RSS

การบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

21 พ.ค.

ประเทศไทย กำลังเกิดวิกฤตการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และเกิดการแตกแยกของคนในชาติอย่างกว้างขวาง เพราะรัฐไม่ใช้หลักธรรมในการปกครองบ้านเมืองและประชาชนไม่เข้าหลักธรรมที่จะใช้ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง

พื้นฐานอันเป็นหัวใจของระบอบประชาธิปไตย คือการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมีส่วนร่วมนั้นต้องเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ

การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย ไม่ได้หมายถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำที่ไม่ดี แต่หมายถึงการมีส่วนร่วมในการกระทำดี มีส่วนร่วมในการสอดส่องเพื่อป้องกันการกระทำที่ไม่ดี และอยู่บนพื้นฐานความบริสุทธิ์ใจต่อสังคมส่วนรวม

หลักธรรมของพระพุทธศาสนาทั้งหมด ได้รวมเข้ามาอยู่ในหัวใจของพระพุทธศาสนา

หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ การกระทำดี การละเว้นการกระทำที่ไม่ดี และความจริงใจที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

การกระทำดี มีทั้งแนวดิ่ง และแนวระดับ

 
การกระทำดี ในแนวดิ่ง มี ๓ ระดับ คือ การกระทำดีระดับธรรมดา การกระทำดีขั้นสูงและการกระทำดีระดับปรมัตถ์ 

การกระทำดีระดับธรรมดา คือ การกระทำดีธรรมดาทั่วไป

การกระทำดีขั้นสูง คือ การกระทำดีที่ต้องมีการเสียสละบางอย่างของตนออกไป 
การกระทำดีระดับปรมัตถ์ คือ การเสียสละชีวิตเพื่อการกระทำดี

การกระทำดีแนวระดับ มี ๒ ระดับ ระดับแรก คือ ตนเองกระทำดี ระดับที่สอง คือ นอกจากตนเองกระทำดีแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้คนอื่นกระทำดีด้วย หรือการส่งเสริมให้คนอื่น ๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกระทำดี และนี่คือการมีส่วนร่วมที่สำคัญประการแรกในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง อันเป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพ
การละเว้นการกระทำที่ไม่ดีนั้น ในพุทธศาสนาได้กำหนดเป็นข้อห้ามไว้ เรียกว่าศีล

ซึ่งมีทั้งแนวดิ่งและแนวระดับ

การละเว้นการกระทำที่ไม่ดีในแนวดิ่ง แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ คือ จุลศีล มัชฌิมศีล และ มหาศีล
จุลศีล เป็นข้อห้ามสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไป

มัชฌิมศีล เป็นข้อห้ามสำหรับผู้ที่ปฎิบัติอย่างเคร่งครัด

มหาศีล สำหรับพระภิกษุสงฆ์ เป็นข้อห้ามระดับปรมัตถ์เพื่อเข้าสู่การเป็นอริยบุคคล
การละเว้นการกระทำที่ไม่ดีในแนวระดับ มี ๒ ระดับ ระดับแรก คือ ตนเองละเว้นการกระทำที่ไม่ดี ระดับที่สอง คือ นอกจากตนเองละเว้นการกระทำที่ไม่ดีแล้ว ยังต้องส่งเสริมให้คนอื่นละเว้นการกระทำที่ไม่ดีด้วย หรือส่งเสริมให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วมในกรป้องกันการกระทำที่ไม่ดี

ซึ่งสอดคล้องกับระบบเกียรติศักดิ์ของโรงเรียนนายร้อยเวสต์ปอยต์ของสหรัฐอเมริกา ที่กล่าวว่า “เราจะไม่พูดปด คดโกง หรือขโมย และจะไม่ยอมให้ผู้ใดกระทำเช่นนั้นเป็นอันขาด” และนี่คือการมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง เป็นพื้นฐานของการมีส่วนร่วมที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพอีกประการหนึ่ง

ความจริงใจที่บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว หมายถึง ในการกระทำดี และการละเว้นการกระทำที่ไม่ดีต้องเป็นไปโดยจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ซึ่งมีอยู่ ๒ ระดับเช่นกัน ระดับแรกคือ ตนเองมีความปรารถนาดี ซื่อสัตย์ และจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วต่อผู้อื่น ระดับที่สอง คือนอกจากตนเองมีความปรารถนาดี ซื่อสัตย์และจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วต่อผู้อื่นแล้วยังต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้อื่นได้มีความปรารถนาดี ซื่อสัตย์ และจริงใจบริสุทธิ์ผ่องแผ้วต่อกันและกัน

และนี่คือหัวใจ หรือจิตวิญญาณ หรืออุดมการณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นหัวใจของการสร้างความสมานฉันท์ ทำให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติอย่างมั่นคงและยั่งยืน


สรุปคือ หัวใจของพระพุทธศาสนา ถือเป็นหัวใจของการมีส่วนร่วมที่สมบูรณ์แบบที่สุดของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของชาติ ที่จะทำให้ปัญหาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สามารถแก้ไขโดยหลักธรรมของพระพุทธศาสนา ความแตกแยกของผู้คน ก็จะได้รับการสมานฉันท์โดยหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หัวใจของพระพุทธศาสนา คือ ความสมานฉันท์ และเป็นหัวใจของสันติภาพ

การที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกฉบับที่ผ่านมา ได้กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องเป็นพุทธมามะกะ ก็เพื่อกำหนดให้พระมหากษัตริย์ได้ทรงใช้หลักทศพิศราชธรรมในการปกครองบ้านเมือง ซึ่งหลักทศพิศราชธรรม คือหลักทศบารมีของพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนา นี่คือตัวอย่างของการใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นหลักการปกครองบ้านเมืองผ่านพระมหากษัตริย์ เป็นการทำให้พระพุทธศาสนาอยู่เหนือกว่าองค์พระมหากษัตริย์ คือให้ใช้ในการปกครองบ้านเมือง มิใช่อยู่ใต้องค์พระมหากษัตริย์


 การกำหนดให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และระบุให้หัวใจพระพุทธศาสนาเป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย จะเป็นการทำให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอยู่เหนือระบอบประชาธิปไตย จะเป็นการทำให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ การกล่าวเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจถึงหลักการดังที่กล่าวมาข้างต้น

 การที่กล่าวกันว่า การไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญนั้นเพราะพระพุทธศาสนาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ การกล่าวเช่นนั้น แสดงให้เห็นถึงการไม่เข้าใจถึงหลักการดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น 

 การไม่บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ถือว่าเป็นการละทิ้งพระพุทธศาสนาส่วนการบรรจุคำว่า รัฐต้องอุปถัมภ์พุทธศาสนา แสดงให้เข้าใจได้ว่า หากรัฐไม่ให้การสนับสนุนพระพุทธศาสนาแล้ว จะทำให้พระพุทธศาสนาอยู่ไม่ได้ พระพุทธศาสนาจึงกลายเป็นภาระอันหนักอึ้งที่รัฐต้องแบกรับ ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้ว พุทธศาสนาต่างหากที่ต้องช่วยอุปถัมภ์รัฐในการปกครองบ้านเมือง เพื่อให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ถูกต้องตามหลักธรรม อันจะทำให้ประเทศชาติเกิดความสมานฉันท์ เกิดสันติภาพและสันติสุข

วัตถุประสงค์หลักของการบรรจุให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ มิใช่เพื่อนำพุทธศาสนาไว้สักการบูชา หรือมิใช่เพื่อให้รัฐจำเป็นต้องดูแลพระภิกษุสงฆ์ หรือมิใช่เพื่อให้พระพุทธศาสนามีความเจริญกว่าศาสนาอื่น    แต่เป็นไปเพื่อให้หลักธรรมของพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาของคนส่วนใหญ่ ได้ถูกนำมาเป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง โดยรัฐต้องน้อมนำหลักธรรมของพระพุทธศาสนามาเป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

นอกจากนั้นแล้ว รัฐควรส่งเสริมให้ทุกชนชาติมีศาสนาประจำชาติ เพื่อให้ชนชาตินั้น ๆ นำหลักธรรมของศาสนาในการปกครองบ้านเมือง ควรมีศาสนทูตเพื่อสร้างความสัมพันธ์ต่อกัน มีการแลกเปลี่ยนหลักศาสนธรรมของกันและกัน เป็นการสร้างปัญญาธรรมแก่โลกอันจะทำให้โลกเกิดสันติสุขและสันติภาพ ความขัดแย้งระหว่างศาสนาจะถูกแก้ไข

พื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แก้ไขปัญหาไม่ได้ เพราะรัฐไม่เข้าใจหลักธรรมของศาสนา ทั้งยังกลัวว่าจะมีการนำหลักธรรมของศาสนามาเกี่ยวข้องกับการปกครองบ้านเมือง การแก้ปัญหาจึงไม่สำเร็จ ทั้ง ๆ ที่หลักธรรมของศาสนาอิสลามหลายประการถือเป็นรากฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย  เช่น เมื่อมุสลิมเห็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรม จะต้องบอกกล่าวออกมา เพราะถ้าหากไม่บอก เมื่อตายไป จะถูกพระผู้เป็นเจ้าถามว่า เมื่อเห็นสิ่งไม่ถูกต้องชอบธรรมแล้วทำไมไม่บอกกล่าวออกไป หากตอบไม่ได้ มุสลิมผู้นั้นจะถูกพระเจ้าลงโทษทันที

ดังนั้น มุสลิมจึงต้องโต้แย้งสิ่งที่ไม่ถูกต้องชอบธรรมเสมอ จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นคนหัวรุนแรง  รัฐจึงมีอคติกับมุสลิม ทั้ง ๆ ที่นี่คือรากฐานที่สำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน และนี่ก็ตรงกับหัวใจของพระพุทธศาสนาในเรื่อง การมีส่วนร่วมในการป้องกันการกระทำที่ไม่ดี หลักการของทั้งสองศาสนานี้ เป็นไปในทำนองเดียวกันและถือเป็นรากฐานสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งรัฐควรน้อมนำมาใช้ในการปกครองชาติบ้านเมือง

เมื่อพระพุทธศาสนาถูกบรรจุให้เป็นศาสนาประจำชาติแล้ว พระพุทธศาสนาจะถูกนำไปสู่แนวทางที่ถูกต้องเป็นไปตามหลักเหตุผล หลักวิทยาศาสตร์ หลักสากล ความหลงเชื่องมงายจะถูกแก้ไข จะไม่ถูกปล่อยปละละเลยให้เป็นไปตามยถากรรมอีกต่อไป

พระพุทธพจน์ “ บุคคล ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นเกาะ มีตนเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง จงมีธรรมเป็นเกาะ มีธรรมเป็นที่พึ่ง อย่ามีสิ่งอื่นเป็นที่พึ่ง”

ประเทศชาติ คือ ที่รวมของบุคคลทั้งหลาย ประเทศชาติที่กำลังมีปัญหาและเป็นทุกข์เพราะหันไปพึ่งแนวคิดของฝรั่งต่างชาติอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ได้คิดพึ่งตนเอง และไม่มีธรรมเป็นที่พึ่ง

การพึ่งตนเอง คือ การปฎิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระมหากษัตริย์ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของหลักธรรมในพระพุทธศาสนานั้นเอง

การพึ่งธรรม คือ  การบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และระบุให้ใช้หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นหัวใจของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

ทั้งหมดนี้ คือรากฐานสำคัญ ที่จะทำให้รัฐและประชาชนสามารถร่วมกันพัฒนาประเทศชาติร่วมไปกับโลกาภิวัตน์ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และแข็งแกร่งที่สุด

เจ้าของบทความ 

 

ป้ายกำกับ: ,

3 responses to “การบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ

  1. AnnForever

    พฤษภาคม 21, 2011 at 6:50 pm

    ในอดีตที่ผ่านมา การสร้างบ้านแปลงเมืองของบรรพกษัตริย์ ทั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ล้วนได้ทรงน้อมนำเอาพระพุทธศาสนามาเป็นแกนนำในการบูรณะฟื้นฟูจิตใจของคนในชาติ ปลุกเร้าความรักชาติ รักศาสนา เคารพและจงรักภักดีต่อองค์พระมหากษัตริย์ จึงสามารถปราบปรามอริราชศัตรูได้ ทำให้บ้านเมืองร่มเย็นเป็นสุขและเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา

    ในทางตรงกันข้าม สภาพของสังคมของคนไทยในสมัยโน้นก่อนที่จะสูญเสียเอกราชทั้งสองครั้ง ก็ล้วนแล้วแต่ละเลยต่อการปฎิบัติธรรม ละเลยต่อหลักการของพระพุทธศาสนา เสมือนว่า คนในสมัยนั้นลืมไปว่า ชาติกำเนิดของตนเอง มาอย่างไร กำเนิดมาจากอะไร เรากำเนิดมาจากสังคมวัฒนธรรมของพระพุทธศาสนา

    เรากลับไปเชื่อคำสอนของผู้อื่น พยายามเฉไฉไปเรื่อยเปื่อย เหตุผลโน้นบ้าง เหตุผลนี้บ้าง เพื่อที่จะไม่นับถือพระพุทธศาสนา และในที่สุดบ้านเมืองก็แตกระส่ำระสาย ผู้คนถูกเข่นฆ่าตายเป็นเบือ แล้วถึงมาสำนึกได้กันในภายหลัง ว่า ถ้ายึดถือและปฏิบัติบัติตามหลักของพระพุทธศาสนาแล้ว คงไม่ต้องสูญเสียบ้านสูญเสียเมือง สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินกันเช่นนั้น

    ยุคนี้สมัยนี้ก็ไม่ได้แตกต่างจากก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาทั้งสองครั้งนั้น คนไทยเราบางส่วนละเลยต่อการตระหนักถึงชาติกำเนิดของเรากันเอง ไม่ใส่ใจในองค์ประกอบที่สำคัญของความมั่นคงของประเทศชาติคือ ความมั่นคงทางศาสนาและวัฒนธรรม

    เมื่อศาสนาอยู่ห่างไกลจากจิตใจของคนในชาติ ประเทศชาติก็จะอ่อนแอลง คิดกันง่าย ๆ แค่นี้ไม่เห็นต้องซับซ้อนอะไรเลย หลายคนไปคิดซับคิดซ้อน เมื่อบรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติจะเสียหายอย่างโน้นอย่างนี้ บ้านเมืองจะยุ่งเหยิง เสียหายด้วยประการทั้งปวง แล้วในที่สุดก็ไม่ได้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ

    ก็ต้องถามต่อไปอีกว่า แล้วเมื่อไม่ได้บรรจุพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติไว้ในรัฐธรรมนูญแล้วใครได้ ใครเสีย เมื่อไม่มีการบรรจุ ฯ ความเหินห่างจากศาสนาก็มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ และนับวันยิ่งเหินห่างออกไป ในที่สุดก็จะมีแต่ในประวัติศาสตร์เท่านั้นที่กล่าวว่าคนไทยเคยนับถือพระพุทธศาสนา แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้ว เพราะไปนับถือผีสางนางไม้กันไป หรือนับถือศาสนาอื่น ๆ กันไป ซึ่งจะนำไปสู่การที่คนไทยที่จะถูกครอบงำจากวัฒนธรรมอื่น ทั้ง ๆ ที่วัฒนธรรมนั้น ๆ ไม่ได้วิเศษวิโสอะไรมากไปกว่าวัฒนธรรมพุทธเลยแม้แต่นิดเดียว

    ท่านเคยอ่านเอกสารวิจัยของนักวิจัยชาวฝรั่งที่เคยนับถือศาสนาคริสต์แล้วเปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธในเรื่อง “ ท้าพิสูจน์” หรือไม่ว่าพระเจ้าเขาเป็นใคร คำสอนเขาเป็นอย่างไร ทำให้เห็นรากเหง้าของศาสนาอื่นที่กำลังจะเข้ามาครอบงำศาสนาพุทธ แล้วจะรู้ว่าความวิเศษวิโสของศาสนาอื่นมันไม่ได้มีอะไรเลย สิ่งที่ดี ๆ เรากลับละเลยมองข้ามไป ไปหาสิ่งอื่นที่ด้อยค่ากว่า

    ตบท้ายตอนนี้ด้วยคำพูดของ อัลเบิร์ต ไอสไตน์ว่า “……ข้าพเจ้าเป็นคนไม่นับถือศาสนา แต่ถ้าจะนับถือสักศาสนาหนึ่ง ศาสนานั้นก็ต้องเป็นพระพุทธศาสนาเท่านั้น………..” คนเก่ง อัจฉริยะอย่างไอสไตน์ เขาพูดไว้อย่างนี้ เขียนไว้อย่างนี้ ครับ ก็ลองคิดกันอีกทีก็ยังไม่สายครับว่า เราจะมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ ในรัฐธรรมนูญหรือไม่

     
  2. AnnForever

    พฤษภาคม 21, 2011 at 6:55 pm

    สงครามคือเครื่องมือสร้างโครงสร้างทางอำนาจที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ที่สามารถบริหารสงครามให้ได้ตามวัตถุประสงค์หรือ Endstate ที่ตนเองกำหนด ?

    สงครามครูเสส เป็นเครื่องมือยึดอำนาจจากเหล่ากษัตริย์ในยุโรป ในท้ายสุดสันตะปาปาก็ได้เป็นกษัตริย์เหนือกษัตริย์ นำทัพชาวคริสต์รบกับอิสลาม

    ผลของสงครามเกิดการค้นพบเส้นทางใหม่ๆเข้าสู่แหล่งทรัพยากรในเอเซียที่มั่งคั่ง ที่ในยุคนั้นถูกปิดกั้นทางด้านตุรกี

    มีการสนับสนุนการค้นพบเส้นทางใหม่ผ่านการล่องเรือไปยังดินแดนโพ้นทะเล

    ประชาชนทุกชนชั้นในยุโรปได้สัมผัสเครื่องเทศ เครื่องปรุงรสอาหารแช่เย็นให้น่ากินยิ่งขึ้น ต่อมาเกิดแนวคิดการสะสมทุนผ่านลัทธิล่าณานิคมยุคเก่า

    และการล่าอาณานิคมยุคใหม่ก็กระทำผ่านอเมริกา โดยกลุ่มทุนเหนือรัฐอเมริกาสามกลุ่ม ยิว วาติกัน FED ผ่านการลงทุนบรรษัทข้ามชาติหกสาขา อาหาร การเงิน IT ยา อาวุธ พลังงาน ผ่านสองพรรค พรรคคลินตั้น ยา อาหาร การเงินสนับสนุนเน้นสงครามเศรษฐกิจ พรรคบุช อาวุธ พลังงาน สนับสนุนเน้นสงครามร้อน

    จะเห็นได้ว่าสงครามไม่ได้เป็นสิ่งเลวร้าย

    ใครเริ่มก่อนคงเห็นกันอยู่ว่าได้เปรียบ
    ในแต่ะสงครามมีวัตถุประสงค์เฉพาะตัวของมัน
    ผู้สร้างสงครามและทำไดบรรลุวัตถุประสงค์หรือ Endstate เท่านั้น จึงจะสามารถควบคุมแสร้างโครงสร้างทางอำนาจที่เอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มตนได้ดังใจต้องการ

    ดังนั้นถึงเราไม่ปรารถนามันแต่คงหลีกหนีมันได้ยาก หากเรายังยึดติดไม่เริ่มสงครามก่อน เพราะถึงเราไม่เริ่มก่อน เพราะเราไม่มีจุดยืนในการเผชิญสงครามที่ดีพอ ไม่มีวัตถุประสงค์ที่มั่นคงหากต้องเผชิญสงคราม

    สุดท้ายเราก็จะถูกสงครามที่เราหรือเขาสร้างขึ้นกลืนกิน เป็นเพียงผู้พ่ายแพ้สงครามหาใช่ผู้ชนะสงครามอะไรก็ตามที ?

     
  3. AnnForever

    พฤษภาคม 21, 2011 at 9:05 pm

    และการล่าอาณานิคมยุคใหม่ก็กระทำผ่านอเมริกา โดยกลุ่มทุนเหนือรัฐอเมริกาสามกลุ่ม ยิว วาติกัน FED ผ่านการลงทุนบรรษัทข้ามชาติหกสาขา

     

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: