีพายุดีเปรสชั่น พัดผ่านเวียดนามมาไทย คือพายุอู่คง แต่สื่อมวลชน ไทยกลับเรียกว่าหวู่คง ซึ่งเป็นการออกเสียงที่ค่อนข้างจะคลาดเคลื่อน เป็นต้น

จีนเห็นว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจีน และการเข้าสู่องค์การการค้าโลก ทำให้ภาษาจีนเริ่มมีความสำคัญ ในเวทีการค้าโลก ดังนั้นจีนจึงพยายามส่งเสริม การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
จีนยังจัดการทดสอบภาษาจีน สำหรับนักศึกษาต่างประเทศใน ๒๑ ประเทศทั่วโลก อาทิ สหรัฐฯ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย ญี่ปุ่น ซึ่งผู้สอบผ่าน จะได้รับการคัดเลือก และเชิญให้ไปสอบแข่งขัน เพิ่มเติมในรอบสุดท้าย ในกรุงปักกิ่ง ใน ๑๐ – ๑๘ ส.ค.๒๐๐๒ เพื่อรับทุนการศึกษาต่อภายในจีน

: . ศาสนา . :

 

คนทั่วไปเข้าใจว่าจีน เป็นประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ ดังนั้นจึงไม่น่าที่จะมีการนับถือศาสนาต่าง ๆ รวมทั้งการนับถือบรรพบุรุษ

แต่ตามข้อเท็จจริงแล้ว ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งเป็นเมืองหลวง กลับมีวัดวาอารามมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัดเก่าแก่ สมัยจักรพรรดิ์เฉียนหลง และมีพระจำวัดอยู่ ส่วนคนจีนรุ่นใหม่ ก็นิยมไปกราบไหว้บูชาพระตามวัดต่าง ๆ ในเทศกาลตรุษจีน หรือเทศกาลต่าง ๆ ค่อนข้างมาก ส่วนการบูชาและกราบไหว้บรรพบุรุษ ตามธรรมเนียมจีนโพ้นทะเลนั้น กลับไม่พบเห็นในเมืองหลวง ในยามเทศกาลตรุษจีน หรือวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีนนั้น ชาวจีนกลับนิยมเดินทางท่องเที่ยว พักผ่อน หรือพบปะญาติมิตรเท่านั้น ไม่มีการกราบไหว้บรรพบุรุษ อย่างธรรมเนียมนิยมของชาวจีน ในอดีตแต่อย่างใด
ซึ่งได้ยกเลิกเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์ และอีกครั้งเมื่อมีการปฏิวัติวัฒนธรรม อย่างไรก็ตามยังสามารถพบเห็นการบูชาบรรพบุรุษจากชาวจีนในชนบทที่ห่างไกลจากอำนาจรัฐ และรวมทั้งในกลุ่มชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม

จีนเป็นประเทศที่เคยรุ่งเรืองในเรื่องศาสนา วัฒนธรรม ปัจจุบันรัฐบาลจีนอ้างว่า ไม่ได้บีบบังคับในเรื่องความเชื่อทางศาสนา จีนอ้างว่ามีชาวจีน ๑๐๐ ล้านคนทั่วประเทศนับถือศาสนาต่าง ๆ เช่น ศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ รวมทั้งลัทธิเต๋า ซึ่งผู้ที่นับถือศาสนาต่าง ๆ ส่วนใหญ่เป็นชนชาติส่วนน้อยที่รัฐบาลจีนไม่พยายามเข้าไปเข้มงวดกวดขันมากนัก จนจะเป็นเหตุให้เกิดความไม่สงบในจีน  ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ นั้นรัฐบาลจีนไม่ได้ห้ามปรามการนับถือศาสนา หรือความเชื่อต่าง ๆ ดังนั้นในจีนจึงมีการนับถือศาสนาต่าง ๆ ผสมผสานกันเป็นจำนวนมาก ทั้งศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามและลัทธิเต๋า เช่นในกลุ่มชาวทิเบต มองโกเลีย และชาวไต ยังคงนับถือศาสนาพุทธ แม้ว เย้า นับถือศาสนาคริสต์ ส่วนชนชาติฮั่นมีความเชื่อในศาสนาพุทธ คริสต์ และลัทธิเต๋า

ศาสนาพุทธ เผยแผ่จากอินเดียสู่จีนในคริสตศตวรรษแรก และเริ่มแพร่หลายมากขึ้นในคริสตศตวรรษที่ ๔ โดยครั้งแรกได้เริ่มต้นในทิเบต และมองโกเลีย ที่เรียกว่าพระลามะ  ปัจจุบัน วัดในจีนล้วนแต่เป็นวัดเก่าแก่ ไม่มีการก่อสร้างวัดใหม่ ซึ่งวัดเก่า ๆ เหล่านี้มีจำนวนมากกว่า ๑๓,๐๐๐ วัด มีพระภิกษุและชี ๒๐๐,๐๐๐ รูป

ส่วนศาสนาอิสลามนั้น เผยแพร่เข้ามาในจีน เมื่อกลางคริสตศตวรรษที่ ๗ ในสมัยราชวงศ์ถังและราชวงศ์ซ่ง และพ่อค้าชาวอาหรับและเปอร์เซีย ซึ่งเดินทางระหว่างเอเชียกลาง ไปยังภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ปัจจุบันมีสุเหร่าในจีนมีมากกว่า ๓๐,๐๐๐ แห่ง และโต๊ะอิหม่ามมากว่า ๔๐,๐๐๐ คน

สำหรับคริสตศาสนานั้น เผยแพร่เข้ามาในจีนหลังคริสตศตวรรษที่ ๗ หลายครั้ง ครั้งที่สำคัญที่สุดคือหลังสงครามฝิ่นในปี ๑๘๔๐ ปัจจุบันมีชาวจีน นับถือศาสนาคริสต์ ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน นักบวช ๔,๐๐๐ รูป และโบสถ์มากกว่า ๔,๖๐๐ แห่ง
โปรเตสแตนต์เผยแพร่เข้ามาในจีนในต้นศตวรรษที่ ๑๙ และได้ขยายตัวออกไปอย่างรวดเร็วภายหลังสงครามฝิ่น มีผู้นับถือโปรเตสแตนต์ ๑๐ ล้านคน นักบวช ๑๘,๐๐๐ รูป และโบสถ์ ๑๒,๐๐๐ แห่ง

ที่สำคัญคือลัทธิเต๋า ซึ่งถือกำเนิดมาเมื่อประมาณ ๖๐๐ ปีก่อนคริสตกาล มีวัดลัทธิเต๋าประมาณ ๑,๕๐๐ วัด และนักบวช ๒๕,๐๐๐ รูป

โปรแกรมการท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศส่วนหนึ่งที่จีนจัดให้คือการเที่ยววัด ไม่ว่าจะเป็นวัดในกรุงปักกิ่ง เช่น วัดลามะ วัดระฆังใหญ่ หรือวัดตามเมืองท่องเที่ยวอื่น ๆ ซึ่งนักท่องเที่ยวจะพบเห็นชาวจีนสักการะพระพุทธรูปตามวัดต่าง ๆ อย่างเนืองแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนา กลิ่นควันธูปจะลอบคละคลุ้งไปหมด  การกราบไหว้พระพุทธรูปของชาวจีน อาจจะเกิดจากความเลื่อมใส หรือขาดสิ่งยึดเหนี่ยวในจิตใจ ยังไม่มีใครทราบ แต่วัฒนธรรมการกราบไห้วบูชาพระ ของชาวจีน แตกต่างจากชาวไทย หรือชาวจีนในไทยมาก เช่น  ธูปที่มีจำหน่ายในจีนจะไม่มีก้านธูป ซึ่งในไทยทำจากไม้ไผ่ ดังนั้นจึงไม่สามารถปักในกระถางธูปได้ เพราะความพยายามในการปักคือ การทำให้ธูปนั้นหักลง จึงต้องวางธูปนั้นไว้ในกระถางธูป รวมทั้งการจุดธูป เพื่อสักการะพระพุทธรูปนั้น คนไทยมักจุดธูปเพียง ๓ ดอกเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ในขณะที่ชาวจีน มักจุดธูปทั้งห่อ ซึ่งมีจำนวนประมาณ ๕๐ ดอก และวางไว้ในกระถางธูปขนาดใหญ่ ส่วนการกราบไหว้ ของชนชาวทิเบตนั้น มักกราบไหว้โดยนอนราบไปกับพื้น ที่บริเวณเบื้องหน้าพระพุทธรูป

คาดกันว่าหากจีน ยังคงพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างรวดเร็ว จนเกิดช่องว่างระหว่างชนชั้นแล้ว ในอนาคตคน จีนอาจจะต้องหาที่พึ่งทางจิตใจ เช่น การพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ มากขึ้น

. การเตรียมตัวเดินทาง . :

 

 
เมื่อตั้งใจว่า จะเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งแรกที่ทุกคน จะต้องดำเนินการ หรือจัดการให้เรียบร้อย คือหนังสือเดินทาง ซึ่งจะใช้ในการเดินทางเข้า ออกประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก หนังสือเดินทางโดยทั่วไปแล้วจะมี ๓ ประเภทคือ

– หนังสือเดินทางทูต
– หนังสือเดินทางราชการ
– และหนังสือเดินทางธรรมดา

ซึ่งหนังสือเดินทางทั้ง ๓ ประเภท จะมีความแตกต่างกัน ที่สีของหน้าปก โดย

– หนังสือเดินทางทูต จะมีปกสีแดง ใช้สำหรับข้าราชการ กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นนักการทูต หรือผู้ที่มีเอกสิทธิ์คุ้มกัน ทางการทูต และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง
– หนังสือเดินทางราชการ หน้า ปกสีน้ำเงิน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ จะออกให้กับข้าราชการไทย ที่จะเดินทางไปศึกษา อบรม ดูงาน หรือไปราชการต่างประเทศ ฯลฯ
– และประเภทสุดท้าย คือหนังสือเดินทางธรรมดา ซึ่งหน้า ปกมีสีน้ำตาล ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ออกให้กับบุคคลทั่วไป ซึ่งรวมถึงคนไทย ที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศด้วย

หนังสือเดินทางที่ใช้ ควรมีอายุไม่น้อยกว่า ๖ เดือน เนื่องจากอาจถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าเมือง เมื่อตั้งใจว่า จะไปต่างประเทศ ยกเว้นเมืองตามแนวชายแดนของไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอาจใช้หนังสือผ่านแดนได้ จะต้องไปทำหนังสือเดินทาง ที่กระทรวงการต่างประเทศ โดยกองหนังสือเดินทาง กรมการกงสุล จะมีหน้าที่ในการออกหนังสือเดินทางให้

 ไปขอวีซ่า หรือขอรับการตรวจลงตรา ที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทย ที่บริเวณถนนรัชดาภิเษก เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ หรือที่สถานกงสุลจีนในส่วนภูมิภาค  ซึ่งตามปกติแล้ว หากถือหนังสือเดินทางธรรมดา และต้องการไปท่องเที่ยว กับบริษัททัวร์ ก็ให้บริษัททัวร์ ดำเนินการให้ ราว ๆ ๓ วันทำการ หรือหากช้าหน่อยก็อาจจะเป็น ๔ วันก็จะได้วีซ่าเรียบร้อย โดยค่าธรรมเนียมต่าง ๆ จะรวมอยู่ในค่าเดินทางท่องเที่ยวอยู่แล้ว เพียงเตรียมเอกสาร สำหรับการยื่นขอวีซ่า ประกอบด้วย

– หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานมากกว่า ๖ เดือน
– รูปถ่าย ๑ – ๒ นิ้ว ๑ รูป สีหรือขาวดำก็ได้

ส่วนข้าราชการทั้งที่ถือหนังสือเดินทางทูต หรือหนังสือเดินทางราชการ หากจะเดินทางไปจีนไม่เกิน ๓๐ วันก็ไม่ต้องขอวีซ่าแต่อย่างใด เมื่อได้รับการตรวจลงตรา หรือวีซ่าแล้วสามารถพำนักได้ ครั้งละ ๓ เดือน และหากต้องการอยู่ต่อ สามารถติดต่อแผนก ต่างประเทศ สำนักงานรักษาความปลอดภัย สาธารณะกรุงปักกิ่งได้อีกครั้งละ ๑ เดือน และเมื่อเดินทางกลับไปแล้ว จะเดินทางกลับเข้าไปใหม่ จะต้องขอรับการตรวจ ลงตราใหม่  

ส่วนที่ต้องชำระเองคือ ค่าระวางน้ำหนักกระเป๋า ในส่วนที่เกิน ๒๐ กก. ค่าใช้จ่ายส่วนตัว เช่น ค่าโทรศัพท์ ค่าซักเสื้อผ้า รีดผ้า ค่าอาหาร และเครื่องดื่มที่สั่งพิเศษ นอกเหนือจากรายการ ที่ทางทัวร์จัดให้ ค่าทิปมัคคุเทศก์ท้องถิ่น รวมทั้งค่าซื้อหาสินค้า ที่ตนเองชื่นชอบ หรือต้องการนำมาฝาก เพื่อนฝูง
 
สำหรับการแลกเปลี่ยนเงิน เป็นสกุลเงินเหยินเหมินบี้ หรือเงินหยวน ของจีนนั้น  โดยเฉลี่ยประมาณ ๕ บาทเศษ หรือ ๑ ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ ๗.๙๐ หยวน
ที่ต้องระมัดระวังคือเรื่องน้ำหนัก ของสัมภาระที่จะนำติดตัวไป ต้องสอบถาม จากบริษัทให้เรียบร้อย ถึงค่าใช้จ่ายของน้ำหนักส่วนเกิน ที่จะต้องชำระเพิ่ม เพื่อนำไปรวม กับราคาสินค้า ที่จะซื้อหากลับมาจากจีน (เมื่อซื้อหาสินค้าจากจีนกลับไทย จะมีค่าใช้จ่ายคือ ค่าสินค้า ค่าขนส่ง ค่าภาษีศุลกากรที่ท่าอากาศยานกรุงเทพ ฯ และยังมีค่าขนส่งจากสนามบินกลับที่พัก จึงควรที่จะเปรียบเทียบกับราคาที่จำหน่ายในท้องตลาดของไทย ซึ่งมีผู้นำเข้า และอาจจะมีราคาที่ถูกกว่า)

ส่วนกล้องถ่ายภาพนั้น หากมีกล้องอัตโนมัติขนาดเล็ก ที่มีซูมระยะปานกลาง กระทัดรัดพกพาง่าย และภาพที่ได้มีคุณภาพดี พอสมควร ก็ดีกว่ากล้องขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นภาระในการท่องเที่ยว และยังเป็นปัญหา เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่ง ไม่อนุญาตให้นำกล้องถ่ายภาพ หรือกระเป๋าสะพาย เข้าไปในสถานที่นั้น ๆ

ส่วนกล้องถ่ายทำภาพยนตร์นั้น จะต้องขออนุญาต ต่อทางการจีนก่อน จึงจะได้รับอนุญาต ให้นำเข้าจีนได้ ซึ่งอาจจะต้องยื่นขออนุญาต จากสถานทูต หรือสถานกงสุลจีน ในประเทศต่าง ๆ พร้อมกับ ขอรับการตรวจ ลงตราหนังสือเดินทาง

ส่วนกล้องถ่ายภาพวิดีโอนั้นไม่น่าใช้ เนื่องจากเมื่อประมาณปี ๑๙๙๖ – ๑๙๙๗ ศูนย์การค้าของญี่ปุ่น รวมทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ในกรุงปักกิ่ง ได้พากันลดราคา กล้องถ่ายภาพวิดีโอ และราคาจะอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย ๒ – ๓ หมื่นบาท (ระยะนั้นอัตราแลกเปลี่ยน ๑ หยวน ประมาณ ๓ บาท) ทำให้ชนชั้นกลางในกรุงปักกิ่ง หรือชาวจีน ที่ทำงานในบริษัทร่วมทุน ซึ่งมีรายได้สูง พากันซื้อหาไว้ใช้เป็นจำนวนมาก ปรากฏว่า ในปัจจุบันมีปัญหาในเรื่อง ไม่สามารถ หาเครื่องเล่นวิดีโอได้ รวมทั้งหาซื้อม้วนวิดีโอ สำหรับกล้องถ่ายค่อนข้างลำบากและราคาแพง
สำหรับผู้ที่จะไปพำนักในจีน เป็นระยะเวลานาน หรือได้รับเชิญให้ไปศึกษา ดูแล หรือแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ก็ควรที่จะเตรียมของที่ระลึก ไปมอบให้กับผู้แทนจีน ที่มาให้การต้อนรับด้วย ทั้งนี้ เนื่องจาก ตามประเพณีของจีนแล้ว เมื่อทางการจีน ได้จัดเลี้ยงรับรองแขกต่าง ๆ แล้ว จะมอบของที่ระลึก ให้กับผู้มาเยือนด้วย อาทิ ในคราวที่ทางการจีน จัดงานเลี้ยง ที่มหาศาลาประชาชน เนื่องในโอกาสครบรอบ ๑๐๐ ปีของการไปรษณีย์จีน ผู้ร่วมงานเลี้ยง ทุกคนจะได้รับถุงมือ สำหรับสวมใส่ในฤดูหนาว และอัลบั้ม ภายในบรรจุแสตมป์ทุกชุด ที่ทางการจีน จัดทำในรอบปีที่ผ่านมา ให้ผู้ร่วมงานคนละ ๑ ชุด
เมื่อเป็น ดังนั้นผู้มาเยือน จึงควรที่จะมอบของที่ระลึก ให้กับผู้แทนจีน ก่อนเดินทางกลับด้วย ซึ่งของที่ระลึกที่จะมอบให้ทางการจีน ควรจะเป็นสินค้าไทย เช่น เนคไทไหมไทย กระเป๋าผ้าไหม (สำหรับสตรี) เนื่องจากง่าย ต่อการนำติดตัวไป โดยจัดหาได้จากร้านค้า ส่งออกที่ถนนสีลม และที่แนะนำอย่างนี้ เนื่องจากสินค้าผ้าไหม ที่ถนนสีลม จะเป็นสินค้าที่ผลิตเพื่อการส่งออก และเป็นสินค้าที่ค่อนข้างทันสมัย สำหรับชาวต่างประเทศ ในขณะที่การหาซื้อจากที่อื่น อาจได้สินค้าที่ไม่ทันสมัยเท่าที่ควร หรือตกรุ่น

การเลี้ยงต้อนรับ ของจีนจะมี ๒ ลักษณะ คือ การเสริฟอาหารต่าง ๆ เรียงลำดับตามรายการอาหาร ที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ กับการเสริฟด้วยการวางอาหารทุกประเภท ทั้งอาหารคาว และอาหารหวาน ปะปนกันไว้บนโต๊ะ และต่างคน ต่างตักรับประทานเอง ซึ่งหากเป็นประเภทหลัง จะเป็นงานสังคมของชนชั้นกลาง หรือเป็นงานเลี้ยงขนาดใหญ่ ในมณฑลต่าง ๆ ส่วนซุปหรือแกงจืด สำหรับงานเลี้ยงประเภทหลังนั้น จะตักใส่ถ้วยขนาดเล็ก และต้องยกขึ้นดื่ม เนื่องจากไม่มีช้อน สำหรับตักรับประทาน

ผู้ที่เดินทางเข้าจีน โดยผิดกฏหมาย จะถูกปรับตั้งแต่ ๑,๐๐๐ – ๑๐,๐๐๐ หยวน และ/หรือถูกจำคุกระหว่าง ๓ – ๑๐ วันและถูกส่งตัว กลับประเทศ ผู้ที่พำนักอยู่ในจีน โดยผิดกฏหมาย จะถูกปรับวันละ ๕๐๐ หยวน และ/หรือถูกจำคุก ตั้งแต่ ๓ – ๑๐ วัน การขอต่อวีซ่าในจีนสามารถกระทำได้ที่สำนักงานของกระทรวงรักษาความปลอดภัยสาธารณะ เลขที่ ๒ ถนนอันติง เหมินตงต้าเจีย เขตตุงเฉิง ปักกิ่ง ส่วนผู้ที่ลักลอบทำงานในจีน จะถูกปรับและถูกส่งตัวกลับ

เมื่อเดินทางถึงกรุงปักกิ่ง ต้องกรอกแบบฟอร์ม คนเข้าเมือง แบบศุลกากร และแบบสุขภาพอนามัย ซึ่งแบบฟอร์มดังกล่าว พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน จะแจกจ่ายให้กับผู้โดยสาร เมื่ออยู่บนเครื่อง สำหรับการเดินทาง ออกต่างประเทศ จะต้องเสียค่าภาษีสนามบิน ๙๐ หยวน (ภายในประเทศ ๕๐ หยวน) ยกเว้นผู้ที่ถือหนังสือเดินทางทูต (ควรตรวจสอบกับบริษัททัวร์ว่าใครจะเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย)

การช็อปปิ้งในจีน ควรระมัดระวังการซื้อหาของเก่า เนื่องจากทางการจีน มีระเบียบห้ามนำของเก่าที่มีอายุมากกว่า ๑๐๐ ปี งานศิลปะ ทองคำ ออกนอกประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาต ส่วนผู้ที่มีโอกาสเดินทาง ไปเมืองเทียนสิน ซึ่งเป็นเมืองท่า และแหล่งอารยธรรมเก่าแก่ อีกแห่งหนึ่งของจีน ห่างออกไปภาคตะวันออก ของกรุงปักกิ่งราว ๑๔๐ กม. หรือใช้เวลาเดินทางราว ๒ ช.ม. และพบเห็นดาบ หรือกระบี่จีน ที่ผลิตขายนักท่องเที่ยวแล้ว อยากจะซื้อหากลับมาไทย ก็ควรที่จะหารือกับไกด์ก่อน เพราะบางครั้ง การนำอาวุธขึ้นเครื่องบิน กลับมาไทย อาจจะทำให้เกิดอุปสรรค ในการเดินทางออกนอกประเทศได้

สำหรับผู้ที่ประสงค์จะทำงาน และใช้/ขับรถยนต์ส่วนบุคคล จะต้องขออนุญาต และมีใบขับขี่ของจีนเท่านั้น โดยจะต้องนำใบขับขี่รถยนต์ตลอดชีพของไทย พร้อมคำแปลเป็นภาษาจีน ไปขอแลกเป็นใบขับขี่จีน ซึ่งทางการจีน จะให้ไปตรวจร่างกาย ก่อนที่จะออกใบขับขี่ให้ (ทั้งนี้หากแพทย์จีน พบว่าผู้ที่ต้องการใบขับขี่ของจีน มีโรคประจำตัวบางชนิด ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการขับขี่รถยนต์ เช่นความดันโลหิตสูง ก็จะไม่อนุญาตให้ใช้รถยนต์ เนื่องจากเกรงว่า หากเกิดเจ็บป่วย ในระหว่างการใช้รถยนต์ ก็อาจจะเป็นอันตรายกับผู้ใช้ถนนรายอื่น แพทย์จีนจึงจะตรวจร่างกาย อย่างละเอียด เพื่อให้การรักษา จนกว่าจะเชื่อได้ว่าไม่เป็นอันตราย จึงอนุญาตให้ใช้รถยนต์ได้)

สำหรับใบขับขี่สากลนั้น ทางการจีนไม่อนุญาต ให้นำไปทำหรือเปลี่ยนเป็นใบขับขี่ของจีน เนื่องจากใบขับขี่สากล มีอายุใช้งานเพียง ๑ ปีเท่านั้น และเมื่อเดินทางกลับประเทศ ก็สามารถที่จะนำใบขับขี่ของจีน กลับไปแลกใบขับขี่ ของตนเองได้ ส่วนผู้ที่ต้องการใบขับขี่ของจีน ไว้เป็นที่ระลึก โดยขอรับใบขับขี่ของตนเองคืน ก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น แต่ใบขับขี่ที่จะเก็บไว้ เป็นที่ระลึกนั้น ทางการจีน จะบันทึกเพิ่มเติม ในใบขับขี่ไว้ว่า หมดอายุการใช้งานแล้ว

ส่วนยา และเวชภัณฑ์ประจำตัวนั้น สำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวนั้น ยาบางอย่างที่มีสารเสพติด เช่นยาลดความอ้วน ยากล่อมประสาท หรือยานอนหลับ บางประเภท อาจจะเป็นปัญหาในขณะเดินทาง เข้าเมือง จึงไม่ควรนำติดตัวไป แต่หากจำเป็น จึงควรที่จะมีสลากยาติดไปด้วย และโทษสำหรับการลักลอบขนยาเสพติด คือ ประหารชีวิต

ส่วนผักผลไม้ นั้น หากไม่มีเอกสาร รับรองจากกรมวิชาการเกษตร ของไทย ก็จะถูกนำเข้าอย่างเด็ดขาด และจะถูกยึดไว้ที่สนามบินเพื่อนำไปทำลาย การรักษาพยาบาลในจีนนั้น อาจจะลำบากในเรื่องการถ่ายทอด หรือสื่ออาการเจ็บป่วย ให้กับแพทย์จีน อย่างถูกต้อง อีกทั้งค่ารักษาพยาบาล สำหรับชาวต่างชาติค่อนข้างสูง ซึ่งการเดินทางกลับมารักษาในไทย จะมีค่าใช้จ่าย ต่ำกว่าการรักษาในจีนมาก ดังนั้นจึงควรที่จะรักษาสุขภาพให้ดีที่สุด ก่อนที่จะเดินทางไปจีน

นักท่องเที่ยว สามารถนำเงินสดสกุลใด ๆ ก็ได้ เข้า – ออกจีน แต่ต้องมีมูลค่าไม่เกิน ๕,๐๐๐ ดอลลาร์สหรัฐ หรือเงินหยวน ไม่เกิน ๖,๐๐๐ หยวน หากนำเข้าหรือออกเกินจำนวนดังกล่าว จะต้องแจ้งต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรจีน กรณีที่ละเลยไม่แจ้งเจ้าหน้าที่แล้ว เมื่อถูกตรวจพบเงินส่วนเกิน อาจถูกอายัดได้

ส่วนการโอนเงินเข้าจีน สามารถทำได้ โดยไม่จำกัดจำนวน ส่วนการโอนเงินออกนอกจีน หากมีจำนวนสูงกว่า ๕๐๐ ดอลลาร์สหรัฐฯ อาจจะต้องแสดงแหล่งที่มาของเงิน อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวสามารถใช้บัตรเครดิต ต่างประเทศได้ เช่น American Express,Diner’s Club,Master Card,Visa นอกจากนี้ ยังสามารถใช้บัตรเครดิต ที่ออกให้โดยธนาารจีน เช่น Great Wall,Peony และ Jinsui card ส่วนเช็คเดินทาง และเงินตราสกุลอื่น ๆ สามารถแลกได้ ที่ธนาคารจีนทุกแห่ง

ส่วนการใช้ดร๊าฟนั้น จะต้องมีการเคลียร์เงินระยะเวลาหนึ่ง สำหรับสกุลเงินของจีน คือ เหรินเหมินบี้ โดยมีหน่วยเรียกเป็นหยวน แบ่งออกเป็น

– หยวน เหมา หรือเจียว (๑๐ เหมา หรือ ๑๐ เจียว มีค่าเท่ากับ ๑ หยวน)
– เฟิน (๑๐ เฟิน มีค่าเท่ากับ ๑ เหมา หรือ ๑ เจียว หรือ ๑๐๐ เฟินมีค่าเท่ากับ ๑ หยวน)
– ส่วนธนบัตรจีน จะมีขนาด ๑,๒,๕,๑๐,๕๐ และ ๑๐๐ หยวน และรวมทั้ง ๑,๒ และ ๕ เจียว (เหมา)
– ส่วนเหรียญมีราคาหน้าเหรียญ ตั้งแต่ ๑ หยวน ๑,๕ เจียว (เหมา) ๑,๒,๕ เฟิน)

ในระยะที่เดินทางไปถึงใหม่ ๆ มีความสับสนในการใช้ทั้งธนบัตร และเหรียญค่อนข้างมาก จึงแก้ปัญหาด้วยการให้เงินร้านค้าทอนมา เมื่ออยู่ไประยะหนึ่ง จึงมีเหรียญทั้ง ๑ หยวน และต่ำกว่านั้น รวมทั้งธนบัตร มูลค่าน้อยจำนวนมาก ขนาดแบ่งให้ขอทานตามริมถนน บริเวณตลาดละลายทรัพย์ไปแล้ว ยังมีเหลืออยู่อีกมาก จึงต้องเร่งปรับตัวเรียนรู้ เรื่องการใช้เงินเหรียญต่าง ๆ

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนนั้น เกือบคงที่ โดยอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ ๑ ดอลลาร์สหรัฐฯ เท่ากับ ๘.๒๗ หยวน หรือ ๑ หยวนจะมีค่าเทียบเท่ากับเงินไทยประมาณ ๕ บาทเศษ และควรแลกเงินที่ธนาคาร หรือในโรงแรมที่พัก ท่าอากาศยาน หลีกเลี่ยงการแลกเงินในตลาดมืด ซึ่งถึงแม้จะได้ในอัตราที่สูงกว่า แต่เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย รวมทั้งอาจจะได้รับเงินปลอม

เมื่อผ่าน การดำเนินกรรม วิธีเข้าเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็เป็นอันได้ท่องเที่ยว ในจีนตามความมุ่งหมาย แต่ก็ยังมีสิ่งที่จะต้องระมัดระวังคือ ระหว่างการซื้อหาสินค้าในที่ชุมนุมชน ควรระมัดระวังการล้วง หรือกรีดกระเป๋า ระวังการสูญหายของหนังสือเดินทาง (ควรสำเนาหนังสือเดินทาง วีซ่า บัตรโดยสารเครื่องบิน แยกเก็บไว้ต่างหากเพื่อไว้อ้างอิงในกรณีที่เกิดการสูญหาย) การทอนธนบัตรปลอม การต่อรองราคาสินค้าสามารถทำได้ ยกเว้นศูนย์การค้าขนาดใหญ่หรือร้านค้าของทางราชการ

ส่วนท่านชายทั้งหลาย ก็ควรที่จะระมัดระวังในเรื่องของ สตรีแปลกหน้า ที่มาพูดคุยด้วย เนื่องจากหญิงบริการในจีน เป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย ซึ่งผู้ใช้บริการ อาจจะถูกจับกุมได้ แต่ก็ยังมีหญิงจีน มาพูดคุย ชักชวนให้ดื่มของมึนเมา ขายบริการ และมีนักท่องเที่ยวไทยหลายราย ถูกสตรีชาวจีนหลอกเงินทอง หรือข่มขู่เพื่อเรียกร้องเงินมาแล้ว หรือสถานที่เที่ยวกลางคืนบางแห่ง เรียกเก็บค่าใช้จ่ายสูง และยังถูกข่มขู่ทำร้าย จนต้องมาร้องเรียน ที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง หรือสถานกงสุลใหญ่ไทยต่าง ๆ แต่ไม่สามารถให้การช่วยเหลือได้ เนื่องจาก นักท่องเที่ยวเหล่านั้น ไม่สามารถจดจำสถานที่ได้

ส่วนผู้ที่เดินทางไปเจรจาธุรกิจ ทางการค้า หรือต้องการลงทุนในจีนควรระมัดระวังในเรื่อง สิทธิประโยชน์ ควรศึกษาระเบียบวิธีทางด้านศุลกากร ภาษีอากร กฏหมายบริษัทร่วมทุน กฏหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง  นอกจากนี้ควรแจ้งให้สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ทราบ และควรที่จะแจ้งชื่อ ที่อยู่ไว้ด้วย เพื่อที่สถานทูตหรือสถานกงสุล จะได้ติดต่อหรือให้ความช่วยเหลือในกรณีที่จำเป็นต่าง ๆ

บริษัททัวร์ ที่จะนำท่านไปสู่จีนนั้น จะเป็นธุระในเรื่องต่าง ๆ ให้ เช่น การขอวีซ่า บัตรโดยสารเครื่องบิน ไกด์ หรือมัคคุเทศก์ ทั้งนี้ในขณะที่เจรจาเพื่อซื้อทัวร์นั้นควรสอบถามให้ถี่ถ้วน เนื่องจากบางบริษัท ฯ จะส่งท่านที่สนามบิน และจะมีมัคคุเทศก์ หรือไกด์รอรับท่านที่สนามบินปักกิ่ง บางบริษัทจะมีไกด์นำไปส่งถึงกรุงปักกิ่ง และให้ไกด์ท้องถิ่นดูแลท่านต่อไป
อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน ไกด์ท้องถิ่นที่สามารถพูดภาษาไทยได้ มีจำนวนมาก ดังนั้นหากท่านมีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษาจีนกลาง ก็ควรที่จะขอไกด์ที่มีความสามารถในการใช้ภาษาไทยได้ เมื่อเครื่องบินบินไปสู่จุดหมาย แอร์โฮสเตส จะแจกเอกสารให้ท่านกรอก เพื่อที่ท่านจะได้ยื่น พร้อมหนังสือเดินทาง เมื่อถึงท่าอากาศยานกรุงปักกิ่ง
กรณีที่ไม่มีไกด์ หรือพนักงานของบริษัททัวร์ เดินทางจากกรุงเทพฯ ไปส่ง เมื่อถึงสนามบินแล้ว ก็ต้องเดินตาม ๆ กันไปจนถึงที่ทำการของตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งเมื่อยื่นหนังสือเดินทางพร้อมเอกสารที่กรอกมาแล้ว ก็เดินไปเก็บสัมภาระ ในส่วนที่โหลดมาใต้ท้องเครื่องบิน

หลังจากนั้นเดินออกมา จะพบไกด์ท้องถิ่น ถือป้ายชื่อรอรับอยู่ ก็เป็นอันว่ามีผู้มารับ และจะพาไปลงทะเบียน ที่โรงแรมที่จะพักต่อไป เมื่อถึงโรงแรมที่พัก กรอกรายละเอียดต่าง ๆ ในแบบฟอร์มซึ่งไกด์นำมาให้ ไม่เข้าใจตรงไหนให้รีบสอบถามไกด์ หลังจากนั้นอย่าลืมขอนามบัตร ภาษาจีนของโรงแรมที่พักไว้ด้วย เผื่อหลงทาง หรือพลัดหลงจากคณะ ที่เดินทางไปด้วยกัน จะได้กลับที่พักได้ถูก ทั้งนี้เนื่องจากชื่อที่พัก หรือโรงแรมในภาษาจีน และภาษาอังกฤษ จะไม่เหมือนกัน บางครั้งเมื่อแจ้งชื่อโรงแรมที่พัก เป็นภาษาอังกฤษ ให้กับคนขับรถแท็กซี่ คนขับรถกลับ ไม่รู้จักเนื่องจากคนในท้องถิ่น จะรู้จักเฉพาะชื่อโรงแรม ที่เป็นภาษาจีนเท่านั้น
ข้อควรระวังเมื่อเที่ยว หรือ ซื้อของในเขตชุมนุมชน ต้องระมัดระวังการล้วงกระเป๋า กรีดกระเป๋า เพื่อลักทรัพย์ สิ่งของ รวมทั้งหนังสือเดินทาง หากหนังสือเดินทางหาย ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ และนำเอกสารการแจ้งความมายื่นต่อสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ เพื่อขอรับใบแทน สำหรับการเดินทางกลับไทย

: . ปักกิ่งเมืองที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน . :

 

กรุงปักกิ่ง นับว่าเป็นเมือง ที่เก่าแก่ ซึ่งใน ๒ ธ.ค.๑๙๒๙ มีการค้นพบ โครงกระดูก ของมนุษย์ปักกิ่ง ซึ่งมีความสมบูรณ์มาก ซึ่งว่ากันว่ามีอายุมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ – ๕๐๐,๐๐๐ ปีที่โจวโข่วเตี้ยน ห่างจากกรุงปักกิ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว ๔๘ ก.ม.
ซึ่งหลังจากที่มีการสถาปนาจีนใหม่แล้ว สถานที่พบโครงกระดูกมนุษย์ปักกิ่ง กลับเป็นสิ่งหนึ่ง ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศ ให้เดินทางมาจีน ส่วนเมืองปักกิ่งในปัจจุบันนั้น เคยเป็นเมืองหลวง ของราชวงศ์จิน ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์ชิง

กรุงปักกิ่งเป็นเมืองหลวงของจีน โดยภาษาจีนกลางเรียนว่า “เป่ยจิง” ภาษาอังกฤษมีชื่อว่า Beijing ซึ่งหมายถึง เมืองทางเหนือ มีฐานะเป็นนครที่ขึ้นตรง ต่อส่วนกลาง และมีประวัติ อันยาวนานกว่า ๓,๐๐๐ ปี มีแหล่งท่องเที่ยว ทั้งทางธรรมชาติ และโบราณสถานมากมาย

ตั้งอยู่ที่เส้นรุ้งที่ ๓๙ องศา ๕๖ ลิบดาเหนือ และเส้นแวงที่ ๑๑๖ องศา ๒๐ ลิบดาตะวันออก โดยมีมณฑลซานซี และที่ราบสูงมองโกเลียในอยู่ทางภาคตะวันตก และภาคตะวันตกเฉียงเหนือ และทะเลบอไห่ อยู่ทางภาคตะวันออก

พื้นที่ทั้งหมดมีจำนวน ๑๖,๘๐๘ ตร.ก.ม. โดยมีระยะทางจากเหนือจดใต้ ๑๘๐ ก.ม.และจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตก ๑๖๐ ก.ม. โดยมีพื้นที่เมือง ๑,๐๔๐ ตร.ก.ม. นอกจากนี้ยังอยู่เหนือระดับน้ำทะเล ๔๓.๗๑ เมตร ภูเขาส่วนใหญ่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๑,๐๐๐ – ๑,๕๐๐ เมตร ยอดเขาที่สูงที่สุด คือ ยอดเขาหลิงซาน ซึ่งสูงกว่าระดับน้ำทะเล ๒,๓๐๓ เมตร จุดต่ำสุดอยู่เหนือระดับน้ำทะเล ๑๐ เมตร ประชากรประมาณ ๑๒ ล้านคน แต่คาดว่าตัวเลขจำนวนประชากรที่แท้จริงน่าที่จะมีราว ๑๕ ล้านคน โดยเป็นประชากรที่พักในเมืองราว ๖ ล้านคน ที่เหลืออยู่ในชนบท

สภาพภูมิอากาศ ในฤดูใบไม้ผลิอากาศแห้ง และลมแรง ส่วนในฤดูร้อนอากาศค่อนข้างร้อน ฤดูหนาวอากาศหนาวจัด และค่อนข้างแห้ง โดยได้รับอิทธิพลจากลมไซบีเรีย เดือนมกราคมของทุกปี เป็นเดือนที่อากาศหนาวที่สุด อุณหภูมิโดยเฉลี่ย (หน่วยเป็นองศาเซลเซียส) มีดังนี้

เดือน

เฉลี่ย

สูงสุด

ต่ำสุด

ม.ค.
ก.พ.
มี.ค.
เม.ย.
พ.ค.
มิ.ย.
ก.ค.
ส.ค.
ก.ย.
ต.ค.
พ.ย.
ธ.ค.

– ๔.๔
– ๒.๑
๔.๗
๑๓.๐
๑๘.๙
๒๓.๙
๓๐.๐
๒๔.๐
๑๙.๑
๑๒.๒
๔.๓
– ๒.๕

๑.๗
๓.๘
๑๑.๐
๑๙.๔
๒๕.๓
๒๙.๖
๓๒.๖
๒๘.๙
๒๕.๕
๑๘.๗
๑๐.๐
๓.๐

– ๙.๗
– ๗.๒
– ๐.๙
๖.๕
๑๑.๙
๑๗.๗
๒๑.๕
๑๙.๙
๑๒.๒
๖.๘
– ๒.๐
– ๗.๐

ดังนั้น ช่วงที่น่าท่องเที่ยวมากที่สุด คือฤดูใบไม้ร่วง และฤดูใบไม้ผลิ คือระหว่างเดือน ก.ย.- พ.ย. และเดือน มี.ค.- พ.ค.ของแต่ละปี รวมทั้งในวันตรุษจีน ซึ่งเป็นวันแรกของฤดูใบไม้ผลิด้วย

ซึ่งในวันตรุษจีนนี้ จะมีการตกแต่งสถานที่ต่าง ๆ ด้วยดอกไม้ มีการจัดงานวัด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตามสวนสาธารณะชานเมือง ซึ่งงานวัดจะมีการขายสินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับเด็ก ๆ มีเครื่องเล่นต่าง ๆ อาทิ ชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน หรือแม้กระทั่งการแสดงต่าง ๆ  อย่างไรก็ตามงานวัดเหล่านี้ ล้วนแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตชนบทของจีน

การแบ่งเขตปกครอง เทศบาลนครปักกิ่ง เป็นนครที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง เช่นเดียวกับเทียนสิน เซี่ยงไฮ้ และ ฉงชิ่ง แบ่งการปกครองออกเป็น ๑๑ เขต และ ๖ อำเภอ เขตการปกครอง ๑๑ เขต ประกอบด้วย เขต Dongcheng,Xicheng, Chongwen,Xuanwu, Chaoyang, Haidian, Fengtai, Shijingshan, Nentougou, Tongzhou และ Fangshan ส่วนอำเภอจำนวน ๗ อำเภอคือ Changping,Shunyi,Daxing,Pinggu,Huairou,Miyun และ Yanqing

การปกครองนั้น กรุงปักกิ่ง เป็นนคร ที่ขึ้นตรงต่อส่วนกลาง มีสภาผู้แทนประชาชนกรุงปักกิ่ง เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ดูแล โดยสมาชิกสภาผู้แทนประชาชน กรุงปักกิ่ง จะมาจากการเลือกตั้ง ของสภาผู้แทนประชาชน ระดับเขตและอำเภอ ดำรงตำแหน่งวาระละ ๕ ปี

เทศบาลกรุงปักกิ่ง เป็นองค์กรบริหาร หรือรัฐบาลท้องถิ่นภายใต้การกำกับ / ดูแลของสภาผู้แทนประชาชนกรุงปักกิ่ง เทศมนตรีกรุงปักกิ่ง มีฐานะเทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวง ฯ ของรัฐบาลกลาง อย่างไรก็ตามจากการที่จีน ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ดังนั้นคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์กรุงปักกิ่งกลับเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบายต่าง ๆ ให้สภาผู้แทนประชาชนกรุงปักกิ่งและเทศบาลกรุงปักกิ่ง ดังนั้นผู้กุมอำนาจสูงสุดในกรุงปักกิ่งคือเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์กรุงปักกิ่ง

ปักกิ่งเป็นศูนย์กลางการเมือง การปกครองของจีน เพราะเป็นที่ตั้งของหน่วยงาน ของรัฐบาลกลางต่าง ๆ รวมทั้งเป็นที่ตั้งของสภาประชาชน แห่งชาติจีน   นอกจากนี้ กรุงปักกิ่ง ยังมีความสัมพันธ์กับมิตรประเทศมากกว่า ๑๑๔ เมืองใน กว่า ๘๐ ประเทศ ที่สัมพันธ์คือกรุงปักกิ่ง ได้สถาปนาความสัมพันธ์เป็นบ้านพี่เมืองน้องกับเมืองต่าง ๆ อีกกว่า ๒๒ ประเทศ ปัจจุบันเป็นสถานที่ตั้งของสถานเอกอัครราชทูต ๑๓๔ ประเทศ สำนักงานตัวแทนขององค์การะหว่างประเทศกว่า ๑๗ แห่ง และสำนักงานสื่อมวลชนต่างประเทศอีก ๑๓๙ แห่ง

ส่วนภาคเอกชนนั้น มีสำนักงานตัวแทน ของวิสาหกิจ จากต่างประเทศ มากกว่า ๔,๔๐๐ แห่งและมีต่างประเทศ เข้ามาลงทุนในกรุงปักกิ่งกว่า ๑๐,๐๐๐ วิสาหกิจ หรือบริษัท
นอกจากนี้ ยังมีสำนักงานตัวแทน บริษัทการบินต่างประเทศ มากกว่า ๔๐ บริษัท มีเส้นทางบินไปยัง ๙๘ ประเทศ และ ๕๔ เมืองในจีน

ท่าอากาศยานสากล อยู่ห่างจากกรุงปักกิ่งไปราว ๒๗ กม.(๑๖.๘ ไมล์) โดยมีรถยนต์ สำนักงานการบินพลเรือนจีน รับส่งทุกครึ่ง ชม.ตั้งแต่เวลา ๐๕๓๐ – ๑๙๐๐ น. สำหรับ การเดินทางโดยรถไฟนั้น มีเส้นทางรถไฟ จากกรุงปักกิ่ง ไปยังทุกมณฑลทั่วประเทศ

การเดินทางในเมืองหลวง สามารถใช้รถแท็กซี่ รถประจำทาง รถไฟฟ้าประจำทาง (ลักษณะเหมือนรถราง ในไทยในสมัยก่อน แต่ใช้ล้อยางเหมือนยางรถยนต์ จึงไม่ต้องคอยสับหลีก หรือสับรางเมื่อรถไฟฟ้า จะสวนทางกัน) รถใต้ดิน หรือหากจะเช่ารถจักรยานเพื่อขี่เที่ยวในกรุงปักกิ่งก็ได้

กรุงปักกิ่ง นับเป็นศูนย์รวมของการศึกษา มีโรงเรียนมัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยจำนวนมาก โดยเป็นสถาบันการศึกษาระดับสูงกว่า ๗๐ แห่ง เช่นมหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยชิงหวา สำหรับชาวต่างประเทศ มีโรงเรียนนานาชาติมากกว่า ๑๕ แห่ง ซึ่งค่าใช้จ่ายอยู่ในระดับต่าง ๆ กันส่วนสถาบันวิจัยทางวิทยาศาสตร์มีมากกว่า ๕๐๐ แห่ง สำนักพิมพ์ราว ๓๐๐ แห่ง

โรงแรมที่พักมีระดับ ๓ ดาวขึ้นไปมีมากกว่า ๗๐ แห่ง ภัตตาคารมากกว่า ๕๐๐ แห่ง โดยภัตตาคาร ตามโรงแรม มีราคาค่อนข้างสูง เฉลี่ย ๒๕๐ – ๖๐๐ หยวนต่อคน สำหรับอาหารประเภทบุฟเฟ่ นอกจากนี้ ยังสามารถแยกประเภท ร้านอาหารได้เป็น อาหารประจำมณฑลต่าง ๆ เช่น เสฉวน ชานตง ซานซี ไหหลำ แต้จิ๋ว รวมทั้งอาหารของประเทศต่าง ๆ อีกจำนวนมาก เช่น เกาหลี ญี่ปุ่น อิสลาม และตามโรงแรม ๕ ดาวต่าง ๆ มักจะจัดเทศกาลอากาศ ของประเทศต่าง ๆ เป็นครั้งคราว เช่น เทศกาลอาหารไทย ส่วนอาหารที่ขึ้นชื่อคือเป็ดปักกิ่ง  เป็นเป็ดย่าง (ส่วนเป็ดปักกิ่งในไทย ส่วนใหญ่จะทำ จากห่าน) และทางร้านจะมาตัดให้เฉพาะหนังเป็ด ที่กรอบ เมื่อจะรับประทาน ก็นำหนังเป็ด วางบนแผ่นแป้งสีขาว เอาต้นหอมวางทับ ราดด้วยน้ำจิ้มสีดำที่ค่อนข้างหวาน แล้วห่อม้วนรับประทาน ส่วนเนื้อเป็ด ทางร้านจะนำไปต้มเป็นน้ำซุป ให้ทาน ส่วนในฤดูหนาว จะมีร้านอาหารประเภทจิ้มจุ่ม โดยเนื้อที่ใช้จะเป็นเนื้อแกะ

อาหารการกิน ของชาวเมืองหลวง ค่อนข้างเค็ม และมัน และนิยมทานผัก ส่วนในโอกาสพิเศษต่าง ๆ หรือผู้ที่มีรายได้สูง ก็จะทานเนื้อสัตว์ เช่น ปลา กุ้ง ปู หมู วัว เป็ด ไก่ กระต่าย เต่า ตะพาบน้ำ ปลาไหล ก่อนหน้านี้ จีนนำเข้าตะพาบน้ำของไทยมาก จนเมื่อราว ๕ ปีที่ผ่านมาการเพาะเลี้ยงตะพาบน้ำของจีน ในห้องปรับอุณหภูมิตามมณฑลชายฝั่งทะเล เป็นไปอย่างได้ผล ทำให้การนำเข้า ตะพาบน้ำจากไทย ลดลงมาก เป็นผลให้ ราคาตะพาบน้ำไทยตกต่ำ เกษตรกรไทยหลายรายขาดทุน ต้องเปลี่ยนอาชีพ จากการเลี้ยงตะพาบน้ำเป็นอย่างอื่น และตอนนี้ จีนยังพยายาม ที่จะทดลองเลี้ยงจรเข้ โดยจัดส่งคนมาดูงาน เที่ยวชมฟาร์มจรเข้ของไทย ในไม่ช้า หากจีนสามารถเพาะเลี้ยงจรเข้ได้เองแล้ว เมื่อนั้นเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงจรเข้ของไทย คงจะลำบาก

ส่วนหนังสือพิมพ์ สามารถหา ซื้อได้ตามแผงหนังสือทั่วไป รวมทั้งร้านค้าในลักษณะรถเข็น โดยหนังสือพิมพ์รายวันส่วนใหญ่ หรือเกือบทั้งหมดจะเป็นภาษาจีน คือ นสพ.กวงหมิง หนังสือพิมพ์กรรมกร
นสพ.เยาวชนจีน นสพ.เศรษฐกิจ นสพ.กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน ส่วนหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษรายวันคือ นสพ.ไชน่าเดลี่ ส่วนรายสัปดาห์และรายเดือนคือ บิสสิเนสวีคลี่ เป่ยจิงดิสมันท์ ซึ่งหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ สามารถหาซื้อได้ ตามร้านหนังสือขนาดใหญ่ หรือมีแจกจ่ายที่ฝ่ายต้อนรับ หรือที่ฟร้อนท์ตามโรงแรมระดับ ๔ ดาวขึ้นไป สำหรับโทรทัศน์และวิทยุ ส่วนมากกระจายเสียง เป็นภาษาจีน ยกเว้นโทรทัศน์ บางช่องและวิทยุ บางสถานีที่มีการเสนอข่าวและรายการเป็นภาษาอังกฤษ

สถานที่ขายสินค้าต่าง ๆ มีมาก อาทิ ที่ถนนหวังฝูจิ่ง ซีตัง เฉียนเหมิน ศูนย์การค้าอีกมากกว่า ๗๐ แห่ง เช่นไชน่าเวิรด์ลเทรดเซ็นเตอร์ กุ้ยโหยว ลุฟแทนซ่า ตลาดรัสเซีย (ข้างสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปักกิ่ง) และยังมีร้านค้าปลอดภาษี ของนักการทูตอีก ๔ แห่งชาวต่างประเทศ นิยมซื้อโบราณวัตถุต่าง ๆ เครื่องปั้นดินเผา หยก และอัญมณีต่าง ๆ ส่วนคนไทย นิยมซื้อมุกน้ำจืด เห็ดหลินจือ เห็ดหอม เห็ดหูหนูขาว รวมทั้งเป่าฟูหลิง หรือบัวหิมะ โดยมีความเชื่อว่า สามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้ นอกจากนี้ยังมีเครื่องถม งาช้างแกะสลัก เครื่องหยก เครื่องเขิน ผ้าไหม ผ้าถัก เพชรนิลจินดาต่าง ๆ ส่วนร้านขายสินค้าโบราณ หรือสินค้าจากธรรมชาติ เช่น ก้อนหินต่าง ๆ นั้นก่อนซื้อ ควรตรวจสอบว่า สามารถนำออกจากจีนได้หรือไม่ หรือต้องมีใบอนุญาต ทั้งนี้ปัจจุบันมีชาวจีน ลักลอบตัดหินงอกหินย้อย รวมทั้งฟอสซิลต่าง ๆ ซึ่งมีความสวยงาม ออกมาขายให้นักท่องเที่ยว เป็นจำนวนมาก  หินบางก้อน เมื่อผ่าออกมาแล้วจะเป็นแก้วผลึกสีต่าง ๆ ค่อนข้างงดงาม อย่างไรก็ตามสมบัติต่าง ๆ เหล่านี้เป็นของชาวจีน จึงไม่ควรที่จะซื้อหา และนำกลับมาแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นสมบัติตามธรรมชาต ิของท้องถิ่นใด ก็ควรที่จะดำรงอยู่ในท้องถิ่นนั้น และยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่า สำหรับการค้นคว้าต่าง ๆ ในท้องถิ่นนั้น ๆ ด้วย

: . สถานที่ท่องเที่ยว . :

 

จตุรัสเทียนอันเหมิน ตั้งอยู่ที่ถนนฉางอาน ในกลางเมืองหลวง ว่ากันว่า เป็นจตุรัสที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีเนื้อที่ ๔๔ เฮกตาร์ เป็นสัญลักษณ์ของจีนใหม่ และยังเป็นสัญลักษณ์ ของกรุงปักกิ่งด้วย ใช้จัดงานเฉลิมฉลอง เรื่องในโอกาสพิเศษต่าง ๆ ที่บริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน และอาคารล้อมรอบ ประกอบด้วยอนุสาวรีย์วีรชน หอระลึกประธานเหมาเจ๋อตง พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติจีน พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีน มหาศาลาประชาชน เป็นที่น่าสังเกต ว่าเมื่อผู้นำ ของประเทศต่าง ๆ เยือนจีน จะมีพิธีต้องรับที่หน้า มหาศาลาประชาชนด้วย โดยพิธีต้อนรับ จะมีการตรวจ แถวทหารกองเกียรติยศ
ส่วนพิธีจะยิ่งใหญ่ ขนาดไหนขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ หรือการให้ความสำคัญ ของจีนต่อประเทศนั้น ๆ นักท่องเที่ยว ที่มาปักกิ่ง ก็มักถือโอกาสถ่ายรูป ที่บริเวณ จตุรัสเทียนอันเหมิน รวมทั้งเฝ้า ดูพิธีชักธงชาติจีนขึ้น หรือลงจากเสาในตอนเช้า และตอนเย็นของทุกวัน ส่วนวันชาติจีนหรือวันที่ ๑ ต.ค.ของแต่ละปีนั้นทางการปักกิ่งจะทำการประดับไม้ดอกต่าง ๆ  ที่บริเวณจตุรัส เทียนอันเหมิน และประดับโคมไฟ หลายสีตามถนนฉางอาน เช่นเดียวกับการที่ กทม.ได้ประดับโคมไฟ ตามถนนราชดำเนินเนื่องใน วโรกาสเฉลิม พระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยุ่หัว และสมเด็จ พระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ ทำให้ชาวชนบทในจีน มุ่งหน้ามาท่องเที่ยว และชมความสวยงาม ในกรุงปักกิ่ง นอกจากนี้จตุรัส เทียนอันเหมิน ยังมีประวัติศาสตร์ เฉกเช่นถนนราชดำเนิน โดยในปี ๑๙๘๙ นักศึกษาจีน ได้ชุมนุมประท้วง ที่จตุรัสเทียนอันเหมินรวม ๒ เดือน จนกระทั่ง กองกำลังทหาร ได้เข้าปราบปราม จนเกิดเหตุรุนแรงขึ้น

มหาศาลาประชาชน ซึ่งอยู่ทางซ้ายมือ หรือทิศตะวันตกของจตุรัส เทียนอันเหมินนั้น สร้างขึ้นในปลายทศวรรษที่ ๑๙๕๐ โดยใช้เวลาในการก่อสร้างเพียง ๑๐ เดือน ตามลักษณะของสถาปัตยกรรม โซเวียต เป็นสถานที่ ประชุมของสภาผู้แทนประชาชน ทั่วประเทศ และสภาที่ปรึกษาทางการเมือง ทั่วประเทศ (คล้ายวุฒิสมาชิก) และที่ประชุมของสมัชชา พรรคคอมมิวนิสต์จีน มีพื้นที่ภายในมากกว่า ๑๗๐,๐๐๐ ตารางเมตร มีห้องประชุม ห้องอาหาร และห้องทำงานมากกว่า ๓๐๐ ห้อง ห้องประชุมสามารถบรรจุคนได้ ๑๐,๐๕๒ คน ส่วนห้องจัดเลี้ยงนั้น มีขนาดใหญ่สามารถเลี้ยงอาหารค่ำได้ ๕,๐๐๐ คน หากเป็น งานเลี้ยงรับรอง หรืองานค็อกเทล จะสามารถเชิญแขก ได้ราว ๑๐,๐๐๐ คน โดยแต่ละห้อง ตั้งชื่อและตกแต่ง ตามศิลปะของมณฑล และนครต่าง ๆ โดยห้อง ที่จัดทำห้องล่าสุด คือห้องมาเก๊า ที่บริเวณชั้น ๓ ตรงมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีลักษณะ ทางสถาปัตยกรรม ผสมผสานระหว่างจีน กับตะวันตก จัดสร้างเนื่องในวาระที่มาเก๊า จะกลับคืนสู่แผ่นดินใหญ่ และเปิดใช้เป็นครั้งแรก ในคราวประชุมสภาผู้แทนประชาชน ทั่วประเทศ สมัยที่ ๔ ชุดที่ ๘ และการประชุมสภาที่ปรึกษาทางการเมืองทั่วประเทศ สมัยที่ ๔ ชุดที่ ๘ นอกเหนือจากการจัดประชุมข้างต้นแล้วห้องเลี้ยงรับรองขนาดใหญ่ จะใช้จัดงานเลี้ยงผู้แทนประชาชนสภาประชาชนจีน ซึ่งนับเป็นความสามารถของจีน ในการสร้างห้องขนาดใหญ่ ที่ไม่มีเสากลางห้องเพื่อรองรับ เพดานหรือหลังคา อันจะบดบัง ทำให้การมองไปยังเวทีด้านหน้า เป็นไปอย่างไม่ทั่วถึง พรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งผู้นำรัฐบาลจีน ยังมักใช้จัดงานเลี้ยง รับรองคณะทูตานุทูต ที่ประจำการในกรุงปักกิ่ง บางส่วนเปิดให้นักท่องเที่ยว เข้าชมเป็นบางโอกาส สำหรับนักการทูต และนักธุรกิจ ชาวต่างประเทศ จะได้รับเชิญให้ไป ที่มหาศาลาประชาชน เป็นครั้งคราว เช่น อาจจะได้รับเชิญ ให้ไปดูการประชุม ของสภาผู้แทนประชาชนจีน หรือสภาที่ปรึกษาทางการเมือง ในห้องประชุมขนาดใหญ่ หรืออาจะได้รับเชิญให้ไปร่วมงานเลี้ยงรับรอง หรืองานเฉลิมฉลองต่าง ๆ ซึ่งเมื่อได้รับเชิญแล้วทางจีนจะมีหนังสือเชิญ และบัตรติดหน้าอกให้ รวมทั้งหาก ผู้ใดประสงค์ที่จะนำรถยนต์ ไปยังบริเวณงาน ก็จะมีบัตรผ่านเข้าออก สำหรับรถยนต์ด้วย โดยสามารถนำรถยนต์ ไปจอดไว้ทางด้านทิศเหนือ ของมหาศาลาประชาชน ซึ่งมีพื้นที่ว่าง พอที่จะให้รถยนต์ จอดอย่างเป็นระเบียบ ได้นับพันคัน ส่วนผู้แทนสภาประชาชนจีน จากมณฑลต่าง ๆ หรือสมาชิก สภาที่ปรึกษาทางการเมือง ที่เดินทางมาประชุมนั้น เมื่อทางจีน จัดให้เข้าพักตามโรงแรมต่าง ๆ แล้ว ก็จะมีรถยนต์ ขนาดใหญ่ไปรับและส่ง ถึงโรงแรมที่พัก มายังมหาศาลาประชาชน ทุกครั้งไป ทำให้ผู้แทนสภาประชาชนจีน ที่จากต่างมณฑลและสมาชิก สภาที่ปรึกษาทางการเมือง ที่เดินทางมาประชุมไม่เดือดร้อน และไม่ทำให้การจราจรติดขัด
เป็นที่น่าสังเกตว่าทางการจีน ทั้งในระดับรัฐบาลกลาง และรัฐบาลท้องถิ่น มักให้ความสำคัญ กับการรักษาความปลอดภัย ดังนั้นไม่ว่านักธุรกิจ ชาวต่างชาติ นักการทูต หรือผู้นำจีน ที่จะเดินทางไปร่วมงานต่าง ๆ ทั้งที่มหาศาลาประชาชน หรืองานนิทรรศการ ทางการค้าในต่างมณฑล จะต้องติดบัตรแสดงตน ที่กลุ่มผู้จัดงานออกให้ จึงจะเข้าไปในบริเวณงานได้ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย จะเข้มงวดกวดขัน หากใคร ไม่ติดบัตร ก็จะไม่ให้เข้าไปในงานแต่อย่างใด นับว่าเป็นระเบียบเรียบร้อยดี และผู้นำจีน ก็ถือได้ว่ามีวินัยดี ที่ปฏิบัติตน ให้เป็นแบบอย่างอย่างเคร่งครัด และหาก ลองย้อนกลับไปดู การพักผ่อนในฤดูร้อน ของผู้นำจีนที่เป่ยไต้เหอ ทุกปีแล้วจะพบว่าในการพักผ่อนดังกล่าวจะมีการประชุมคณะกรรมการกรมการเมืองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย เพื่อหาข้อยุติในเรื่องต่าง ๆ หรือ แนวทางการทำงานทางด้านต่าง ๆ ก่อนนำมาใช้ในการประชุมสมัชชา ผู้แทนพรรคอมมิวนิสต์จีน ในปลายปีของแต่ละปี ซึ่งถึงแม้ในที่ประชุมอาจจะมีความขัดแย้งกันบ้าง เช่น การถ่ายโอนอำนาจ จากคนรุ่นเก่า ไปยังกลุ่มอำนาจใหม่ แต่เมื่อการประชุมมีข้อยุติ และเสร็จสิ้นแล้ว การแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หรือการตอบข้อซักถาม ของผู้นำจีนแก่สื่อมวลชน ตะวันตก มักเป็นไปในแนวทาง เดียวกัน ไม่มีสิ่งบอกเหตุ ว่าเกิดความขัดแย้ง ของการประชุม ระดับนำ ผู้นำจีนที่ไม่เห็นด้วยไม่เคยใช้สื่อมวลชน มาเป็นกระบอกเสียง ในการแสดงความเห็นคัดค้าน ซึ่งนับว่าผู้นำจีนมีวินัย และยอมรับในมติพรรค ฯ ซึ่งการแสดงท่าทียอมรับกัน ไม่ขัดแย้งกันคงจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต่างชาติเชื่อมั่น และมุ่งหน้ามาลงทุนในจีน

การสร้างอาคาร หรือสิ่งต่าง ๆ ด้วยความใหญ่โต นับเป็นเรื่องธรรมดาของจีน ซึ่งนอกเหนือจากความโอฬาร ใหญ่โตของมหาศาลาประชาชน กำแพงเมืองจีน หรือแม้แต่พระราชวังโบราณ หรือพระราชวังต้องห้ามแล้ว ยังมีโรงแรม ที่จีนสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นที่พักอาศัย ของชาวต่างชาติ คือโรงแรมมิตรภาพ (Beijing Friendship Hotel) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ของกรุงปักกิ่ง ริมถนนวงแหวนสาย ๓ หรือ ย่านไห่เตี้ยน โรงแรมมิตรภาพ นับเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุด ในโลกมานาน โดยมีห้องพักมากกว่า ๗,๐๐๐ ห้อง ประกอบด้วย กลุ่มอาคารหลายกลุ่ม ซึ่งจีน ได้สร้างให้ผู้เชี่ยวชาญ ชาว
โซเวียต พักอาศัย ต่อมาเมื่อความสัมพันธ์ ของสองประเทศ เปลี่ยนไปเป็นความบาดหมาง โซเวียต จึงเรียกผู้เชี่ยวชาญ กลับประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจีน ยังคงให้ผู้เชี่ยวชาญ ชาวต่างชาติ ที่มาทำงานในจีนได้พักอาศัย ไกด์ท้องถิ่น รวมทั้งเพื่อนชาวจีน ต่างเล่าให้ฟังว่า ในการที่ผู้นำระดับสูง ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งทำงาน และพักที่ทำเนียบ จงหนานไห่ จะเดินทางมาร่วมประชุม ที่มหาศาลาประชาชนนั้น จะนั่งรถยนต์จากจงหนานไห่ มาตามถนน ซึ่งเป็นอุโมงค์ติดต่อ ระหว่างทำเนียบจงหนานไห่ กับมหาศาลาประชาชน ดังนั้นจึงไม่พบเห็น รถของคณะผู้นำจีน แล่นมาตามถนนฉางอาน เพื่อร่วมประชุมแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังเล่าว่า ในกรุงปักกิ่ง และพื้นที่ใกล้เคียงหลายแห่ง มีอุโมงค์ขนาดใหญ่ ซึ่งจีนเคยสร้างไว้ เพื่อให้ ประชาชนหลบภัยสงคราม และอุโมงค์บางแห่ง ได้เปิดให้ นักท่องเที่ยวเข้าชม

หากหันหน้า เข้าสู่พระราชวังโบราณ หรือพระราชวังต้องห้าม จะพบพลับพลาเทียนอันเหมิน เป็นสถานที่ที่ประธาน เหมาเจ๋อตงหลั่งน้ำ ประกาศสถาปนาจีนใหม่ หรือสาธารณรัฐประชาชนจีนเมื่อ ๑ ต.ค.๑๙๔๙ ท่ามกลางการชุมนุมของชาวจีน ที่จตุรัสเทียนอันเหมิน จำนวน ๓๐๐,๐๐๐ คน และชักธงชาติจีน ขึ้นสู่ยอดเสา ซึ่งในพื้นที่บนพลับพลาเทียนอันเหมินดัง กล่าว ผู้เข้าชม จะต้องเสียค่าเข้าชม และที่สำคัญคือห้ามนำกระเป๋าถือ หรือกล้องถ่ายภาพ เข้าไปในบริเวณพลับพลา เทียนอันเหมิน  ซึ่งเมื่อขึ้นไปแล้ว จะมีการขายสินค้าที่ระลึก รวมทั้งขายประกาศนียบัตรว่า ได้มาเยี่ยมชมสถานที่แห่งนี้

ด้านล่างของพลับพลา เทียนอันเหมิน จะมีกำแพงและประตู เทียนอันเหมิน เพื่อใช้เป็นทางเข้า ไปยังพระราชวังโบราณ ซึ่งที่บริเวณกำแพงแห่งนี้ จะพบภาพเขียนขนาดใหญ่ ของท่านประธานเหม๋าเจ๋อตง พร้อมด้วยตัวอักษรจีน ขนาดใหญ่ มีข้อความว่า “สาธารณรัฐประชาชนจีน จงเจริญ สามัคคีประชาชน ทั่วโลกจงเจริญ”

ส่วนทางด้านขวามือ (เมื่อหันหน้าไปทาง พระราชวังโบราณ) จะมีอาคารขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ ๒ แห่งคือ พิพิธภัณฑ์การปฏิวัติจีน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีน ซึ่งบริเวณริมถนนดังกล่าว เคยถูกใช้เป็นสถานที่ตั้ง นาฬิกานับถอยหลัง ของการที่ฮ่องกง กลับคืนสู่อ้อมอกของจีน เมื่อ ๕ ปีที่ผ่านมา และในคืนวันที่อังกฤษ ส่งมอบฮ่องกง ให้กับจีนนั้นประชาชนชาวจีน และชาวต่างชาติ ในกรุงปักกิ่ง หลายหมื่นคน ได้มาชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน

ด้านหน้านาฬิกา นับถอยหลังดังกล่าว และร่วมนับเวลาถอยหลัง จนถึงเวลาที่อังกฤษ ส่งมอบอธิปไตย เหนือเกาะฮ่องกงให้กับจีน จากนั้นได้จุดพลุส่องสว่างไสว ทั้งที่บริเวณจตุรัส เทียนอันเหมิน และที่บริเวณ สนามกีฬากรรมกร ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของประชาชนชาวจีน และถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์ไปทั่วประเทศจีน

สำหรับพิพิธภัณฑ์ การปฏิวัติจีน และพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์จีนนั้น มักจะจัดกิจกรรมต่าง ๆ และเชิญนักธุรกิจต่างชาติ รวมทั้งนักการทูตให้เดินทางไปร่วมงาน เช่น งานนิทรรศการต่าง ๆ หรืองานแสดงภาพเขียน ของศิลปินชาวจีนที่มีชื่อเสียง
หากมีเวลาอยู่ในจีนนาน และท่องเที่ยว / ศึกษาเรื่องจีน จะพบว่าจีนให้ความสำคัญ กับประวัติศาสตร์ ทั้งเรื่องราวในอดีต ที่ผ่านมานับหมื่นปี และเรื่องราว การต่อสู้ ของพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศจีน จนกระทั่ง มีการสถาปนาจีนใหม่
ดังนั้นจีน จึงสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่ เพื่อรวบรวมสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ไว้มากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์ทหาร ที่บริเวณถนนฉางอาน จะพบอาวุธยุทโธปกรณ์ ทุกประเภทของจีน ในเกือบทุกยุคทุกสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาวุธ ที่ใช้ในการปลดปล่อยจีน กิจกรรมหลักของจีน คือการเชิญนักธุรกิจ ต่างชาติ และนักการทูต ให้เดินทางไปศึกษาดูงาน / เล่าเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ที่พิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ บ่อยครั้ง

ในส่วนของประชาชนชาวจีน ในชนบทเอง เมื่อมีโอกาสเดินทาง มาเมืองหลวง ก็มักจะไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ ด้วย ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ว่า สถานที่ท่องเที่ยวอื่น มีไม่มากนัก ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวแห่งใหม่ ๆ ก็มีค่าใช้จ่าย ในการเข้าสถานที่ ค่อนข้างสูง เช่น สวนสัตว์น้ำ

ทางด้านตะวันตก ของจตุรัสเทียนอันเหมิน ใกล้กับถนนเฉียนเหมิน หรือด้านตรงข้ามกับพลับพลา เทียนอันเหมิน จะพบหอระลึกประธานเหมาเจ๋อตง ซึ่งจะเปิดชั้นล่างให้ประชาชนได้เข้าไป ในแต่ละวันจะพบนักท่องเที่ยว หรือชาวจีนจากต่างมณฑล เข้าแถวยาวเหยียด เพื่อเข้าไปคารวะศพท่านประธานเหมา ที่ด้านหน้าหอระลึกประธานเหมาเจ๋อตง จะมีอนุสาวรีย์วีรชน ซึ่งเป็นอนุสรณ์สถานใหญ่แห่งแรก หลังการสถาปนาจีนใหม่ โดยทำการก่อสร้างใน ปี ๑๙๕๒ – ๑๙๕๘ เป็นหอสูงราว ๑๐ ชั้น และฐานสูง ๒ เมตร โดยอนุสาวรีย์นี้สร้างโดยใช้หินอ่อนและหินแกรนิต ๑๗,๐๐๐ ก้อน หนักรวม ๑๐,๐๐๐ ตัน เป็นอนุสรณ์ของขบวนการปฏิวัติในจีนกว่า ๑๐๐ ปี เช่น การเผาฝิ่น กบถไท่ผิง การปฏิวัติในปี ๑๙๑๑ ขบวนการ ๔ พฤษภาคม (ปี ๑๙๑๙) ขบวนการ ๓๐ พฤษภาคม (๑๙๒๕) การต่อต้านก๊กมินตั๋ง สงครามกองโจรในการต่อสู้กับญี่ปุ่น ฯลฯ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า กว่าที่จีนจะมีความสงบ มีความมั่นคงเฉกเช่นทุกวันนี้ ต้องผจญกับการต่อสู้เรียกร้องและสูญเสียมานับครั้งไม่ถ้วน นอกจาก จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และจัดงานในโอกาสพิเศษต่าง ๆ แล้ว ที่บริเวณจตุรัสเทียนอันเหมิน ยังเคยเป็นสถานที่ชุมนุม ในเหตุการณ์จตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อกว่า ๑๐ ปีที่ผ่านมา รวมทั้ง เป็นที่ชุมนุมประท้วง ของกลุ่มฝ่าหลุนกง จนโด่งดังไปทั่วโลกด้วย

เมื่อเที่ยวที่จตุรัสเทียนอันเหมินแล้ว ข้ามถนนฉางอาน โดยใช้อุโมงค์สำหรับข้ามถนนไปยัง พลับพลาเทียนอันเหมิน หรือประตูเทียนอันเหมิน (Tian’anmen Gate) ผ่านประตู มุ่งหน้าสู่ พระราชวังโบราณ หรือพระราชวังต้องห้าม ซึ่งระหว่างที่เดินเข้าไปนั้น จะมีร้านขายของที่ระลึก เช่น พัด เครื่องอัญมณีต่าง ๆ เหรียญที่ระลึก เข็ม ที่มีภาพประธานเหมาเจ๋อตง สนนราคาแตกต่างกันไปตามขนาดใหญ่หรือเล็ก รวมทั้งมีชุดกษัตริย์จีน หรือ ฮ่องเต้ และไทเฮา ให้นักท่องเที่ยวเช่า เพื่อใส่ถ่ายภาพที่ระลึก รวมทั้งบางคราว จะพบกองทหารเกียรติยศพักผ่อนอยู่ภายในเพื่อเตรียมทำพิธีเชิญธงชาติขึ้นสู่เสา และหรือลงจากเสา ในตอนเช้าและเย็นของแต่ละวัน

ไกด์ท้องถิ่น จะจัดหาตั๋วเข้าพระราชวัง ต้องห้ามให้ ในขณะเดียวกัน ที่บริเวณด้านข้างประตู จะมีเทปคาสเซทขนาดเล็ก ให้นักท่องเที่ยวที่มากันเอง โดยไม่มีไกด์เช่า เพื่อเปิดฟังการบรรยาย สถานที่ต่าง ๆ ในพระราชวัง
พระราชวังต้องห้าม หรือพระราชวังโบราณ คนจีนทั่วไปเรียกว่า “กู่กง” (gugong) เป็นพระราชวัง ในใจกลางกรุงปักกิ่ง เป็นที่พำนักและที่ว่าราชการของกษัตริย์จีนแต่โบราณ ในสมัยราชวงศ์หมิง และราชวงศ์ชิง เคยเป็นที่ประทับ ของจักรพรรดิรวม ๒๔ พระองค์ เป็นพระราชวัง ที่มีความใหญ่โตมาก มีอาคารมากมาย และอ้างกันว่ามีห้องต่าง ๆ ประมาณ ๙,๙๙๙ ห้อง บนเนื้อที่ ๑๕๐,๐๐๐ ตร.ม. นับเป็นสถาปัตยกรรม ที่มีขนาดใหญ่ และมีความสมบูรณ์มาก ซึ่งในอาคารบางแห่ง เป็นที่สะสมของโบราณ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทางเข้าออกมี ๔ ทางคือประตูอู่เหมิน ทางทิศใต้ ประตูเซินอู่เหมิน ทางทิศเหนือ ตงฮั่วเหมินทางทิศตะวันออก และซีฮั่วเหมินทางทิศตะวันตก ไกด์ได้เล่าให้ฟังว่าในสมัยโบราณ ผู้ที่จะผ่านเข้าออก จะต้องมีการตรวจตรา อาวุธที่เข้มแข็ง และหากสังเกตจะพบว่าภายในพระราชวังโบราณ จะไม่มีห้องสุขา และห้องน้ำแต่อย่างใด  ทั้งนี้เนื่องจากกษัตริย์จีน ในสมัยก่อน จะอาบน้ำในถังไม้ ขนาดใหญ่ ส่วนเรื่องลี้ลับต่าง ๆ ในพระราชวัง เช่น กรรมวิธีในการนำพระสนมเข้าวัง คงต้องให้เป็นหน้าที่ของไกด์ผู้นำทาง หรือบางท่าน อาจจะทราบมาบ้างแล้ว จากภาพยนตร์จีน ที่มาฉายในบ้านเรา

พระราชวังฤดูร้อน ตั้งอยู่ชานเมือง ทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ของกรุงปักกิ่ง เลยสถานที่ตั้ง ของมหาวิทยาลัยปักกิ่ง และมหาวิทยาลัยชั้นนำ ของจีน อีกหลายแห่งออกไป โดยพระราชวังฤดูร้อนจะมี ๒ แห่งเคียงข้างกัน มีถนนตัดผ่านแห่งแรก เป็นแห่งที่ นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ มักเข้าชม ตามโปรแกรม ที่ทางบริษัททัวร์จัดให้ เป็นพระราชวังฤดูร้อน ที่เรียกกันว่า “อี้เหอหยวน” ที่สร้างขึ้นภายหลัง จากพระราชวังฤดูร้อน “หยวนหมิงหยวน” ถูกกองกำลังต่างชาติเผาไปในปี ๑๘๖๐
ซึ่งพระราชวังฤดูร้อนแห่งนี้ มีทิวทัศน์สวยงาม และมีชื่อเสียงไปทั่วโลก มีเขาว่านโซ่วซาน ขนาดเล็ก ที่สร้างขึ้นจาก การขุดทะเลสาบคุนหมิง และนำดินมาสร้าง เป็นขุนเขาขนาดเล็ก และที่ยอดเขา จะเป็นสถานที่ตั้ง ของพระพุทธรูปกวนอิม มีระเบียงทางเดินคดเคี้ยว ระยะทางยาวประมาณ ๗๐๐ เมตร เลียบตามทะเลสาบ ไปยังพื้นที่ด้านหลัง ซึ่งมีภาพวาดต่าง ๆ ตามคานหลังคา ของระเบียงทางเดิน สุดทางเดิน จะพบกับเรือหินอ่อน อยู่ริมน้ำนัยว่าพระนางชูสีไทเฮา จัดสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการดื่มน้ำชา ถัดจากประตูทางเข้าด้านหน้า จะพบโรงงิ้ว ซึ่งเป็นที่โปรดปราน ของพระนางชูสีไทเฮา ห้องหับตามระเบียงทางเดิน ยังคงเป็นแหล่ง รวบรวมเครื่องใช้ ของราชสำนักในสมัยนั้น ซึ่งส่วนหนึ่ง จะเป็นสิ่งของที่ได้รับอิทธิพลของตะวันตก

ส่วนในฤดูหนาวนั้น ประชาชนชาวจีน จะนิยมไปเล่นสเก๊ตน้ำแข็ง ในทะเลสาบคุนหมิง เนื่องจากน้ำ ในทะเลสาบกลาย เป็นน้ำแข็งทั้งหมด ดังนั้นการเที่ยวพักผ่อนใน”อี้เหอหยวน” จะมีธรรมชาติและความสวยงาม แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ระหว่างฤดูร้อนและฤดูหนาว

ส่วนด้านตะวันออก ของพระราชวังฤดูร้อน ก็เป็นพระราชวังฤดูร้อนเดิม หรือหยวนหมิงหยวน ซึ่งสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่องกันมา ของจักรพรรดิจีนรวม ๖ พระองค์ บนเนื้อที่ ๓๕๐ เฮกตาร์ มีภูเขา ทะเลสาบ พระตำหนัก อาคารน้อยใหญ่ และสวน ซึ่ง

ถูกกองกำลังต่างชาติเผาทำลายไป ในปี ๑๘๖๐ คงเหลือแต่ซาก และอาคารบางแห่งเท่านั้น ที่เก็บไว้เป็นเครื่องเตือนใจเท่านั้น  บ่อยครั้ง ที่จะพบครูนำเด็ก นักเรียนจีน มาทัศนศึกษา เล่าให้ทราบถึงความโหดร้าย ของชาวตะวันตก เฉกเช่นเดียวกับ ความพยายามสั่งสอน ให้เห็นถึงการรุกรานจีน ของญี่ปุ่นในอดีต

 

สวนสาธารณะเซียงซาน อยู่ชานเมืองกรุงปักกิ่งด้านทิศตะวันตก เป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ชาวต่างประเทศนิยมกันมาก แต่ในระยะหลัง ชนชาวจีน ที่มีฐานะจะเดินทางไปพักผ่อนด้วย ทำให้รถติด ตามเส้นทางเดินทาง ที่จะขึ้นสู่ภูเขา ซึ่งประชาชน จะนิยมเดินทางไป เขาเซียงซาน ในฤดูใบไม้ร่วงเท่านั้น เนื่องจากใบไม้ ตามเนินเขาจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ทำให้มองเห็นเป็นภูเขาสีแดง สวยงามแปลกตา

ตรอกซอยในกรุงปักกิ่ง หากพักอาศัยในกรุงปักกิ่ง และอ่านหนังสือพิมพ์ ที่เผยแพร่ สำหรับชาวต่างประเทศ จะพบกับโฆษณาชักชวน ให้ท่องเที่ยว ตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ ในกรุงปักกิ่ง โดยจะมีรถสามล้อเป็นพาหนะ ตรอกซอกซอยเล็ก ๆ เหล่านี้ชาวปักกิ่งเรียกว่า “หูท่ง” เกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์หยวน อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง เล่ากันว่าในสมัยราชวงศ์ หยวนมีตรอกซอกซอย ๔๑๓ สาย ซึ่งคำว่า “หูท่ง” เป็นภาษามองโกล หมายถึง บ่อน้ำ ต่อมาชาวบ้านได้ตั้งถิ่นฐาน บ้านช่องตามบ่อน้ำ จึงเปลี่ยนความหมาย เป็นตรอกซอกซอย ระหว่างบ้านเรือนของประชาชน ซึ่งบางแห่งเล็กมากจนไม่สามารถให้รถสามล้อผ่านได้

สุสาน ๑๓ กษัตริย์ หรือ Ming Tombs เป็นสุสานของกษัตริย์จีน ๑๓ พระองค์สมัยราชวงศ์หมิง หลังจากโยกย้าย เมืองหลวงจากนานกิง มาที่ปักกิ่ง ตั้งอยู่บนภูเขาในอำเภอฉางผิง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของกรุงปักกิ่ง โดยอยู่ห่างกรุงปักกิ่งประมาณ ๕๐ ก.ม.ทั้งนี้ในสมัยโบราณ การสร้างสุสานต่าง ๆ มักจะต้องดูฮวงจุ้ยหรือทำเลที่ตั้ง โดยมีความเชื่อว่า หากสุสาน ของบรรพบุรุษ ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีก็จะทำให้ลูกหลาน มีความเจริญก้าวหน้า ดังนั้นเทือกเขาทางเข้าสุสาน ๑๓ กษัตริย์จึงเปรียบเสมือน มังกรและเสือ ซึ่งจะปกป้อง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ นี้ให้พ้นจากความชั่วร้าย สุสาน ๑๓ กษัตริย์เป็นสถาน ที่ฝังพระศพ ของจักรพรรดิจีน ในราชวงศ์หมิง รวม ๑๓ พระองค์จาก ๑๖ พระองค์  นักท่องเที่ยว สามารถลงไปชม พระราชวัง หรือสุสานใต้ดินได้ เนื้อที่ของสุสาน มีพื้นที่ครอบคลุม ๔๐ ตร.ก.ม. ใช้เวลาสร้างกว่า ๖ ปี ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างราว ๘ ล้านเหรียญ คนงานจำนวน ๓๐,๐๐๐ คน เป็นสถานที่ฝังศพ ของพระจักรพรรดิ์ และพระมเหสีของจีน

วัดลามะ เป็นวัดใหญ่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงในกรุงปักกิ่ง เดิมเคยเป็นที่ประทับ ขององค์ชายสี่ หรือจักพรรดิยงเจิ้นของราชวงศ์ชิง เล่ากันว่า ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงนั้น วัดลามะ เป็นศูนย์กลาง การเรียนของลัทธิลามะ จากทิเบต ด้านในสุด จะมีพระแกะสลัก จากไม้จันทร์องค์ใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งสูงถึง ๒๓ เมตร มีผู้เข้าเยี่ยมชม และผู้ไปสักการะ จำนวนมาก ยิ่งในหน้าเทศกาลต่าง ๆ เช่น ตรุษจีน กลิ่นและควันธูป จะตลบอบอวนไปหมด  ปัจจุบัน จะมีพระลามะจำวัดอยู่จำนวน ๗๐ รูป เป็นที่น่าสังเกตว่าชาวจีนรุ่นใหม่ เริ่มนิยมเข้าไปกราบไหว้ พระพุทธรูป ตามวัดต่าง ๆ เป็นจำนวนมากขึ้น เช่น วัดพระเขี้ยวแก้ว วัดเมฆขาว วัดระฆังใหญ่ หรืออาจจะเป็นไปได้ว่าชาวจีน รุ่นใหม่ภายใต้การเร่งปฏิรูป เศรษฐกิจ ต้องต่อสู้ดิ้นรน มากขึ้น รายได้ของคนในชนบท เริ่มห่างจากรายได้ ของคนในเมือง และขาดสิ่งยึดเหนี่ยว ทางจิตใจ

กำแพงเมืองจีน เป็นสัญญลักษณ์แห่งความยิ่งใหญ่ของจีน เป็นสิ่งมหัศจรรย์ ๑ ใน ๗ แห่งของโลก เป็นสิ่งก่อสร้างด้วยแรงงานของมนุษย์ขนาดใหญ่ มีตำนานมากมาย เกี่ยวกับแรงงาน ที่ถูกเกณฑ์ไปสร้างกำแพงยักษ์แห่งนี้ ส่วนใหญ่ถูกพรากลูกพรากเมีย สูญเสียชีวิต ในขณะที่ก่อสร้างกำแพงเมืองจีน สร้างมาหลายยุคหลายสมัย จนในที่สุดได้มีการสร้างเชื่อมต่อกัน จนเป็นกำแพงเดียวกัน จุดมุ่งหมายคือ เป็นปราการในการป้องกัน การรุกรานของข้าศึก จากทางเหนือ กำแพงเมืองจีน มีความยาว ๑๒,๗๐๐ ลี้ (๑ ลี้เท่ากับ ๑ ใน ๓ ไมล์) หรือ ๖,๔๐๐ ก.ม.ทอดไปตามดินแดน ของชาวฮั่นในภาคเหนือ แต่ชาวจีนมักเรียกกันว่า กำแพงหมื่นลี้ หรือว่านลี่ฉางเฉิง กำแพง มีความสูงราว ๗ เมตร กว้าง ๔.๕ – ๙ เมตร สร้างขึ้นมาราว ๒,๐๐๐ ปี ในสมัยราชวงศ์ฉิน (๒๒๑ – ๒๐๖ ปีก่อนคริสตศักราช) โดยมีจุดเริ่มต้นที่ ในทะเลทางชายฝั่งตะวันออกที่ ซานไห่กวน ไปทางทิศตะวันตก ในทะเลทรายโกบี ปัจจุบันกำแพงยักษ์ ชำรุดทรุดโทรมมาก ได้มีการซ่อมแซม มาหลายยุคหลายสมัย และเมื่อประมาณ ๕๐ ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีน ได้ทำการบูรณะ เป็นบางส่วน และเปิดให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว นับได้ว่ากำแพงเมืองจีน ซึ่งสร้างมาจากคราบน้ำตา ของบรรพชนชาวจีน จะกลับกลายเป็นแหล่งดึงดูด ให้นักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ เดินทางมาเยือนจีน และสามารถ สร้างรายได้ ให้กับชาวจีนในยุคปัจจุบันไม่น้อย

จากกรุงปักกิ่งออกไปไม่ไกลนัก จะมีกำแพงเมืองจีน ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ที่มีชื่อเสียงรวม ๓ แห่งคือ

ปาต๋าหลิง สร้างในสมัยราชวงศ์หมิง ราว ค.ศ.๑๓๖๘ – ๑๖๔๔ โดยออกเดินทางจากกรุงปักกิ่ง ไปทางทิศเหนือ ถึงอำเภอฉางผิง และผ่านเข้าสู่ช่องเขาช่องหนึ่ง ระยะทางจากกรุงปักกิ่งถึงบริเวณกำแพงประมาณ ๗๐ ก.ม. หากเดินทางโดยรถ ประจำทาง จะใช้เวลาในการเดินทางประมาณ ๒ ช.ม. ซึ่งกำแพงเมืองจีนแห่งนี้ ทอดไปตามแนวเขา สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์หมิง โดยใช้ก้อนอิฐและหินแกรนิตขนาดใหญ่มีความสูง ๖.๕ – ๖.๖ เมตร กว้าง ๕.๕ เมตร ซึ่งมากเพียงพอที่จะให้มา ๕ – ๖ ตัว เดินเรียงหน้ากระดานไปพร้อม ๆ กัน

ก่อนถึงลานจอดรถยนต์ จะมีสุขาสาธารณะ เรียงรายอยู่จำนวนหนึ่ง รวมทั้งร้านอาหารบริเวณ ทางขึ้นกำแพงเมืองจีน ทั้งร้านอาหารจีน และร้านอาหารจานด่วน ของตะวันตก ล้วนแล้วแต่มีสุขาที่ค่อนข้างสอาด และดีนัยว่า เป็นความพยายาม ของรัฐบาลจีน ในการปรับปรุงห้องสุขา ตามสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้ทันสมัยและสะอาด
ส่วนที่บริเวณด้านล่าง จะมีร้านจำหน่าย ของที่ระลึก เช่น หมวก เสื้อผ้า ผ้าถักปูโต๊ะ เครื่องกระเบื้องต่าง ๆ สิ่งแกะสลัก และที่ขาดไม่ได้คือร้านเล็ก ๆ ในลักษณะการตั้งโต๊ะ จำหน่ายเหรียญที่ระลึก และประกาศนียบัตรว่า ได้มาเยือนกำแพงเมืองจีน แห่งนี้ เป็นที่น่าสังเกตคือ ตามแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ของจีน เช่น กำแพงเมืองจีน พระราชวังฤดูร้อนเฉิงเต๋อ หรือวัดต่าง ๆ จะมีการจำหน่ายเหรียญที่ระลึก เป็นเหรียญทองแดง ขนาดหน้ากว้างประมาณ ๕ ซ.ม.ด้านหน้าจะเป็นภาพ สถานที่ท่องเที่ยวแห่งนั้น ส่วนด้านหลัง ผู้จำหน่าย จะทำการแกะสลักชื่อของผู้ซื้อ รวมทั้งวันเดือนปี ที่เดินทางมาเยือน สนนราคาจะอยู่ในระหว่าง ๘ – ๑๕ หยวน (แล้วแต่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ละแห่ง) เหรียญประเภทนี้ เป็นที่นิยมกันในหมู่นักท่องเที่ยว ชาวต่างประเทศ ซึ่งความจริงแล้ว สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย ก็ควรที่จะจัดทำบ้าง เพื่อเป็นการสร้างรายได ้ให้กับประชาชนชนบท

สำหรับกำแพงเมืองจีนอีก ๒ แห่ง อาจจะอยู่ไกลเกินไป คือประมาณ ๑๐๐ กม.ดังนั้นบริษัททัวร์ จึงไม่นิยมนำนักท่องเที่ยวไป เนื่องจากต้องใช้เวลา ในการเดินทางมาก คงมีแต่ชาวต่างประเทศ ที่ทำงานในปักกิ่ง ระยะเวลาหนึ่ง แล้วจึงมักหาโอกาส เดินทางไปศึกษาภูมิประเทศ โดยกำแพงเมืองจีนอีก ๒ แห่งคือ
กำแพงมู่เทียนยู่ ซึ่งตั้งอยู่ทางภาคเหนือ ของอำเภอหวยโหยว ห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ ๙๐ ก.ม.ทางขึ้นค่อนข้างชัน สูงจากระดับน้ำทะเล ๕๔๐ เมตร จุดสูงสุดอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกว่า ๑,๐๐๐ เมตร สร้างขึ้นมากกว่า ๑,๔๐๐ ปี และมีการซ่อมสร้างใหม่ ในสมัยราชวงศ์หมิง เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่ ๑ พ.ค.๑๙๘๖ ปัจจุบันสามารถขึ้นกำแพง โดยใช้รถกระเช้าไฟฟ้า
กำแพงเมืองจีนซือหม่าไถ ในเขตอำเภอมี่หยุน ห่างจากกรุงปักกิ่งประมาณ ๑๑๐ ก.ม.ซึ่งทอดอยู่ บนภูเขาสูงชัน ทำให้การเดินบนกำแพง เป็นไปด้วยความยากลำบาก และค่อนข้างอันตราย โดยเฉพาะในฤดูหนาว ที่ลมค่อนข้างแรง โดยที่ซือหม่าไถ อาจจะลงเรือข้ามทะเลสาบ ไปไต่บรรไดของกำแพงเมืองจีน หรืออาจจะนั่งกระเช้าไฟฟ้า ข้ามไปจนถึงบริเวณ กำแพงเมืองจีนก็ได้ นับเป็นบรรยากาศ ที่แตกต่างกัน ของกำแพงเมืองจีนทั้ง ๓ แห่ง

สะพานมาโคโปโล ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงปักกิ่ง ห่างจากใจกลางเมืองราว ๑๕ ก.ม.ก่อสร้างขึ้นในปี ๑๑๘๙ รวมเวลาก่อสร้าง ๔ ปี ตัวสะพานมีความยาว ๒๓๕ เมตร ราวสะพานทำด้วยหินอ่อนสีขาว เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ทางบกสำหรับการเดินทางจากภาคใต้เข้าสู่กรุงปักกิ่ง และในวันที่ ๗ ก.ค.๑๙๓๗ ยังเป็นวันเสียงปืนแตก ของสงครามต่อต้านญี่ปุ่น ปัจจุบันบริษัทท่องเที่ยวมักไม่ค่อยพานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติให้ไปชม เนื่องจากระยะเวลามีน้อย

ที่มา http://www.mfa.go.th/internet/BDU/basechina_cct_express.doc

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 23, 2011 in จับกระแสโลก

 

ป้ายกำกับ: , , , , , , , ,

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: